วันนี้ (11 มีนาคม 2569) กรณ์ จาติกวณิช สส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาตั้งคำถามการดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายหลังธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS) เข้ายึดอายัดทรัพย์ของกองทุน Capital Asia Investments (CAI) ที่มีความเกี่ยวโยงกับการปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของไทย
กรณ์ระบุว่า คำถามที่สังคมมีต่อหน่วยงานกำกับดูแลตลาดหุ้นไทยคือ ทางการสิงคโปร์สามารถมีข้อสรุปในการดำเนินการกับกองทุน CAI โดยอ้างพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในตลาดทุนของไทย แต่เหตุใดทางการไทยกลับยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ กับกองทุนนี้
กรณ์กล่าวต่อว่า ย้อนกลับไปวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยแถลงบริเวณหน้าสำนักงาน ปปง.ว่า ต้องการให้หน่วยงานของไทยเร่งดำเนินการ เพื่อยึดอายัดทรัพย์เพื่อปกป้องการยักย้ายถ่ายเทหลักทรัพย์
“เป็นที่น่าเสียดาย เพราะว่าการยึดอายัดทรัพย์จะสามารถทำให้รัฐไทยได้รับทรัพย์สมบัติที่คนไทยถูกปล้นกลับคืนมา เพื่อชดเชยคนไทยที่ถูกหลอกมาในอดีตได้”
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตัวอย่างกรณีของหุ้นบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบางจาก ที่กองทุน CAI เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทฯ ดังกล่าว ทยอยขายหุ้นเกือบทั้งหมดไปแล้ว โดยแต่เดิมถือหุ้นประมาณ 5.2% แต่ในวันปิดทะเบียนบัญชีเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมากลับเหลือการถือหุ้นเพียง 0.71%
“นี่คือความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ทางธนาคารกลางสิงคโปร์ก็ยืนยันแล้วว่า กองทุนนี้เป็นกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน รวมไปถึงการฟอกเงินในตลาดหุ้นไทย ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็เตือนทาง ก.ล.ต.และ ปปง.ไปเมื่อปีที่แล้วว่า กองทุนนี้มีแนวทางการปฏิบัติที่ชวนสงสัยว่า มีส่วนร่วมกับการฟอกเงินแน่นอน แต่ก็ไม่ปรากฎถึงการกระทำที่มีผลทางปฏิบัติต่อการรักษาผลประโยชน์ของคนไทยด้วยการสืบสวนนำไปสู่การยึดอายัดทรัพย์สินของ CAI” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว
นอกจากนั้น กรณ์ยังตั้งคำถามต่อหน่วยงานกำกับดูแลต่อว่า การที่ ปปง.มีคำสั่งยึดอายัดหุ้นบางจาก 6,000 ล้านบาท เนื่องจากสืบได้ว่ามีความเกี่ยวโยงกับกองทุน CAI ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลเห็นอยู่แล้วว่า กองทุนดังกล่าวมีพฤติกรรมต้องสงสัย แต่เหตุใดกลับยังไม่มีการดำเนินการกับทรัพย์สินหรือหุ้นตัวอื่นที่กองทุน CAI ถืออยู่ในตลาดหุ้นไทย
โดยทางพรรคประชาธิปัตย์มีคำถามกับหน่วยงานรับผิดชอบทั้งหมด 3 ข้อ ดังนี้
1. เหตุใดธุรกรรมต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย ซึ่งทางธนาคารกลางสิงคโปร์ยืนยันว่า มีหลักฐานผิดปกติชัดเจน ถึงไม่มีการดำเนินการจากหน่วยงานของรัฐไทย
2. หลังจากนี้ ก.ล.ต.และ ปปง.จะดำเนินการอย่างไร เมื่อใด และจะมีแนวทางอย่างไรในการติดตามทรัพย์สินที่ควรถูกยึดตามรายละเอียดที่พรรคประชาธิปัตย์เคยเสนอไปแล้ว
3. รัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแล 2 หน่วยงานโดยตรง พรรคประชาธิปัตย์อยากทราบว่า รัฐบาลมีอุปสรรคหรือคำอธิบายอย่างไรว่า เหตุใดหน่วยงานของรัฐทั้ง 2 ถึงไม่สามารถดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างทันท่วงที
“รัฐบาลเองยืนยันมาตลอดว่า พร้อมเอาจริงกับการต่อสู้กับทุนเทา แต่วันนี้เราเห็นชัดว่า เราช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายขั้นตอน ทั้งที่ความเสียหายเกิดขึ้นอยู่ในประเทศของเราเอง และวันนี้ความล่าช้านั้นทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ เพราะความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว
“หลายครั้งพรรคประชาธิปัตย์ตักเตือนว่า รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐควรเร่งดำเนินการ แต่ก็ดูเหมือนไม่มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม คือการยึดอายัดทรัพย์ส่วนนี้มาเป็นของรัฐ และอย่างน้อยสกัดไม่ให้กองทุนดังกล่าวสามารถยักย้ายถ่ายเทสินทรัพย์หนีเงื้อมมือของรัฐได้”
สำหรับกรณีของหุ้น BCPG กรณ์มองว่า เป็นการขายหนี เพราะแต่เดิมกองทุน CAI ถือหุ้นเกิน 5% ของหุ้นบริษัท BCPG ทั้งนี้ตามกฎหมายหลักทรัพย์ บุคคลใดก็ตามที่ซื้อ-ขายหุ้นในระดับที่ทำให้การถือหุ้นนั้นสูงหรือต่ำกว่า 5% จำเป็นต้องรายงานกับสำนักงาน ก.ล.ต.
“ถ้าคุณถือหุ้นอยู่ 5.4% ขายหุ้นลงมาต่ำกว่า 5% เช่น 4.9-4.8% หน้าที่ตามกฎหมายของคุณจะต้องรายงานการขายนี้ให้ ก.ล.ตรับทราบ แต่เราได้ตรวจสอบแล้วว่า ไม่เคยปรากฏว่ามีการรายงานโดน CAI ว่า ได้ขายหุ้น BCPG ลงไปในระดับที่ต่ำกว่า 5%”
ดังนั้นคำถามที่มีต่อ ก.ล.ต.คือ ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร เพราะการดำเนินการดังกล่าวเป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต.โดยตรงที่ต้องกำกับ ควบคุม และดูแล กรณ์กล่าวต่อว่า ก.ล.ต.ควรจับตาและดำเนินการสอบสวนพร้อมกับ ปปง. เพื่อนำไปสู่การยึดอายัดหุ้นดังกล่าวตั้งแต่แรก นอกจาก ก.ล.ต.จะไม่ดำเนินการใดๆ ในการนำไปยึดอายัดแล้ว ยังปล่อยให้กองทุน CAI ขายหุ้นหนีไปได้ ทั้งๆ ที่เป็นอำนาจของ ก.ล.ต.
“ผมคิดว่าประเด็นที่สังคมเคลือบแคลงใจคือ เกรงใจหรือกลัวใครหรือไม่ มีใครเกี่ยวข้องบ้างที่ทำให้เรื่องนี้ดำเนินการยากนัก พรรคประชาธิปัตย์พูดมาตลอดว่า ยึดตามหลักฐานของเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ได้ยึดตามข่าวลือ เราไม่ได้ใส่ใจเลยว่า บุคคลที่เกี่ยวโยงกับกองทุน CAI คือ เบน สมิธ เคยมีภาพถ่ายกับใครบ้าง แต่เรายึดตามหลักฐานที่เกิดขึ้น
“ตามหลักฐานที่เราเห็นคือ กองทุน CAI ไปเกี่ยวโยงกับบุคคลสำคัญ รวมทั้งบุคคลสำคัญในวงการการเมืองหลายคน กองทุน CAI เป็นกองทุนที่ วรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เคยบอกว่า บริษัทที่เขาเคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ซื้อหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ FINANSIA ซื้อด้วยเงินที่กู้มาจากกองทุน CAI
“หรือแม้แต่กรณี MOU ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตั้งข้อกล่าวหานักการเมืองและข้าราชการ 6 คน ปรากฏว่า คู่สัญญาคือบริษัท Prime Opportunity Fund อยู่ในเครือของกองทุน CAI เช่นกัน โดยในวันที่มีการลงนาม เบนก็มาถ่ายรูปเป็นสักขีพยานการลงนามด้วย” กรณ์ระบุ
กรณ์ทิ้งท้ายว่า กรณีหุ้น BCPG เห็นว่า กองทุน CAI เข้าไปถือหุ้นนั้นไม่ได้เป็นการถือหุ้นแบบปกติ เพราะเป็นการได้มาผ่านการขายแบบเจาะจง (Private Placement: PP) ที่ทางคณะกรรมการบริษัท BCPG มีมติอนุมัติเพิ่มทุนขายให้กองทุน CAI โดยตรง ดังนั้นควรจะมีคำถามไปยังคณะกรรมการบริษัท BCPG ด้วยเช่นกันว่า เหตุใดถึงขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับกองทุนนี้
“หากตรวจสอบย้อนกลับไป คณะกรรมการบริษัท BCPG ในช่วงที่มีการอนุมัติขายหุ้นกับกองทุน CAI จะเห็นว่า เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองที่กำลังจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้พรรคประชาธิปัตย์อดจะมีคำถามไม่ได้ว่า ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้หน่วยงานกำกับดูแล ไม่มีผลงานรูปธรรมในการกำจัดเครือข่ายการฟอกเงินในตลาดทุนไทยหรือไม่” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุ
Tags: ฟอกเงิน, ตลาดหลักทรัพย์, กลต, กรณ์, หุ้น, พรรคประชาธิปัตย์, อาชญากรรม




