กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับเดือนตุลาคม 2026 ภายใต้หัวข้อ ‘Resilience Under Strain, Urgent Choices’ ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ โดยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะขยายตัว 3.1% ลดลงจาก 3.5% ในปี 2025 ก่อนเพิ่มเป็น 3.4% ในปี 2027
ซิลวานา เทนเรย์โร (Silvana Tenreyro) ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ IMF ระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีแรงขับเคลื่อนสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ สงครามที่ผลักดันราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ให้สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มและกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยกระตุ้นการค้าและการเติบโต แต่ก็มีความเสี่ยงหากการลงทุนไม่สามารถสร้างผลิตภาพได้ตามคาด
IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.7% ในปี 2026 ก่อนลดลงเหลือ 4.1% ในปี 2027 ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มที่จะอยู่ที่ 3.9% ในปี 2026 และ 3.7% ในปี 2027 ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมและภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูง หากราคาพลังงานพุ่งขึ้นต่อเนื่องและความเสี่ยงทางการคลังรุนแรงขึ้น เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่อาจเติบโตต่ำกว่าคาดการณ์เดิม
ด้าน AI แม้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยระหว่างปี 2023-2025 การค้าโลกขยายตัวสะสม 8.3% ขณะที่การค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เพิ่มขึ้น 29% แต่การกระจุกตัวของห่วงโซ่อุปทานในบางประเทศและบริษัท รวมถึงความเสี่ยงที่มูลค่าสินทรัพย์จะปรับลดลง อาจกระทบการเติบโตและเสถียรภาพทางการเงิน
นอกจากนี้ คาดว่าหนี้สาธารณะของประเทศพัฒนาจะเพิ่มจาก 108% ของ GDP เป็น 115% ภายในปี 2031 และประเทศตลาดเกิดใหม่จาก 74% เป็น 84% IMF จึงเสนอให้ประเทศที่มีหนี้และการขาดดุลสูงเร่งปรับฐานะการคลัง ลดการขาดดุลและควบคุมหนี้สาธารณะ พร้อมให้ธนาคารกลางรักษาเสถียรภาพราคาและป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนมาตรการช่วยเหลือประชาชนควรเป็นแบบชั่วคราวและมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบาง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพโดยไม่เพิ่มภาระการคลังเกินจำเป็น
สำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกยังมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นจากแรงหนุนของอุตสาหกรรม AI โดยอินเดียคาดว่าจะเติบโต 7% ทั้งในปี 2026 และ 2027 ส่วนจีนคาดเติบโต 4.5% และ 4% ตามลำดับ ขณะที่ประเทศไทยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 2.1% ทั้งในปี 2026 และ 2027 โดยเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.1% ในปี 2026 ก่อนลดลงเหลือ 1.7% ในปี 2027
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความสามารถของไทยในการรับมือกับวิกฤตครั้งใหม่ IMF เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างพื้นที่ทางการคลังกลับคืนมา เพื่อให้รัฐบาลมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับรับมือกับแรงกระแทกในอนาคต แม้การประเมินความสามารถในการรองรับวิกฤตของไทยจะต้องพิจารณารายละเอียดด้านการคลังเพิ่มเติม แต่ข้อเสนอหลักคือการเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการคลังและลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
“ประเทศไทยเผชิญภาวะเงินฝืดเมื่อปีที่แล้ว แต่ในปีนี้คาดว่าไทยจะหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดดังกล่าว โดยคาดว่าจะเติบโต 2.1% ทั้งในปีนี้และปีหน้า และเป็นความบังเอิญที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ก็อยู่ที่ตัวเลข 2.1% เช่นกัน จึงกลายเป็นตัวเลข 2.1% ในทุกมิติสำหรับปีนี้”
ส่วนลาตินอเมริกา IMF คาดว่าจะเติบโต 2.3% ในปี 2026 และ 2.5% ในปี 2027 ขณะที่อาร์เจนตินาถูกปรับลดคาดการณ์การเติบโตปี 2026 เหลือ 2.1% จากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอและภาวะการเงินที่ตึงตัว ก่อนคาดว่าจะฟื้นเป็น 3.5% ในปี 2027
ทั้งนี้ IMF เตือนว่า ความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากข้อจำกัดสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ความเปราะบางของการลงทุนด้าน AI และภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น
ประการแรก ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมัน ก๊าซ และเชื้อเพลิงให้สูงขึ้น แม้การเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง การเพิ่มกำลังการผลิต และการใช้พลังงานทางเลือกช่วยบรรเทาผลกระทบ แต่กลไกเหล่านี้เริ่มเข้าใกล้ขีดจำกัด ขณะที่เอลนีโญอาจซ้ำเติมปัญหาอุปทาน หากไม่มีมาตรการรองรับ IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะเติบโตเพียง 2.5% แทนที่จะเป็น 3.1%
ประการที่ 2 การลงทุนและการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก แต่ห่วงโซ่อุปทานที่กระจุกตัวในไม่กี่ประเทศและบริษัท รวมถึงความเสี่ยงจากการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์และภัยคุกคามทางไซเบอร์ อาจกระทบการเติบโตและเสถียรภาพทางการเงิน
ประการที่ 3 หนี้สาธารณะและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นทำให้ภาระดอกเบี้ยเบียดบังงบประมาณด้านบริการสาธารณะและการลงทุนที่จำเป็น พร้อมลดความสามารถของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตครั้งใหม่
แม้เศรษฐกิจโลกยังรับมือกับความผันผวนได้ แต่ความสามารถดังกล่าวกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด ประเทศต่างๆ จึงต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลัง เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน รักษาเสถียรภาพทางการเงิน และเพิ่มความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจ เพื่อรองรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังเตือนความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินโลกจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้น หนี้สาธารณะสูง ต้นทุนการกู้ยืมที่แพงขึ้น และความเปราะบางของสถาบันการเงินนอกธนาคาร โดยแม้ตลาดการเงินยังมีความยืดหยุ่น แต่หากเกิดแรงกระแทกใหม่ รัฐบาลอาจมีพื้นที่ใช้นโยบายรับมือจำกัดกว่าวิกฤตที่ผ่านมา
ในการแถลงรายงาน Global Financial Stability Report ประจำเดือนตุลาคม 2026 ของ IMF ระบุว่า ตลาดมีความเสี่ยงหากผลประกอบการธุรกิจ AI ไม่เป็นไปตามคาด หรือการลงทุนขนาดใหญ่ไม่สร้างผลตอบแทนคุ้มค่า โดยการวิเคราะห์ธุรกรรมสาธารณะ 14 รายการ พบการลงทุนในรูปทุนราว 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 10.09 ล้านล้านบาท) และหนี้ราว 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 21.88 ล้านล้านบาท) คาดการณ์ว่าจะเกิดรายได้ในอนาคต 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 47.08 ล้านล้านบาท) หากรายได้ไม่เกิดขึ้น อาจกระทบมูลค่าสินทรัพย์ ความสามารถชำระหนี้ และลุกลามไปยังตลาดการเงินและเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลมีต้นทุนระดมทุนสูงขึ้นและมีข้อจำกัดในการพยุงเศรษฐกิจ โดย IMF เรียกร้องให้รัฐบาลฟื้นฟูวินัยการคลัง ธนาคารกลางรักษาเสถียรภาพราคาและความเป็นอิสระ พร้อมติดตามความเสี่ยงจากสถาบันการเงินนอกธนาคาร ซึ่งอาจขยายแรงขายในตลาดเมื่อเกิดความผันผวน
IMF ยังเตือนภัยไซเบอร์ที่อาจกระทบระบบการเงิน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการเทคโนโลยีและคลาวด์เพียงไม่กี่ราย รวมถึงการใช้ AI เพิ่มขีดความสามารถในการโจมตี พร้อมเสนอให้ยกระดับการกำกับดูแลและการประสานงานระหว่างประเทศ
สำหรับตลาดเกิดใหม่ แม้ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีต แต่หากผลตอบแทนในประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มขึ้นหรือราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น อาจทำให้ต้นทุนกู้ยืมและแรงกดดันด้านเงินทุนเพิ่มขึ้น
ด้าน Jason Wu ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายตลาดการเงินและตลาดทุนของ IMF ระบุว่า การส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ช่วยชดเชยผลกระทบจากราคาพลังงานสูงและสนับสนุนดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย อย่างไรก็ตาม หากตลาด AI ปรับฐาน อาจส่งผลต่อมูลค่าสินทรัพย์ ความเชื่อมั่นนักลงทุน ค่าเงิน และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย
IMF จึงแนะนำให้ไทยและประเทศตลาดเกิดใหม่เสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจก่อนเกิดวิกฤต และเปิดโอกาสให้อัตราแลกเปลี่ยนทำหน้าที่รองรับแรงกระแทก พร้อมย้ำว่าช่วงที่ตลาดยังรับมือความผันผวนได้ เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
Tags: เศรษฐกิจ, IMF, เศรษฐกิจโลก, WBG, The International Monetary Fund, World Bank Group, World Economic Outlook, WEO, Global Financial Stability Report




