วันนี้ (5 พฤศจิกายน 2569) ในงาน The Standard Economic Forum 2026 มีการเสวนาหัวข้อ ‘Global Investment, Local Value: Making FDI Work for Thailand’ ทุนโลก มูลค่าไทย ทำอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์จริง โดยมี สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.พรรคประชาชน และประธานกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ และยงยุทธ ภักตร์ดวงจันทร์ ผู้ช่วยประธานบริหารด้านกลยุทธ์การลงทุนและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงแนวทางทำให้การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย
สันติธาร เสถียรไทย กล่าวว่า การไหลเข้าของ FDI เกิดจากทั้งปัจจัยผลักและปัจจัยดึง (Push & Pull Factors) โดยปัจจัยผลักมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ทำให้นักลงทุนต้องกระจายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่ปัจจัยดึงของไทยมาจากข้อได้เปรียบเดิม ทั้งทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงจีน อินเดีย และอาเซียน โครงสร้างพื้นฐาน ฐานอุตสาหกรรม ซัพพลายเชน และแรงงานที่มีทักษะ
อย่างไรก็ตาม ไทยต้องเปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จของการลงทุน จากเดิมที่เน้นมูลค่าเงินลงทุนหรือยอดอนุมัติ มาเป็นการวัดมูลค่าเพิ่มที่เกิดในประเทศ (Local Value Added) ภายในระยะ 3-5 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขให้นักลงทุนสร้างงานคุณภาพสูง เชื่อมโยงผู้ผลิตไทยเข้าสู่ Supply Chain และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยพัฒนาทักษะแรงงานแห่งอนาคต พร้อมปลดล็อกกฎระเบียบและเร่งกระบวนการอนุมัติ เพื่อเปลี่ยนยอดขอรับการส่งเสริมให้เป็นการลงทุน
สำหรับยุทธศาสตร์การลงทุน ไทยควรเดินหน้าไปพร้อมกันโดยเปรียบเทียบเป็นรถไฟ 2 ขบวน ได้แก่ รถไฟความเร็วสูง คืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, Data Center และดิจิทัล ซึ่งเติบโตเร็ว แต่คนไทยยังเข้าถึงได้ยาก จึงต้องใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนที่ออกแบบเฉพาะ เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจและแรงงานไทยเข้าไปมีส่วนร่วม ส่วนรถไฟความเร็วธรรมดาคืออุตสาหกรรมเดิม เช่น ท่องเที่ยว เกษตร และค้าปลีก ซึ่งมีผู้ประกอบการไทยอยู่มาก แต่ต้องยกระดับด้วยเทคโนโลยี เช่น การพัฒนาสู่ Medical และ Wellness Hub รวมถึงสร้างอุตสาหกรรมกลางน้ำอย่างสารสกัดและเครื่องมือแพทย์ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า
ทั้งสองกลุ่มต้องเชื่อมโยงและสนับสนุนกัน โดยควรยึดหลัก 3C ได้แก่ Clarity ความชัดเจนของยุทธศาสตร์ระยะยาว, Coordination การประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน และ Continuity ความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย
ด้าน วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เปรียบเทียบนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ของประเทศในเอเชีย ผ่านแนวคิดสายการเลี้ยงลูกของพ่อแม่ โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบแรก ‘สายโหด’ อย่างเกาหลีใต้และไต้หวัน โดยเกาหลีใต้ได้ใช้มาตรการเข้มข้นกับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อผลักดันบริษัทในประเทศให้พัฒนาศักยภาพและส่งออกสินค้าไปแข่งขันในตลาดโลก ขณะที่ไต้หวันยังให้ความสำคัญกับการควบคุมและพัฒนาซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ
รูปแบบที่สอง ‘สายเปย์’ อย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยสิงคโปร์เน้นสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงานและการเปลี่ยนผ่านอาชีพ (Career Conversion) ส่วนมาเลเซียใช้แนวทางเชื่อมโยงบริษัทท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของซัพพลายเชน เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติเกิดประโยชน์ต่อธุรกิจภายในประเทศ
ส่วนรูปแบบที่สามคือ ‘สาย FOMO’ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนนโยบายไทยในอดีตที่กลัวตกขบวน (Fear Of Missing Out) จนพยายามดึงดูดนักลงทุนต่างชาติด้วยการยอมให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน เปรียบเสมือนการได้เพียงให้นักลงทุนมา ‘ถ่ายเซลฟี่หน้าบ้าน’ แต่กลับขาดยุทธศาสตร์ที่จริงจังในการพัฒนาคนไทย และเชื่อมโยงผู้ประกอบการในประเทศเข้าสู่ซัพพลายเชนของบริษัทต่างชาติ
วีระยุทธจึงเสนอให้ไทยปรับยุทธศาสตร์ Local Content โดยใช้มาตรการสนับสนุนโดยตรง ไม่พึ่งมาตรการภาษีเพียงอย่างเดียว และเปลี่ยนการวัด Local Content จากการนับจำนวนชิ้นส่วน มาเป็นการกำหนดเงื่อนไขให้เหมาะกับแต่ละอุตสาหกรรม เช่น การตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) หรือการพัฒนาซอฟต์แวร์
นอกจากนี้วีระยุทธยังเตือนถึงปัญหา ‘นำเข้าทดแทนการผลิต’ โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากจีนที่เข้ามาแทนที่สินค้าที่เคยผลิตในประเทศ ส่งผลให้ตั้งแต่ปี 2565 การบริโภคของไทยเติบโตสวนทางกับ GDP ภาคการผลิต สะท้อนความอ่อนแอของฐานอุตสาหกรรมในประเทศ พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องเริ่มจากรากฐาน ได้แก่ หลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่มีกติกาชัดเจน คาดการณ์ได้ และบังคับใช้อย่างเป็นธรรม รวมถึงการแข่งขันที่เป็นธรรม (Fair Game) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่และนวัตกรรมสามารถเข้าสู่ตลาดและแข่งขันกับผู้เล่นเดิมได้
ขณะที่ ยงยุทธ ภักตร์ดวงจันทร์ เสนอแนวทางเชิงปฏิบัติให้รัฐบาลใช้ประโยชน์จากมาตรการภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) โดยเปิดทางให้บริษัทข้ามชาตินำค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผู้ผลิตไทยและพัฒนาบุคลากรร่วมกับมหาวิทยาลัย มาใช้เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศโดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณรัฐโดยตรง
นอกจากนี้ ภาครัฐและเอกชนควรร่วมกันกำหนด KPI สำหรับ 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยวัดผลทั้งการเติบโตของ GDP การเพิ่มจำนวน Local Supplier การลงทุน R&D การใช้พลังงานสะอาด การนำ Automation มาใช้ และการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านการสร้างงานที่มีคุณภาพ
อีกข้อเสนอคือการใช้โมเดล Package หรือ Reference โดยให้บริษัทขนาดใหญ่ระดับ Tier 1 รับรองและจับคู่กับผู้ผลิตรายย่อยประมาณ 5-10 ราย เพื่อยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ร่วมกัน ช่วยให้นักลงทุนรายใหญ่เชื่อมโยงกับธุรกิจไทยได้จริง และเป็นกลไกคัดกรองนักลงทุนคุณภาพ ลดความเสี่ยงจากทุนสีเทา
Tags: FDI, สันติธารเสถียรไทย, วีระยุทธกาญจน์ชูฉัตร, ยงยุทธภักตร์ดวงจันทร์, เศรษฐกิจไทย, เศรษฐกิจ, The Standard Economic Forum2026




