ในการเลือกตั้ง 2566 พรรคก้าวไกลพลิกความคาดหมาย เมื่อสามารถยึดครองพื้นที่ สส.สมุทรปราการได้ทั้ง 8 เขต ไม่ว่าจะเขตเมืองหรือเขตชนบท ล้มยักษ์ใหญ่ทั้งตระกูลอัศวเหมและพรรคเพื่อไทย ที่ผลัดกันยึดครองพื้นที่สมุทรปราการมาอย่างยาวนาน

กล่าวสำหรับพื้นที่เขต 1 พื้นที่อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เฉพาะตำบลบางโปรง ตำบลบางด้วน ตำบลปากน้ำ ตำบลบางเมือง และตำบลท้ายบ้าน) รอบที่แล้ว พนิดา มงคลสวัสดิ์ อดีตแอร์โฮสเตส เอาชนะ อัครวัฒน์ อัศวเหม ผู้สมัคร สส.จากพรรคพลังประชารัฐ ไปได้ โดยรอบนั้นพนิดาได้คะแนนทะลุ 46,383 คะแนน เอาชนะอัครวัฒน์ที่ได้ 21,460 คะแนน ส่วนอันดับ 3 คือ แพรวพรรณ พุกพิบูลย์ พรรคเพื่อไทย ที่ได้ 13,889 คะแนน

รอบนั้นหักปากกาเซียน เพราะพนิดาเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ และเขต 1 สมุทรปราการก็เคยเป็นพื้นที่เดิมของอัครวัฒน์ สมัยอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ

ทว่ารอบนี้โจทย์เปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ในการเลือกตั้งท้องถิ่น นำโดยการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการเมื่อปี 2568 สุนทร ปานแสงทอง คนของบ้านใหญ่ตระกูลอัศวเหม เอาชนะพรรคส้มที่ส่ง นพดล สมยานนทนากุล ไปได้ และยังครองที่นั่งในท้องถิ่นทั้งหมด

ขณะที่ วัฒนา อัศวเหม เจ้าพ่อปากน้ำ ผู้อาวุโสในพื้นที่ก็แว่วว่า ลงมาบัญชาการการต่อสู้ทางการเมืองเอง โดยเลือกจับมือกับพรรคเพื่อไทย เพื่ออย่างน้อยบ้านใหญ่ ‘ม้าทองคำ’ จะได้กลับมามีที่ยื่นอีกครั้ง

แต่ก่อนอื่น The Momentum จะพาไปรู้จักกับ วัฒนา อัศวเหม เสียก่อน

 เส้นทาง ‘กิมเอี่ยม แซ่เบ๊’ สู่เจ้าของบ้านม้าทองคำ

วัฒนา หรือชื่อเดิม กิมเอี่ยม แซ่เบ๊ (เบ๊ แปลว่าม้า) เริ่มชีวิตจากแรงงาน รับจ้าง ค้าขาย ทำร้านอาหาร จนเริ่มสร้างฐานะได้ ก่อนสร้างอาณาจักรธุรกิจรับเหมา เป็นตัวแทนบริษัทน้ำมันสามทหาร ส่งน้ำมันให้กับเรือประมง รถบรรทุก ตั้งแต่เมื่อ 50 ปีก่อน

ตามสไตล์พ่อค้าชาวจีน วัฒนาจับมือกับ พันเอก ณรงค์ กิตติขจร ลูกชาย จอมพล ถนอม กิตติขจร โดยหวังจะทำธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจน้ำมันให้ครบวงจร

ทว่าพันเอกณรงค์หมดอำนาจไปเสียก่อน จากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แล้วก็เล่นเอาเจ้าพ่อปากน้ำตกระกำลำบากไปด้วย

วัฒนากลับมาใหม่โดยลงสมัคร สส.สมุทรปราการ โดยหวังว่าการเป็นนักการเมืองระดับชาติจะเป็นยันต์กันภัย ทำให้ธุรกิจทั้งหลายของเขาไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งก็มีส่วนจริง เพราะอาณาจักรของบ้านม้าทองคำก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเจ้าพ่อเข้าสู่วงการการเมือง

เจ้าพ่อปากน้ำเป็น สส.นานถึง 10 สมัย นับตั้งแต่ปี 2518-2539 เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และยังอยู่กับหลายพรรคการเมือง

ตำนานที่เจ็บแสบก็คือ การเป็น ‘งูเห่า’ ของพรรคประชากรไทย ที่มี สมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้า วัฒนานำ สส.สวนมติพรรคโหวตให้ ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี แทนที่จะเป็น พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ จนกลายเป็นตำนานจุดเริ่มต้นของงูเห่าในทางการเมืองไทย

อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังวัฒนาหายไปจากหน้าการเมือง เขาตัดสินใจหนีคดีบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน กรณีที่บังคับให้เจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินทับที่คลอง พื้นที่เทขยะมูลฝอย เพื่อนำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษ สร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านที่อำเภอบางบ่อ สมุทรปราการ

เจ้าพ่อปากน้ำหลบหนีคดีไปตั้งแต่ปี 2551 และนับจากนั้นก็ปรากฏเป็นข่าวลือว่า ทำธุรกิจบ่อนคาสิโนอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น

และในช่วงเวลาถัดมา รัศมีของตระกูลอัศวเหมในการเมืองระดับชาติก็ค่อยๆ อ่อนลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพรรคไทยรักไทยในพื้นที่สมุทรปราการเริ่มแข็งแรงขึ้น และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะขาดมาสเตอร์มายด์อย่างวัฒนา

เจ้าพ่อปากน้ำมีตัวตายตัวแทนคือ เอ๋-ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ที่ลงมาเล่นการเมืองสนามเล็ก ในนามกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า และยึดพื้นที่ทั้งระดับองค์การบริหารส่วนตำบล ระดับเทศบาลตำบล เทศบาลนครที่เอ๋ลุยเอง เรื่อยไปจนถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัด

ในเวลาถัดมา เอ๋โดนคดี คนสมุทรปราการก็ยังไว้ใจเลือกให้ นันทิดา แก้วบัวสาย เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นนายก อบจ.ปากน้ำ ระหว่างปี 2563–2568 สะท้อนความสัมพันธ์ที่ยังเหนียวแน่นระหว่างคนปากน้ำกับตระกูลนี้ และในปี 2562 พื้นที่เขต 1 สมุทรปราการ ก็ยังเป็นของอัครวัฒน์ หลานชายของวัฒนา ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปทั้งหมด เมื่อเจอ ‘คลื่นส้ม’ ในการเลือกตั้งปี 2566

กลับมาที่รอบนี้ การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตระกูลอัศวเหมจับมือกับพรรคเพื่อไทย โดยยุทธศาสตร์ว่าจับมือกันไว้ แบ่งพื้นที่ยังดีกว่าให้พรรคประชาชนยึดทั้งจังหวัด

รอบนี้ข่าวว่าวัฒนาลงมาบัญชาการเอง โดยอาศัยเครือข่ายท้องถิ่น เครือข่ายหัวคะแนนเก่าเต็มกำลัง ในการช่วยให้ตระกูลอัศวเหมกลับมามีที่ยืนในการเมืองระดับชาติ ขณะเดียวกันก็ยังแบ่งสันปันส่วน ให้บรรดาบ้านเดิมของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น ภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์ บุตรชายของสงคราม ยังได้ลง สส.สมุทรปราการ เขต 3, ปิยะพงษ์ เหมะ ลูกชายของ วรชัย เหมะ ยังได้ลง สส.สมุทรปราการ เขต 5 และประชา ประสพดี ยังได้ลง สส.สมุทรปราการ เขต 7

เขตอื่นๆ นั้นป้องกันที่สุดแล้วไม่ให้แต่ละบ้าน ‘ตัดคะแนน’ กันเองจนพรรคประชาชนยึดทั้งจังหวัดเหมือนรอบก่อน

แต่สำหรับ เขต 1 อัครวัฒน์ลงเอง ชนกับพนิดา ขณะที่แพรวพรรณจากพรรคเพื่อไทย รอบนี้ย้ายไปลงกับพรรคภูมิใจไทย

หากนำคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยและตระกูลอัศวเหมมารวมกัน พนิดาก็ยังคงครองเบอร์ 1 แต่ทั้งหมดก็ยังไว้ใจไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าพลังที่มองไม่เห็นของบ้านใหญ่ม้าทองคำนั้นมีมากน้อยเพียงใด

โหวต ‘อนุทิน’ อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องชี้แจงหนัก

ในรายการ House of Cards LIVE ทาง The Momentum เมื่อเช้าวันที่ 12 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา พนิดาระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีการแข่งขันที่ดุเดือดเป็นพิเศษ เนื่องจากมีผู้สมัครเพิ่มขึ้น และแทบทุกเขตเลือกตั้งมีการแข่งขันอย่างเข้มข้น

ส่วนของกระแสพรรคประชาชนรอบนี้ ประชาชนคาดหวังมากขึ้นว่าต้องการให้เข้าไปเป็นรัฐบาล เพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เป็นจริง มากกว่าจะเลือกด้วยความหวังว่าจะ ‘เปลี่ยน’ เพียงอย่างเดียวอย่างการเลือกตั้งปี 2566

ขณะเดียวกัน เรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องชี้แจงกับผู้ลงคะแนนเสียงไม่แพ้เรื่อง ‘มีทหารไว้ทำไม’ ก็คือการลงมติเลือก อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนการเมืองไทย ทำให้พรรคภูมิใจไทยยิ่งใหญ่อย่างในวันนี้

สำหรับกรณีการโหวตเลือก ‘อนุทิน’ ขึ้นเป็นนายกฯ ในช่วงที่ผ่านมา พนิดายอมรับว่า มีผลกระทบต่อสนามการเลือกตั้งครั้งนี้ และชี้แจงว่า “ในวันนั้น เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าการตัดสินใจจะนำไปสู่อะไร เราอยากให้มันนำไปสู่สิ่งที่เราคาดหวัง แต่ก็เปรียบเหมือนการโยนเหรียญ อย่างไรก็ตาม หากมีโอกาสแม้เพียง 1% ที่จะปลดแอกออกจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ เราคงไม่นิ่งนอนใจที่จะทำ

“ขณะเดียวกัน หากเลือกอยู่เฉยๆ คะแนนก็อาจไม่เสีย ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือไม่โหวตใครเลย แต่ผลที่ตามมาคือ จะไม่มีการยุบสภาฯ ประชาชนจะไม่ได้เลือกตั้งใหม่ และไม่ได้มีโอกาสตัดสินใจอีกครั้ง สภาวะเดิมอาจยืดเยื้อต่อไปอีกถึง 2 ปี” พนิดากล่าวในรายการ

สำหรับเป้าหมายส่วนตัว พนิดากล่าวในรายการว่า ภาพใหญ่คือการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ขณะที่ในระดับพื้นที่ของเขตปากน้ำ ปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือ ปัญหาน้ำหนุนและน้ำฝนที่ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในเขตชุมชน รวมถึงปัญหาขยะ ซึ่งแม้ประเทศไทยจะยกระดับเป็นวาระแห่งชาติมากว่า 10 ปีแล้ว แต่การดำเนินการของรัฐบาลที่ผ่านมา ยังไม่มากพอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

 ‘เมืองปากน้ำ’ สนามวัดอนาคตบ้านใหญ่

ถึงที่สุด พื้นที่สนามสมุทรปราการ เขต 1 ก็เหมือนกับสนามอื่นๆ สนามที่บ้านใหญ่วัดพลังกับพรรคประชาชน สนามที่บ้านใหญ่จับมือเพื่อความอยู่รอด ขณะที่เมืองมีความเจริญขึ้นมากเรื่อยๆ มีชนชั้นกลางใหม่ มีคนทำงานรุ่นใหม่ และภาพฝันทางการเมืองที่ต่างไปจากเดิมนั้น ‘ระบบอุปถัมภ์’ จะยังทำงานดีเหมือนเดิมหรือไม่

ขณะเดียวกันก็คือสนามที่วัดแนวคิดว่าประชาชนจะยังเชื่ออยู่ไหมว่า พลังการเมืองแบบ ‘ส้ม’ จะยังมีพลัง จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่เป็นเพียงฝ่ายค้านแบบเดียวอย่างเดิม

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คะแนนเสียงของคนปากน้ำจะเป็นตัวตัดสินว่า สมุทรปราการจะย้อนกลับไปอยู่ใต้เงา ‘ม้าทองคำ’ อีกครั้ง หรือจะยังเดินหน้าต่อไปบนคลื่นการเมืองแบบใหม่ที่เริ่มต้นขึ้นหลายปีก่อน สนามสมุทรปราการจึงมีความตื่นเต้นและน่าระทึกไม่น้อย



Tags: , , , ,