วันนี้ (8 ตุลาคม 2569) มีรายงานความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ว่า จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือ ‘จ่าพิชิต’ อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ และวิน ธนพชรโภคิน ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครแล้ว เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ ศตพร ธนพชรโภคิน น้องสาวของวิน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีเดียวกัน ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำไปก่อนแล้ว หลังผู้ต้องหาทั้ง 3 คนถูกควบคุมตัวจนครบกำหนดฝากขังสูงสุด 7 ผัด ผัดละ 12 วัน หรือรวม 84 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87

สาเหตุสำคัญคือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งรับสำนวนคดีไปดำเนินการ ยังไต่สวนไม่แล้วเสร็จ และยังไม่ได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณายื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เมื่อครบกำหนดที่กฎหมายให้อำนาจควบคุมตัวไว้ระหว่างสอบสวน ผู้ต้องหาจึงต้องได้รับการปล่อยตัว

อย่างไรก็ตาม การปล่อยตัวครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคดีถูกยกฟ้อง หรือผู้ต้องหาทั้ง 3 คนพ้นจากข้อกล่าวหา เพราะ ป.ป.ช.ยังดำเนินกระบวนการไต่สวน ชี้มูล และส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีต่อได้ตามขั้นตอน เพียงแต่ขณะนี้ไม่สามารถควบคุมตัวทั้ง 3 คนไว้ต่อไปภายใต้อำนาจการฝากขังเดิมได้

การได้รับการปล่อยตัวของทั้ง 3 คนจึงน่าจับตา เพราะย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งจ่าพิชิต วิน และศตพร ถูกเจ้าหน้าที่รัฐระบุว่าเป็นบุคคลสำคัญในขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีกระบวนการนำข้อมูลและกระดาษคำตอบออกมาแก้ไข เพื่อทำให้ผู้สมัครบางรายสอบผ่านหรือมีคะแนนตามที่กำหนด

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์ หลังพบเหตุอันควรเชื่อว่ามีการเปิดผนึกและนำข้อมูลเกี่ยวกับการสอบออกมาเปิดเผยจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ

ตามพฤติการณ์ที่ฝ่ายสอบสวนเปิดเผยในเวลาต่อมา จ่าพิชิตถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ตั้งกลุ่ม LINE ขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เพื่อใช้ติดต่อประสานงานเรื่องการแก้ไขคะแนน โดยมีการส่งข้อมูลคะแนนของผู้เข้าสอบให้แก้ไข ทั้งคะแนนภาค ก. เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ และภาค ข. เพื่อให้ได้คะแนนตามที่กำหนด ก่อนจะมีการประสานบุคคลในเครือข่ายให้พบกับวิน เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับกระดาษคำตอบต่อไป

ขณะที่สถานที่แห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับบริษัทที่จ่าพิชิตเป็นผู้ถือหุ้น ถูกเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ใช้ดำเนินการแก้ไขกระดาษคำตอบ จนนำไปสู่การตรวจค้น การสอบสวนเส้นทางการเงิน และการสั่งพักราชการจ่าพิชิตในเวลาต่อมา

ด้านกระทรวงมหาดไทยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ถูกระบุว่ามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องหรือส่อเอื้อให้เกิดการทุจริตหลายราย โดยมีชื่อจ่าพิชิตรวมอยู่ด้วย ก่อนมีการสั่งให้พ้นจากหน้าที่เดิมระหว่างการสอบสวน

ต่อมา ศาลอาญาอนุมัติหมายจับจ่าพิชิต วิน และศตพร โดยพนักงานสอบสวนแจ้งหลายข้อหา เช่น ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันเอาไปเสียหรือทำให้เสียหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ เปิดผนึกหรือเอาเอกสารของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ และร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน โดยทั้งจ่าพิชิตและวินให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวในช่วงแรก เนื่องจากเกรงว่าจะหลบหนีหรือเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

ในการขยายผลภายหลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจยังระบุว่า วินและจ่าพิชิตให้ข้อมูลนำไปสู่การตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่แก้ไขคำตอบ โดยมีพฤติการณ์เกี่ยวกับการนำกระดาษคำตอบออกจากสถานที่จัดเก็บ และนำเฉลยข้อสอบไปใช้ประกอบการแก้ไขคะแนน

ส่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาตรวจสอบอีกส่วนของขบวนการ โดยเฉพาะกลุ่มนายหน้าและการเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบในลักษณะฉ้อโกงประชาชน รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายผู้จัดหาผู้สมัครและกลุ่มที่ถูกเรียกว่า VIP

ต่อมา การสอบสวนยังขยายไปถึงเจ้าหน้าที่ DSI บางรายเอง โดยตำรวจ ปปป.ระบุจากคำให้การของพยานว่า เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเคยกล่าวอ้างว่ามี ‘โควตา’ จากจ่าพิชิตและเครือข่ายผู้มีอำนาจเกี่ยวกับการจัดสอบ ช่วยให้บุคคลได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้ และมีการรวบรวมรายชื่อพร้อมเงินจากผู้สมัครจำนวนมากส่งเข้าสู่เครือข่าย ซึ่งข้อกล่าวหาในส่วนนี้ยังอยู่ในกระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมาย

การปล่อยตัวเกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงประมาณ 1 สัปดาห์หลัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงนโยบาย ‘Zero Corruption’ ของรัฐบาล โดยย้ำว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงจากการกระทำผิดกฎหมาย แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ และรัฐบาลต้องทำให้ระบบราชการโปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมถึงปิดช่องการใช้อำนาจช่วยผู้กระทำผิด

ก่อนหน้านี้รัฐบาลอนุทินยังประกาศให้การแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ โดยตั้งเป้าลดโอกาสและความเสี่ยงของการทุจริตในภาครัฐ และยกระดับความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา อนุทินยังแถลงความคืบหน้าคดีอีกครั้ง ระบุว่าคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ‘ยังไม่จบ’ และเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบราชการ พร้อมเปิดเผยว่า หน่วยงานรัฐยึดและอายัดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องไปแล้วกว่า 320 ล้านบาท และย้ำอีกครั้งว่าจะดำเนินการกับผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด

แต่ไม่ถึง 1 เดือนหลังคำยืนยันดังกล่าว ผู้ต้องหาสำคัญทั้ง 3 คนกลับได้รับการปล่อยตัว หลังถูกควบคุมตัวครบกำหนดฝากขังสูงสุด 7 ผัด ขณะที่ ป.ป.ช.ซึ่งรับสำนวนคดีไปดำเนินการยังไต่สวนไม่แล้วเสร็จ และยังไม่ได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณายื่นฟ้องต่อศาล

Tags: , , ,