(1)
หลังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี ‘ยกคำร้อง’ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณี ‘ซุกหุ้น’ ซึ่งขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2567 เสียงสะท้อนต่างวนกลับมาอย่าง ‘อื้ออึง’
เพราะ ป.ป.ช.อธิบายเหตุผลอย่างครบถ้วน หนักแน่น ‘เชื่อว่า’ ศักดิ์สยามไม่ได้จงใจซุกหุ้น ไม่ได้ตั้งใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และกรณีดังกล่าว เป็นคนละเรื่องกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
รวมถึงยังอธิบายด้วยว่ากรณี ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ที่เชื่อกันว่าศักดิ์สยามยังถือหุ้น ได้งานของกระทรวงคมนาคมกว่า 27 สัญญานั้น ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ
เสียงสะท้อนกลับมาก็คือไม่มีอะไรที่ ‘ชัด’ มากไปกว่านี้แล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้
เรื่องที่น่าพิเคราะห์ก็คือในเวลาเดียวกัน องค์กรนี้ได้ยื่นไปยังศาลฎีกา ชี้มูลว่า 44 สส.ของพรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง สส.ของพรรคประชาชนอยู่ทั้งสิ้น 10 คนนั้น ‘ผิดจริยธรรม’ ร้ายแรง จากกรณีเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
เป็นการผิดจริยธรรมร้ายแรงอย่าง ‘ยกเข่ง’ โดยระบุว่าทั้ง 44 คน ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง มีเจตนากระทำโดยไม่สมควรที่อาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ต้องการลดทอนสถานะความสำคัญ การรับรองคุ้มครอง การเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์
“เป็นการกระทำอันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง” คือส่วนหนึ่งของคำร้องจาก ป.ป.ช.
เรื่องที่น่าตั้งคำถามก็คือ ‘กฎหมาย’ ที่พวกเขายื่นยังไปไม่ถึงไหน ยังไม่ถึงขั้นตอนบรรจุวาระในสภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ำ แต่ก็กลายเป็นพวกเขาผิดจริยธรรมร้ายแรงไปแล้ว
เหตุแห่งการผิดจริยธรรมร้ายแรงจากการเสนอกฎหมาย แปลว่าคนเหล่านี้อาจถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ประหารชีวิตขั้นสูงสุดจากการเสนอกฎหมายที่ยังไม่ได้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาด้วยซ้ำ
หากเป็นในอดีต เรื่องพวกนี้จะเป็นเรื่อง ‘ไร้สาระ’ มาก แต่ทั้งหมด กลับมีน้ำหนักมากขึ้น ที่มีน้ำหนักเพราะ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 คน ไปก่อนหน้านี้ ด้วยเรื่องนี้ไปแล้ว
เป็นศาลรัฐธรรมนูญ หน่วยงานเดียวกับที่ ป.ป.ช.เห็นแย้ง ในกรณี ‘ศักดิ์สยาม’
(2)
ในเวลาเดียวกัน การทำงานของ ป.ป.ช.ภายใต้ระบบการเมืองแบบไทยๆ ยังเต็มไปด้วยความผิดปกติ
ผิดปกติก็เพราะว่า องค์กรนี้ทำหน้าที่แนบเนียนไปกับ ‘รัฐพันลึก’ และผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังเสมอ
เป็นต้นว่า กรณีนาฬิกาหรูของ ‘ลุงป้อม’ ที่มีหลายสิบเรือนของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้น ป.ป.ช.เชื่อว่าเป็นนาฬิกาที่ลุงป้อมยืมเพื่อนมาจริงๆ และเมื่อเพื่อนเสียชีวิตแล้ว ไม่จำเป็นต้องคืนเพื่อนก็ได้
เป็นต้นว่า กรณีสินบนโรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) ซึ่งกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา ปรับบริษัทโรลส์-รอยซ์ไปแล้วกว่า 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 406 ล้านบาท) และมีการซักทอดโยงมาว่ามีการจ่ายสินบนให้กับ ‘นายหน้า’ เพื่อให้ตัวเองได้รับงานพัวพันกับผู้บริหาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในโครงการจัดซื้อเครื่องเพิ่มแรงดันก๊าซและอุปกรณ์ แต่การไต่สวนของ ป.ป.ช.“ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ หรือสร้างความเสียหายแก่ปตท.”
และหากมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เป็นต้นว่ามีคลิปหลุดกรรมการ ป.ป.ช.รับสินบนเป็น ‘ทองคำแท่ง’ จากอดีตนายตำรวจใหญ่ เรื่องเหล่านี้จะค่อยๆ เงียบลง แม้จะโดนตั้งคำถามจากสังคมมากเท่าไร แต่ที่ตลกก็คือ กรรมการคนนี้ก็ยังทำหน้าที่ตามปกติ ทั้งที่ตัวเองก็โดนกล่าวหาว่ารับสินบน
สิ่งเหล่านี้ดำเนินไปพร้อมๆ กับรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งผู้ร่างและผู้สนับสนุนตั้งชื่อว่าเป็น ‘รัฐธรรมนูญปราบโกง’
เดินหน้าไปพร้อมกับที่ทั้งระบบราชการรู้กันดีว่า การเรียกเงินทอน 30% เป็นเรตมาตรฐานของหน่วยงานราชการไทย และเดินหน้าไปพร้อมกับที่มีบริษัทข้ามชาติแปลกๆ มารับงานรับเหมาก่อสร้างอาคารราชการของหน่วยงานรัฐพร้อมๆ กันทั่วประเทศ
หนึ่งในอาคารที่รับงานดันเป็นอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่เป็นไปได้สูงว่า ลดสเป็กจนไม่สามารถทนกับแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรได้ กลายเป็นตึกที่อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากที่สุดที่ถล่มจากแรงแผ่นดินไหว และเป็นตึกสูงที่สุดในโลกที่ถล่มด้วยแรงแผ่นดินไหว จนมีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน
ส่งผลให้ภาพของการคอร์รัปชันในประเทศนี้ชัดเสียยิ่งกว่าชัด
(3)
อีกเรื่องที่สะท้อนภาพนี้อย่างตรงไปตรงมาคือ คะแนนดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน หรือ Corruption Perceptions Index หรือ CPI ประจำปี 2568 ที่ประเทศไทยได้เพียง 33 จาก 100 คะแนน หล่นมาอยู่อันดับ 116 ของโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ที่ 42 คะแนน
เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คะแนนของไทยลดลง 1 คะแนน และอันดับโลกแย่ลงถึง 9 อันดับ แพ้เวียดนาม แพ้อินโดนีเซีย แพ้ลาว ลงมาอยู่อันดับที่ 7 ของอาเซียน มีเพียงเมียนมาและกัมพูชาเท่านั้นที่คะแนนต่ำกว่าไทย
เรื่องพวกนี้ย้อนแย้งสิ้นดี เราอยู่ในประเทศที่ประกาศตัวว่ามีรัฐธรรมนูญปราบโกง มีองค์กรอิสระเต็มประเทศ กรรมการองค์กรอิสระกินเงินเดือนกันหลายแสนบาท มีหน่วยงานตรวจสอบเต็มระบบ มีวาทกรรมธรรมาภิบาลอยู่ในทุกแผนยุทธศาสตร์ แต่กลับกลายเป็นประเทศที่ความน่าเชื่อถือด้านการต่อต้านคอร์รัปชันถดถอยลงเรื่อยๆ
และหากดูไส้ในของคะแนนจะพบว่า คะแนนที่ลดลงจำนวนมาก เกี่ยวข้องกับมุมมองของนักลงทุนและผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยเฉพาะมิติด้านการแข่งขันจาก IMD World Competitiveness Yearbook ที่ลดลงถึง 10 คะแนนจากปีก่อนหน้า แปลอย่างง่ายที่สุดคือ คนที่ต้องทำธุรกิจ คนที่ต้องเจอกับระบบราชการ คนที่ต้องแข่งขันในสนามเศรษฐกิจจริง มองเห็นบางอย่างในระบบไทยชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
มองเห็นว่าการแข่งขันไม่ได้ยืนอยู่บนกติกาที่เท่าเทียม มองเห็นว่าการเข้าถึงอำนาจสำคัญกว่าประสิทธิภาพ มองเห็นว่าความใกล้ชิดกับรัฐอาจสำคัญกว่าความสามารถ และสุดท้าย คำว่า ‘โปร่งใส’ ในประเทศไทย อาจเป็นเพียง Motto ที่เขียนไว้ในกฎหมาย ในแผนปฏิรูป และบนป้ายรณรงค์ มากกว่าจะเป็นหลักการที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
เรื่องพวกนี้คือ ‘กลโกง’ และการคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบ และ ป.ป.ช.ก็มองไม่เห็น หรือแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเสียเอง
(4)
ทุกเรื่องราวความผิดปกติในประเทศนี้ เมื่อถึงเวลาต้องตรวจสอบผู้มีอำนาจจริงๆ หากอยู่ข้างเดียวกัน หรือลากเส้นต่อจุดไปได้ถึงกลไกที่ใกล้ชิด ‘รัฐพันลึก’ ทุกกลไกตรวจสอบกลับอ่อนแรงลงอย่างน่าประหลาด
ความผิดที่คนทั้งประเทศตั้งคำถาม กลับกลายเป็นเรื่องที่อธิบายได้ ข้อสงสัยที่ควรเดินหน้าไต่สวน กลับกลายเป็น ‘ไม่มีมูล’ ‘ไม่มีหลักฐาน’ เรื่องทั้งหมดค่อยๆ เลือนหายไปกับกาลเวลา
ในทางตรงกันข้าม เมื่อถึงเวลาต้องจัดการฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ทุกอย่างกลับรวดเร็ว หนักแน่น และเด็ดขาดอย่างน่าอัศจรรย์ นี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดของ ป.ป.ช.ในวันนี้ ในวันที่สังคมตั้งคำถามว่า องค์กรนี้ยังเป็นองค์กรอิสระที่ยืนอยู่บนหลัก ‘นิติธรรม’ จริงๆ หรือไม่ เป็นองค์กร ‘ปราบโกง’ จริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียงองค์กรที่เป็นเครื่องมือ ‘ปราบฝ่ายตรงข้าม’
คำถามสำคัญที่ยังระงมอยู่วันนี้คือ ทำไมองค์กรที่ควรเป็นด่านหน้าของการปราบโกง จึงมักเข้มแข็งกับบางฝ่าย แต่อ่อนโยนกับบางคนเสมอ
และถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป ประเทศไทยจะไม่มีทางหลุดพ้นจากวังวนคอร์รัปชันได้ ตราบใดที่การปราบโกงยังขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นคนโกง ใครอยู่ข้างใคร และใครอยู่ใกล้อำนาจมากพอที่จะรอดพ้นจากการตรวจสอบ
เพราะปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมไทยไม่ได้มีแค่คนที่โกง แต่ยังมีระบบที่โกง เลือกที่จะมองไม่เห็นคนคอร์รัปชัน และในวันที่องค์กรที่ควรเป็นด่านหน้าของการปราบคอร์รัปชัน กลับกลายเป็นองค์กรที่ประชาชนตั้งคำถามมากที่สุดเสียเอง คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า ประเทศไทยจะปราบโกงได้อย่างไร
แต่ต้องถามให้ถึงที่สุดว่าเราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆ หรือ
เราจะอยู่ในประเทศที่คนบางกลุ่มเสนอกฎหมายแล้วยังอาจถูกประหารชีวิตทางการเมือง แต่คนบางกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องทรัพย์สิน ผลประโยชน์ทับซ้อน และอำนาจรัฐ กลับได้รับคำอธิบายอย่างปรานีเสมออย่างนั้นหรือ
ถ้านี่คือมาตรฐานขององค์กรปราบโกง คำว่า ‘ปราบโกง’ ก็อาจไม่ได้หมายถึงการกำจัดคอร์รัปชันอีกต่อไป
แต่อาจหมายถึง การกำจัดเฉพาะคนที่ระบบอำนาจไม่ต้องการให้มีที่ยืนเท่านั้นเอง…
Tags: คอร์รัปชัน, ป.ป.ช., ไทย, ศาลรัฐธรรมนูญ, ประเทศไทย, From The Desk




