“3 ปีก่อนหน้านี้ ผมตาย ตายไป 20 นาทีได้”

นิโคลัส วินดิง เรฟิน (Nicolas Winding Refn) คนทำหนังสัญชาติเดนมาร์ก ให้สัมภาษณ์หลังหนังยาวลำดับล่าสุดของเขาอย่าง Her Private Hell (2026) ออกฉาย ความเห็นที่นักวิจารณ์มีต่อตัวหนังก็เรื่องหนึ่ง มีทั้งคนที่ชื่นชมและคนที่สับหนังเละเทะไม่เหลือชิ้นดี

แต่อีกเรื่องที่สำคัญคือ แน่แท้ว่ามันเป็นการกลับมาทำหนังยาวในรอบสิบปีของเขา และเป็นการหวนกลับมาหลังจากป่วยหนักด้วยโรคลิ้นหัวใจรั่ว ด้านหนึ่งแล้ว Her Private Hell จึงมีทีท่าของการเป็นหนัง ‘ใส่สุด’ ของเรฟิน ทั้งประเด็นพ่อลูก แสงนีออนฉูดฉาดอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว และความรุนแรงหรือความสยองขวัญในโลกของความเป็นหญิง 

“เวลามีคนมาบอกเราว่า เรามีเวลาเหลืออยู่แค่ 2 สัปดาห์ อะไรต่อมิอะไรก็พรั่งพรูเข้ามาในหัวเต็มไปหมด ทั้งกลัว โกรธ กราดเกรี้ยว เสียใจ ระเบิดอารมณ์ใส่คนอื่น” เรฟินเล่า “แต่แล้วผมก็ตระหนักได้ว่า มันเป็นเหมือนของขวัญเหมือนกันว่า ถ้าผมกลับมาได้ ย่อมแปลว่าผมได้รับโอกาสหนที่ 2 ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับ และยังมีเวลาใช้ชีวิตต่ออีก 25 ปีเป็นอย่างต่ำ

“และเมื่อผมกลับมาโดยไม่ตาย ขอบคุณพระเจ้า มันเหมือนเราได้เริ่มใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง แต่กับครั้งนี้ เหมือนผมมีองค์ความรู้มาแล้ว 30 ปี เราเริ่มนับหนึ่งใหม่กับทุกอย่าง ทั้งการหัดขยับขา แขน และผมรู้ตัวว่า ผมอยากทำหนังขึ้นมาอีกครั้ง แบบเดียวกันกับที่ผมเคยอยากทำตอนอายุยังน้อยกว่านี้ แต่รอบนี้ผมมีมนตร์วิเศษ ซึ่งคือการทำทุกอย่างโดยใช้สัญชาติญาณ

“หนังเรื่องนี้จึงเป็นหลายสิ่งหลายอย่างของผม คุณอาจจะบอกว่า มันเป็นหนังเฮอร์เรอร์ เป็นหนังไซ-ไฟ เป็นหนังเมโลดราม่า เป็นหนังมิวสิคัล เป็นหนังเล่นใหญ่ (Camp) เป็นหนังเชยเฉิ่ม เป็นหนังแอ็กชัน เป็นหนังที่เน้นแสงสี หรืออะไรต่อมิอะไรที่พูดไปก็ไม่หมด มันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากเลย”

Her Private Hell เล่าเรื่องราวของ แอล (โซฟี แทตเชอร์) นักแสดงสาวที่พยายามตามหาตัวพ่อ ท่ามกลางหมอกควันปริศนาที่โอบล้อมอาคารสูงลิ่วที่เธออาศัยอยู่ ในอาคารแห่งนั้น เธออาศัยอยู่กับ โดมินิก (ฮาวานา โรส หลิว) เพื่อนรักที่กลายเป็นแม่เลี้ยงของเธอ ร่วมกันกับ ฮันเทอร์ (คริสทีน ฟอร์ไซธ์) เพื่อนนักแสดงผู้ตื่นเต้นที่จะได้แสดงหนังร่วมกันกับแอล 

3 สาวมักกระซิบกระซาบถึงเรื่องราวของ ‘ไอ้มนุษย์ชุดหนัง’ สิ่งมีชีวิตปริศนาที่มักพรากลูกสาวไปจากพ่อด้วยวิธีการโหดร้าย อีกด้านหนึ่ง พลทหารเค (ชาร์ลส์ เมลตัน) ทหารจีไอที่ใช้ชีวิตในญี่ปุ่น ก็รอนแรมระเห็จออกตามหาไอ้มนุษย์ชุดหนังที่เขาเชื่อว่า เป็นคนลักพาตัวลูกสาวเขาไป ท่ามกลางโลกที่เป็นเหมือนฝันร้าย ทั้งของเขาและของตัวละครทุกตัวในเรื่อง

อย่างไรก็ตาม กระแสที่นักวิจารณ์และคนดูมีต่อ Her Private Hell ค่อนข้างแตกเป็นหลายฝั่ง ส่วนหนึ่งอาจเพราะเส้นเรื่องที่ทาบทับกันระหว่างจินตนาการกับความฝัน (ร้าย) แต่กระนั้น โดยส่วนมาก หลายคนก็ชื่นชมการแสดงของแทตเชอร์ กับงานดนตรีที่ได้ ปีโน โดนาจโจ (Pino Donaggio) นักแต่งเพลงชาวอิตาลี ที่เคยฝากผลงานระดับตำนานไว้ใน Blow Out (1981) และ Carrie (1976) 

“ผมถ่ายเรียงตามลำดับเวลา เปิดเพลงเพื่อให้นักแสดงเข้าถึงอารมณ์ และเพื่อหาคำตอบให้ตัวเองว่า อยากได้อะไรจากฉากนี้ ตอนที่ถ่ายเสร็จ ผมตระหนักได้ว่า จริงๆ ผมอยากทำให้มันออกมาเป็นโอเปรานี่นา เพราะเราถ่ายแบบโอเปรามาทั้งเรื่อง” เรฟินบอก “ผมเลยกลับมาถามตัวเองว่า นักดนตรีคนไหนยังว่างอยู่ และเราชอบงานของใครบ้างนะ คำตอบก็มีเพียงหนึ่งเดียว เพราะผมฟังดนตรีของเขาเพื่อคิดงานมาตั้งหลายปี แล้วเขาตอบตกลงน่ะ” 

แต่แม้ Her Private Hell จะเต็มไปด้วยความฉูดฉาด เปี่ยมไปด้วยจริตแปร่งแปลกกึ่งฝันกึ่งจริง และเล่าบาดแผลของหญิงสาว หากแต่น้ำเสียงเช่นนี้เพิ่งมาปรากฏชัดในงานยุคหลังๆ ของเรฟิน เพราะย้อนกลับไปยุคที่เขาเพิ่งเริ่มทำหนังใหม่ๆ เรฟินมักเล่าเรื่องของคนชายขอบ ความรุนแรง และความเป็นชาย 

เรฟินเติบโตในครอบครัวคนทำหนัง แม่ของเขาเป็นช่างภาพ และพ่อของเขาเป็นมือตัดต่อของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เดนมาร์ก เขาเล่าว่า เขาได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ Dyslexia ทำให้เขามีปัญหาด้านการอ่านและเขียนตั้งแต่อายุ 13 ปี และทำให้เขามีแนวโน้มจดจำหรือทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ผ่านงานภาพมากกว่า อย่างไรก็ดี หนังเรื่องแรกๆ ที่สร้างความประทับใจให้เรฟินไม่ใช่หนังเดนมาร์กหรือหนังอาร์ตเฮาส์ แต่เป็น The Texas Chain Saw Massacre (1974) ซึ่งเป็นช่วงที่เขาตามแม่มาอยู่ในสหรัฐอเมริกา 

“สิ่งเดียวที่ทำให้แม่ผมโกรธคือ เวลาผมบอกแม่ว่าผมชอบหนังเฮอร์เรอร์ หรือหนังที่พูดเรื่องความรุนแรง หรือประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน” เรฟินบอก “สำหรับผมแล้ว หนังที่พูดเรื่องความรุนแรงมันเป็นหนทางสู่การขบถ และเราต้องหัดขบถต่อพ่อแม่บ้าง”

และ Pusher (1996) หนังยาวเรื่องแรกของเรฟิน เป็นประจักษ์พยานต่อความชื่นชอบที่เขามีต่อความรุนแรงนั้น ว่าด้วยเรื่องของ แฟรงก์ (คิม บอดเนีย) พ่อค้ายารายเล็กในโคเปนเฮเกน กับ ทอนนี (แมดส์ มิคเคิลเซน ซึ่ง Pusher คือหนังยาวเรื่องแรกของเขาด้วย) เพื่อนสนิทที่เดินสายส่งยาด้วยกัน ชีวิตของพวกเขาดิ่งลงนรก เมื่อแฟรงก์ตัดสินใจดีลเฮโรอีนล็อตใหญ่กับ มีโล (ซลัตโก บูริช) พ่อค้ายารายใหญ่ชาวเซอร์เบียน และเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้เขาสูญทั้งยาและเงินก้อนโต แฟรงก์กับทอนนีจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากกระเสือกกระสนหาเงินและยามาให้มีโลให้ได้ 

เรฟินขยับขยายหนังยาวเรื่องนี้มาจากหนังสั้น 5 นาทีของเขา โดยระหว่างนั้น เขาทำงานในบริษัทจัดจำหน่ายหนัง และต้องควานหาหนังในเทศกาลใหญ่ๆ อย่างคานส์ เพื่อนำมาจัดฉาย และไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มันทำให้เขาวาดฝันอยากทำหนังขึ้นมาเองบ้าง 

“คนบอกให้ผมไปเรียนทำหนัง จะได้รู้ว่าควรทำยังไง” เรฟินบอก “แต่ผมเองก็โตมาในนิวยอร์กช่วงหนึ่ง และส่วนหนึ่งของตัวตนผมก็เป็นชาวนิวยอร์กด้วย และด้วยความอหังการ์แบบคนหนุ่มอายุ 24 น่ะ ผมเลยเที่ยวบอกทุกคนว่า ไม่ล่ะ ผมจะลองทำหนังเอง” 

เขาได้ทุนจากรัฐบาลเดนมาร์กมาทำหนังเรื่องแรก “ผมเขียนไปดื้อๆ เลยว่า ขอเงิน 7 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 23.23 ล้านบาท) มาทำหนังได้ไหมครับ คือรัฐบาลก็ให้อะนะ แต่หลังจากนี้คงไม่ยอมให้คนที่เขียนมาขอเงินแบบนั้นอีกแล้วมั้ง” เขาบอก 

อันที่จริง ถ้ามองย้อนกลับไปจากหนังเรื่องหลังๆ ของเรฟิน ก็อาจพบว่า มันมาไกลจากสไตล์การกำกับของหนังเรื่องแรกมากทีเดียว เพราะ Pusher ถ่ายทำด้วยกล้องแฮนด์เฮลด์ทั้งเรื่อง ให้ความรู้สึกสั่นไหวและมีชีวิตชีวาราวกับอยู่ในสารคดี

เหนืออื่นใด มันเป็นหนังที่ได้รับการถกเถียงในแวดวงพอสมควรว่า เป็นต้นทางและแรงบันดาลใจในการก่อตั้งหนังสกุล Dogme 95 ที่ก่อตั้งขึ้นมาในปี 1995 โดย ลาร์ส ฟอน เทรียร์ (Lars von Trier) และ โทมัส วินเทอร์เบิร์ก (Thomas Vinterberg) 2 ผู้กำกับแถวหน้าของชาวเดนิช กับเงื่อนไขการทำหนังที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ปราศจากการเติมแต่งโดยเทคนิค ทั้งการใส่ดนตรี การจัดแสง ฯลฯ เพื่อต่อต้านกระบวนการทำหนังแบบฮอลลีวูดในเวลานั้น 

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ท่าทีหนังของ Pusher ที่เน้นความสมจริงผ่านงานภาพและงานเคลื่อนกล้อง ส่งอิทธิพลต่อการตั้งหนังกระแส Dogme อ้างอิงจากมิคเคิลเซน ซึ่งเขาบอกว่า “หนังเรื่องนี้ส่งอิทธิพลต่อแนวคิด Dogme สุดๆ แม้พวกเขาจะไม่เคยยอมรับมันตรงๆ ก็ตามอะนะ” ขณะที่ตัวเรฟินเองบอกว่า หนังไม่ได้เกี่ยวข้องกับแนวคิดแบบ Dogme หรือแม้แต่ส่งอิทธิพลต่อกันแม้แต่น้อย 

ทั้งนี้ หนังประสบความสำเร็จและเอื้อให้เรฟินทำเป็นไตรภาค Pusher โดยภาค 2 ออกฉายปี 2004 จับจ้องไปยังชีวิตของทอนนี (แมดส์ มิคเคิลเซน เจ้าเก่าเจ้าเดิม และกลายเป็นนักแสดงขาประจำของเรฟินในเวลานั้นอยู่เนืองๆ) หลังออกจากคุกหมาดๆ และแม้พยายามจะกลับเนื้อกลับตัว แต่ก็ไม่วายพาตัวเองเข้าไปอยู่ในดงอันธพาลและเจ้าพ่อค้ายาอีกจนได้ มิหนำซ้ำ เขายังพบว่าตัวเองเป็นพ่อคน และพยายามหาเงินเพื่อส่งเสียลูก เขาจึงกระโจนเข้าสู่โลกของความรุนแรงอีกครั้ง 

ขณะที่ภาค 3 อย่าง Pusher 3 (2005) มุ่งไปที่เส้นเรื่องของมีโล เจ้าพ่อค้ายาตัวเขื่องที่เป็นเสมือนต้นธารแห่งความรุนแรง เมื่อเขาที่พยายามเลิกยาเสพติด อยากจัดงานวันเกิดให้ลูกสาว หากแต่ก็เครียดกังวลจนมีแนวโน้มจะกลับไปเสพยาอีก เรื่องราวเริ่มหนักข้อขึ้น เมื่อเขาปะทะเข้ากับราชายาอีแห่งโคเปนเฮเกน และการต่อรองซื้อขายยาเสพติดครั้งใหญ่ที่ทำให้เขาต้องสบตากับความรุนแรงอย่างเลี่ยงไม่ได้

“หนังทั้ง 3 เรื่องเกิดขึ้นมาในช่วงเวลาที่พิเศษมากๆ ของชีวิตผม เวลามองย้อนกลับไป มันก็ชวนนึกถึงตัวตนของเราในอดีตเหมือนกัน” เรฟินบอก “ภาคแรกถือเป็นหนังยาวเรื่องแรกของผม มันเลยเปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานของคนหนุ่มซึ่งปรากฏอยู่ในหนังทั้งเรื่อง ส่วนชีวิตผมตอนทำภาคต่อ มันก็เป็นอีกจุดหนึ่งไปแล้ว อะไรต่อมิอะไรเกิดขึ้นมากมาย เราได้แต่สนองตอบไปกับมันและอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ราวปี 2024 ที่ผ่านมา ไตรภาค Pusher ได้รับการบูรณะใหม่อีกครั้ง เรฟินกล่าวถึงการบูรณะภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ในชีวิตของเขาอย่างรักใคร่ว่า “เวลาผมกลับไปดูหนังเรื่องแรกๆ ของตัวเอง มันให้ความรู้สึกไร้เดียงสาเหมือนกันนะ ในความหมายว่า มันทำให้เราเห็นค่าของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ในหนังเหล่านั้น และเมื่อคุณเติบโตขึ้น อะไรหลายๆ อย่างก็ซับซ้อนขึ้นตามมา มีแต่สิ่งที่ควรค่าให้จดจำ เอาแค่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำตอนนั้น ก็ถือเป็นเรื่องดีๆ ของชีวิตเท่าที่เราจะร้องขอได้แล้วล่ะ” (อย่างไรก็ดี Pusher ถูกนำมาสร้างใหม่ในปี 2012 โดย หลุยส์ ปรีเอโต คนทำหนังชาวสเปน แต่น่าเสียดายที่หนังขาดทุนกระจุย)

หากว่าไตรภาค Pusher ทำให้เรฟินถูกพูดถึงและได้รับความนิยมในวงการหนังเดนมาร์ก Bronson (2008) คือหนังที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เมื่อหนังเข้าชิงรางวัล Grand Jury Prize ของเทศกาลหนังซันแดนซ์ และส่ง ทอม ฮาร์ดี (Tom Hardy) คว้ารางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยม จากเวทีรางวัลภาพยนตร์อิสระแห่งอังกฤษ (British Independent Film Awards) 

หนังดัดแปลงมาจากชีวิตของ ชาร์ลส์ บรอนสัน หรือชื่อจริงคือ ไมเคิล กอร์ดอน ปีเตอร์สัน นักโทษที่ได้ชื่อว่าหัวรุนแรงและอันตรายที่สุดในสหราชอาณาจักร สำหรับเรฟินที่เป็นชาวเดนิช เขาไม่ได้รู้จักหรือเกี่ยวข้องกับบรอนสัน และมาได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรกเมื่อโปรดิวเซอร์นำหนังเรื่องก่อนๆ ของเรฟินมาออกฉายในสหราชอาณาจักร 

“โปรดิวเซอร์บอกผมว่า เขาเพิ่งได้ลิขสิทธิ์ทำหนังเรื่องหนึ่งที่พยายามยื่นเรื่องขอหยิบมาทำเป็นหนังอยู่หลายปีแล้ว ผมฟังแล้วคิดว่าน่าสนใจ เลยขอร่วมงานด้วย” เรฟินบอก และตัวหนังก็ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่เรฟินเลือกตั้งคำถามถึงการกระทำของบรอนสันโดยปราศจากการตัดสิน ว่าไปแล้วก็อาจไม่มีคำตอบตายตัวด้วยซ้ำว่า ทำไมเขาจึงลงเอยอยู่ในเรือนจำนานนับสิบปีเช่นนั้น 

“ไม่รู้สิ ผมว่าเขาไม่ใช่อาชญากรนะ” เรฟินบอก “เขาไม่เคยฆ่าใคร ไม่เคยยิงใคร ไม่เคยทำลายอะไรทั้งนั้น เคยแต่ปล้นไปรษณีย์ตอนยังเด็ก แล้วเลยถูกส่งไปขังในคุก แล้วเขาดันชอบคุกขึ้นมาดื้อๆ แต่ผมว่า คนชอบที่เรื่องราวของเขามันฉายภาพการเอาตัวรอดในอีกรูปแบบหนึ่งมากกว่า

“อีกอย่างหนึ่ง ผมว่าบรอนสันมองตัวเองเป็นภาพแทนที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตจริง เพราะเขาไม่ใช่คนจริงๆ แต่เป็นคาแรกเตอร์ที่ปีเตอร์สันสร้างขึ้นมา เขาคือตำนานของตัวเอง” อย่างไรก็ดี เรฟินไม่เคยพบ และเขาออกตัวว่าไม่ได้สนใจจะพบบรอนสันตัวจริง คนที่ติดต่อและสนทนากับบรอนสันคือฮาร์ดี ซึ่งใช้เวลา 5 สัปดาห์ ขุนน้ำหนักตัวเองให้มากที่สุด เพื่อให้ร่างกายใหญ่โตใกล้เคียงกับบรอนสัน

“ผมตะลุยกินไม่ยั้ง ไอ้ที่เพิ่มๆ มานี่เลยเป็นไขมันทั้งนั้น” เขาบอก โดยหลังจากนั้น ฮาร์ดีรับบทเป็นนักกีฬาใน Warrior (2011) ที่ทำให้เขาต้องออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อทำให้ร่างกายเหมือนนักสู้ศิลปะป้องกันตัว “ไขมันผมหายไปจากตัวราว 6 กิโลกรัม แต่ต้องกินเพิ่มจนได้กล้ามเนื้อมาอีก 12 กิโลกรัม กลายเป็นว่าตัวใหญ่กว่าตอนแสดงหนังเรื่อง Bronson อีก”

แต่ที่ทำให้เรฟินได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง ทั้งในฝั่งภาพยนตร์อิสระและกระแสหลักคือ Drive (2011) ที่ส่งเขาเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ และคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมกลับมาได้ หนังดัดแปลงมาจากงานเขียนชื่อเดียวกันเมื่อปี 2005 ของ เจมส์ ซัลลิส (James Sallis) เล่าเรื่องของคนขับรถผู้เงียบงันและลึกลับ (ไรอัน กอสลิง) เขาสานสัมพันธ์กับหญิงสาวข้างห้องผู้อ่อนโยนและเปลี่ยวเหงา (แครี มัลลิแกน) อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่สามีของเธอ (ออสการ์ ไอแซก) เพิ่งได้รับการปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำ 

หนังสร้างด้วยทุน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 497.67 ล้านบาท) และกวาดรายได้ไป 81 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2,686 ล้านบาท) และจะว่าไป ก็ถือเป็นหนึ่งในบทบาทที่หลายคนจดจำของกอสลิง รวมทั้งเสื้อแจ็กเกตลายแมงป่องที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และโดยภาพใหญ่แล้ว หนังยังเล่าประเด็นที่เรฟินสนใจ นั่นคือความรุนแรง หากแต่ความรุนแรงใน Drive เป็นความรุนแรงที่เกิดจากความอัดอั้นภายใน ความโดดเดี่ยวไร้ทางออกของคนหนุ่มสาว พร้อมกันนั้น มันก็เริ่มสำแดงลายเส้นแบบเรฟินอย่างแสงจัดจ้าน กลิ่นอายนีออนเรืองรองในความมืดมิด 

เรื่องตลกคือ เรฟินขับรถไม่เป็น และการนัดเจอกันระหว่างเขากับกอสลิง เขาก็ให้กอสลิงขับรถมาส่งถึงที่พัก (ซึ่งทำให้เกิดเรื่องมหัศจรรย์ขึ้นคือ ทั้งคู่ได้แลกเปลี่ยนบทสนทนาที่เกี่ยวกับเพลง Can’t Fight This Feeling (1984) ที่พวกเขาบังเอิญได้ฟังจากวิทยุบนรถด้วยกัน และทำให้รู้สึกว่าน่าจะ ‘เข้าขา’ ในการทำงานกันได้ดี) 

“ผมไม่มีใบขับขี่ด้วยซ้ำ พยายามไปสอบอยู่ 8 ครั้ง สอบแบบข้อเขียน 3 ครั้ง ผ่านแค่เพราะว่าจำสัญลักษณ์ต่างๆ ได้แค่นั้นเอง แต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันหมายความว่าอะไร แต่พอต้องสอบภาคปฏิบัติ ผมตกทุกครั้งเลย” เรฟินบอก 

สิ่งที่ทำให้หลายคนหลงรัก Drive คือการเล่าเรื่องความโดดเดี่ยวและหลงทางของมนุษย์ คู่กันกับความโรแมนติก ความโหยหา อยากสร้างพันธนาการระหว่างกันและกัน “ผมว่ามันเหมือนนิทานกริมม์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผมในการวางโครงเรื่องของหนังเหมือนกัน  เพราะมันเริ่มต้นอย่างงดงามเพ้อฝัน และจบลงด้วยความรุนแรง หากแต่ก็ยุติธรรม คนทำผิดโดนลงโทษ คนบริสุทธิ์เป็นผู้ชนะ” เรฟินบอก 

“และตัวละครของไรอันก็เป็นแบบนั้น ต้องการแบบนั้น เขาเป็นมนุษย์สามัญคนหนึ่งก็ได้ แต่หากคนที่เขารักต้องการวีรบุรุษ เขาก็จะเป็นวีรบุรุษให้เธอ 

“ผมคิดว่าความรุนแรงเป็นเหมือนเซ็กซ์น่ะ มันต้องสร้างบรรยากาศขึ้นมาก่อน โดยตัวมันเองแล้ว ผมว่าความรุนแรงก็เป็นกลไกอย่างหนึ่ง มันทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าคุณไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับมัน” เขาว่า 

“และยิ่งคุณรู้สึกลึกซึ้งถึงความรักระหว่างคนทั้งสองในหนังมากเท่าไร ความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็ยิ่งตอบแทนความรู้สึกคุณมากเท่านั้น เพราะเส้นเรื่องความรักมันบริสุทธิ์เหลือเกินยังไงล่ะ และความรุนแรงเข้ามาสร้างสมดุลตรงนี้ เหมือนนิทานกริมม์นั่นแหละ”

ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือ เรฟินตาบอดสี และอาจเป็นเหตุผลที่หนังของเขามักเต็มไปด้วยงานภาพที่ใช้สีตัดกันรุนแรง หรืออย่างที่ปรากฏในระยะหลังคือ แสงจัดจ้าของนีออน “ผมไปซื้อรองเท้า คุณผู้หญิงที่เป็นเจ้าของร้านให้ผมลองรองเท้า 2 คู่ หน้าตาเหมือนกัน” เขาเล่า “ผมคิดในใจว่า เธอเป็นอะไรน่ะ ไม่เห็นเหรอว่าหน้าตารองเท้า 2 คู่นี้มันเหมือนกัน 

“ตอนนั้นแหละที่ภรรยาผมบอกว่า ‘พระเจ้าช่วย คุณตาบอดสีหรือนี่’ เพราะรองเท้า 2 คู่นั้น หน้าตาเหมือนกันก็จริง แต่คนละสีเลย”

หนังลำดับต่อมาของเขาอย่าง Only God Forgives (2013) และ The Neon Demon (2016) เป็นการฝากลายเส้นที่ใช้แสงนีออนชัดเจนมากที่สุดของเรฟิน จุดต่างที่เห็นได้ชัดคือ ก่อนหน้านี้เรฟินทำหนังที่ว่าด้วยตัวละครชายเป็นหลักมาตลอด ทว่า The Neon Demon เป็นหนังเรื่องแรกที่เขาเล่าเรื่องผ่านตัวละครหญิง เจสซี (แอลล์ แฟนนิง) เด็กสาววัย 16 ปี ที่เข้ามาในเมืองเพื่อตามล่าฝันเป็นนางแบบ และเธอต้องรับมือกับความวิปริต ความเกลียดชัง และความรุนแรงในโลกที่ฉาบหน้าด้วยความสวยงาม

“เรื่องคือว่า เช้าวันหนึ่งผมตื่นขึ้นมาและคิดได้ว่า เออ ผมก็ไม่ได้เกิดมาหน้าตาดีอะไรนี่นะ แต่เมียผมสวยมากเลย มันทำให้ผมสงสัยว่า คนที่สวยๆ เขาต้องเจอกับเรื่องราวอะไรบ้างนะ และนี่แหละ ทำให้ผมอยากทำหนังเฮอร์เรอร์ที่ว่าด้วยความงาม ไม่ใช่ว่าจะวิพากษ์หรือโจมตีอะไรมัน แต่แค่ว่า ความงามเป็นแนวคิดที่ปัจเจกมาก ทุกคนมีความเห็นเป็นของตัวเองทั้งนั้น”

The Neon Demon ยังพาสำรวจถึงความหมกมุ่นในความเยาว์วัย ความดำมืดของอุตสาหกรรมแฟชั่น รวมทั้งความร้ายกาจของเมืองใหญ่อย่างลอส แองเจลิส รวมทั้งงานภาพที่ฉูดฉาดกว่าเรื่องไหนๆ โดยเฉพาะฉาก ‘ดนตรี’ ที่แสงไฟกะพริบตัดสลับเงาดำยาวเกือบ 3 นาที (ซึ่งงานภาพลักษณะเดียวกันนี้ยังปรากฏใน Her Private Hell ด้วย) 

“ผมชอบแอลเอนะ มันเป็นเมืองที่สร้างแรงบันดาลใจสุดๆ” เรฟินบอก “ผมชอบอะไรที่เป็นตำนานของฮอลลีวูดน่ะ ผมว่าทั้ง The Neon Demon กับ Drive มีตำนานมาจากที่เดียวกัน คือความลึกลับของฮอลลีวูดนี่แหละ”

หลังจาก The Neon Demon เรฟินหันไปกำกับหนังสั้น โฆษณาและมิวสิกวิดีโอ เขาห่างหายจากการทำหนังยาวไปร่วมสิบปี แล้วจึงกลับมาพร้อม Her Private Hell ซึ่งแม้จะมีคนที่ทั้งรักและชังหนัง แต่มันก็เป็นหนังที่ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นเรื่องแรกหลังเขา ‘มีชีวิตใหม่’ และนี่ก็อาจอธิบายความสุดขีดคลั่ง ความไม่ประนีประนอม และภาพฝันร้ายบางอย่างของหนังด้วย

Tags: , , , , , , , , , , ,