Salò, or the 120 Days of Sodom (1975) หนึ่งในภาพยนตร์ที่อื้อฉาวที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกโดย ปิแอร์ เปาโล ปาโซลินี (Pier Paolo Pasolini) เพิ่งเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เฮาส์ สามย่าน พร้อมเงื่อนไขจำกัดอายุผู้เข้าชมที่ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป และมีการตรวจบัตรประชาชนหน้าโรงอย่างเคร่งครัด
5 ทศวรรษก่อน เมื่อตัวหนังออกฉายใหม่ๆ ที่เทศกาลภาพยนตร์ปารีส หนังก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรุนแรงและความน่าสะอิดสะเอียน มิหนำซ้ำ เมื่อมันฉายในประเทศบ้านเกิดที่อิตาลี หนังก็ยืนโรงได้เพียงไม่กี่วันก่อนจะถูกสั่งห้ามฉายเด็ดขาดด้วยเหตุผลเรื่องความรุนแรง และเป็นไปได้ว่า อาจเพราะเนื้อหาที่พูดถึงระบอบฟาสซิสต์อย่างเผ็ดร้อนด้วย
ทั้งนี้ หนังพูดถึงชายชนชั้นนำ 4 ราย ที่สั่งให้ทหารไปจับตัวเด็กหนุ่มและเด็กสาว 18 ราย ให้มาอยู่รวมกันในคฤหาสถ์แห่งหนึ่ง ภายใต้กฎเกณฑ์วิปริตที่พวกเขาเขียนขึ้นมา เช่น ทุกคนต้องเสพสังวาสกันตลอดเวลา ห้ามเอ่ยถึงหรือทำพิธีกรรมใดทางศาสนา ต้องทำตามทุกความอุจาดและอุบาทว์ที่พวกเขาสั่งโดยไม่มีข้อแม้ ฯลฯ และเมื่อเวลาล่วงผ่าน กฎเกณฑ์ดังกล่าวก็เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับชะตากรรมที่ตัวละครต้องเผชิญ
ปาโซลินีตั้งใจทำหนังเพื่อวิพากษ์ระบอบฟาสซิสต์ที่ก่อร่างสร้างตัวอย่างแข็งแกร่งในอิตาลีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และสำหรับเขา มันถือเป็นจุดด่างพร้อยใหญ่ของประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจมองข้ามได้ โดยเฉพาะการเถลิงอำนาจของ เบนิโต มุสโสลินี (Benito Mussolini)
ผู้นำพรรคชาตินิยมฟาสซิสต์ที่พาอิตาลีสยบยอมต่อนาซีเยอรมัน Salò จึงพูดถึงความละโมบและวิปริตของเหล่าผู้นำ กับชะตากรรมของคนหนุ่มสาวภายใต้กฎเกณฑ์เพี้ยนประหลาดที่พวกเขาออกแบบ (ซึ่งลงเอยด้วยความรุนแรงและความตายดังที่เห็น)
มากไปกว่านั้น หนังยังตั้งคำถามต่อลัทธิบริโภคนิยมที่เติบโตขึ้นในอิตาลีหลังสงครามสิ้นสุด และเป็นสิ่งที่ปาโซลินีมองว่า น่าสะอิดสะเอียนไม่น้อยไปกว่าระบอบฟาสซิสต์ และถ่ายทอดประเด็นนี้ผ่าน ‘การกินของเสีย’ อันไม่น่ามอง (ที่ว่าไปแล้วก็ถือเป็นหนึ่งในฉากจำของหนัง)
อย่างไรก็ตาม Salò ถูกแบนยับเยินในหลายประเทศ อันเนื่องมาจากงานภาพที่สำแดงความรุนแรงแทบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะการฆาตกรรม การข่มขืน หรือการทรมานคนหนุ่มสาวในหนัง โดยหนังเคยเข้าฉายที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี 1977 โดยไม่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์แห่งอังกฤษ (British Board of Film Classification: BBFC) และทำให้ตำรวจลงที่โรงภาพยนตร์จนกลายเป็นข่าวใหญ่แทบจะทันที (หนังได้รับการจัดจำหน่ายและจัดฉายอย่างถูกกฎหมายในอังกฤษอีกทีก็ปี 2000)
ขณะที่ในสหรัฐอเมริกานั้น หนังเรื่องนี้ถูกฉายแบบจำกัดโรงในบางรัฐ และเคยเกิดเรื่องวุ่นขึ้นในปี 1994 ที่โอไฮโอ เมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่าหนังมา และบุกจับเจ้าของร้านด้วยข้อหาจัดจำหน่ายสินค้าอนาจาร (Pandering) ที่ทำให้ศิลปินและคนทำหนังมากมาย หนึ่งในนั้นคือ มาร์ติน สกอร์เซซี (Martin Scorsese) ออกมาร่วมลงนามให้ปล่อยตัวเจ้าของร้าน และระบุว่า Salò เป็นภาพยนตร์ที่บันทึกประวัติศาสตร์และมีคุณค่าทางศิลปะอย่างไร (ทั้งนี้ ศาลยกฟ้องคดีนี้ในที่สุดจ้า)
กรณีอย่าง Salò และเนื้อหา ตลอดจนงานภาพที่ว่าด้วยความรุนแรงและการใช้อำนาจ เมื่อมองด้วยสายตาของปัจจุบันก็อาจยังพอเข้าใจได้ ว่าทำไมหนังจึงถูกแบนหรือเต็มไปด้วยความอื้อฉาวในขวบปีที่มันออกฉาย แต่หนังบางเรื่องจำเป็นต้องอาศัยบริบททางประวัติศาสตร์ในการทำความเข้าใจที่มาที่ไปของ ‘คำสั่งห้าม’ ในเวลานั้น
และหนึ่งในหนังที่ว่าคือ Battleship Potemkin (1925) หนังเงียบของสหภาพโซเวียต ที่ได้รับการยกย่องเป็นวงกว้างว่า เป็นหนังที่สลักสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์โลกภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ทั้งยังเป็นหนังที่เลื่องลือในแง่การตัดต่อ โดยเฉพาะทฤษฎีมอนทาจ (Montage) แบบโซเวียต ที่หมายถึงการนำภาพมาลำดับเรียงเพื่อให้เกิดความหมายใหม่ และถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในโลกภาพยนตร์ในเวลาต่อมา
หนังกำกับโดย เซอร์เกย์ ไอเซนสไตน์ (Sergei Eisenstein) ดัดแปลงมาจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงปฏิวัติรัสเซียปี 1905 เมื่อลูกเรือของเรือประจัญบาน ‘โปติออมกิน’ แห่งจักรวรรดิรัสเซีย ลุกขึ้นมาก่อกบฏต่อผู้บังคับบัญชา โดยในช่วงเวลาของการเกิดเหตุนั้น เป็นช่วงสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ที่รัสเซียเพิ่งพ่ายแพ้หมดรูปในยุทธนาวีที่ช่องแคบสึชิมะ (Battle of Tsushima) ทำให้ขวัญกำลังใจของนายทหารรัสเซียถดถอย บรรยากาศในกองทัพตึงเครียด เช่นเดียวกับเหล่านายทหารในเรือรบโปติออมกิน และซ้ำหนักด้วยสภาพความเป็นอยู่ชวนหดหู่ถึงขีดสุด มีรายงานว่า ชนวนสำคัญของการลุกขึ้นก่อกบฏคือ ซุปบอร์ช (Borscht) ที่นายครัวทำมานั้น เน่าเละและมีหนอนขึ้นจนเหล่าทหารเกณฑ์ไม่ยอมกิน และทำให้รองผู้บัญชาการเรือออกคำสั่งว่า เขาจะยิงใครก็ตามที่ไม่ยอมกินซุปบอร์ชที่ว่านี้
เหตุการณ์ดังกล่าวลงเอยด้วยการนองเลือด รองผู้บัญชาการเสียชีวิตหลังปะทะกับเหล่าทหารเกณฑ์ ทั้งการก่อกบฏยังกระเพื่อมมาถึงชายฝั่ง เมื่อในตัวเมืองเต็มไปด้วยผู้คนนัดหยุดงานและก่อจลาจล เพื่อประท้วงผู้นำที่ทำให้พวกเขาต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากในช่วงสงคราม
ตัวหนังของเซอร์เกย์ ไอเซนสไตน์ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเรือโปติออมกิน ตัวละครหลักของหนังคือ อาฟาเนซี มาตูเชนโก กับกริกอรี วาคูลินชุก ซึ่งมีตัวตนอยู่จริงตามหน้าประวัติศาสตร์ และเป็นหัวขบวนหลักในการลุกขึ้นประท้วงความไม่เป็นธรรมบนเรือโปติออมกิน ทั้งหนังยังเล่าถึงคลื่นพายุแห่งการปฏิวัติที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์บนเรือรบ ซึ่งในเวลาต่อมา ขยับขยายกลายเป็นชนวนใหญ่ระหว่างประชาชนกับระบอบซาร์แห่งรัสเซีย
Battleship Potemkin ออกฉายครั้งแรกที่มอสโกในปี 1925 และได้รับรายงานว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก รัฐบาลสั่งห้ามไม่ให้จัดฉายเรื่องนี้อีกในโซเวียต ด้วยเหตุผลใกล้เคียงกันกับอีกหลายประเทศ ทั้งมีความเสี่ยงว่าฟิล์มต้นฉบับอาจสูญหายไปอย่างเงียบๆ หากตัวหนังไม่ได้รับการเผยแพร่เป็นวงกว้าง วลาดีมีร์ มายาคอฟสกี (Vladimir Mayakovsky) กวีคนสำคัญชาวรัสเซีย ต้องพยายามโน้มน้าวรัฐบาลให้จัดฉายหนัง Battleship Potemkin และย้ำว่าควรต้องพาหนังเรื่องนี้ออกฉายในต่างประเทศให้มากที่สุด นำไปสู่การจัดฉายที่เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี และได้รับความนิยมระดับปรากฏการณ์
ทว่าเนื้อหาของภาพยนตร์ที่พูดถึงการก่อกบฏและการปฏิวัติ กลับไม่เป็นที่ยอมรับของรัฐบาลในหลายๆ ประเทศ ในสหรัฐฯ มันถูกสั่งแบนอันเนื่องมาจากเหตุผลว่า ‘ทำให้ทหารเรือชาวอเมริกันเห็นภาพวิธีการก่อกบฏ’ เช่นเดียวกับในเยอรมนีที่กระทรวงกลาโหมมีคำสั่งไม่ให้กองทัพรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้
ความตึงเครียดของการเมืองโลกในเวลาต่อมา โดยเฉพาะช่วงสงครามเย็น ทำให้ชะตากรรมของ Battleship Potemkin ยังถูกจองจำอยู่ใต้การห้ามฉาย อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาล่วงผ่าน หลายประเทศก็ค่อยๆ ทยอยคลายความเข้มงวดที่มีต่อหนังลงได้ในที่สุด
สำหรับหนังฝั่งตะวันออก In the Realm of the Senses (1976) ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในหนังอีกเรื่องที่ถูกแบนเป็นวงกว้าง และถือเป็นหนังขึ้นชื่ออีกเรื่องของ นางิสะ โอชิมะ (Nagisa Oshima) คนทำหนังชาวญี่ปุ่นที่มักสำรวจความเป็นมนุษย์ผ่านเรื่องราวทางเพศ ความปรารถนาและเงื่อนไขทางสังคม ทั้งตัวหนังยังกลายเป็นคดีความ เมื่อรัฐบาลฟ้องโอชิมะฐานผลิตสื่อลามกอนาจาร ซึ่งจุดประเด็นทางสังคมว่าด้วย ‘ความอนาจาร’ และการเซนเซอร์ของญี่ปุ่นในเวลาต่อมาด้วย
ทั้งนี้ หนังดัดแปลงมาจากคดีสะเทือนขวัญในญี่ปุ่นปี 1936 ซาดะ อาเบะ เป็นอดีตเกอิชาที่ทำงานในโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าของคือ อิชิดะ ชายที่ลุ่มหลงเธออย่างหนัก ก่อนที่ความสัมพันธ์อันเร่าร้อนของทั้งคู่จะลงเอยด้วยโศกนาฏกรรม เมื่อซาดะสังหารเขาและตัดอวัยวะเพศของอิชิดะมาเก็บไว้ ก่อนที่เธอจะถูกจับกุมในเวลาต่อมา
In the Realm of the Senses ถูกพูดถึงในแง่ของฉากเซ็กซ์ที่ร้อนแรงสุดขีด โดยเฉพาะฉาก ‘ใส่ไข่’ ที่อิชิดะเอาไข่ไก่ใส่เข้าไปในช่องคลอดของซาดะ แล้วเธอก็เบ่งไข่ออกมาในภายหลัง นับเป็นฉากอื้อฉาวที่เป็นต้นตอให้หนังโดนแบนกระหน่ำในหลายๆ ประเทศ อย่างไรก็ตาม หนังก็เต็มไปด้วยการสำรวจอำนาจทางความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสามัญที่เคยเป็นเกอิชา กับชายชนชั้นกลางที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงาน ซึ่งบทบาทบนเตียงของทั้งคู่นั้นกลับหัวกลับหาง ทั้งความกระหายในการจะถูกกระทำของอิชิดะ กับความหมกมุ่นต่อความรุนแรงของซาดะที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฉากเซ็กซ์และความเดือดดาลของหนังถูกอ่านว่าเป็นภาพสะท้อนสังคมญี่ปุ่นหลังสงครามโลก ที่สภาพจิตใจของผู้คนเครียดสุดขีด และโหยหาการระบายความเครียด ความเศร้า หรือแม้แต่ความรุนแรงที่ตกค้างอยู่ในเนื้อตัว
หนังเต็มไปด้วยฉากเซ็กซ์ร้อนแรงหนักหน่วง แน่นอนว่ามันอีโรติก หากแต่มันไม่ได้ยั่วยวนหรือมีน้ำเสียงในการมุ่งปลุกเร้าอารมณ์คนดู ในทางกลับกัน โอชิมะถ่ายทอดความกระหายของซาดะกับอิชิดะด้วยสายตาเครียดเขม็ง ความสัมพันธ์ของพวกเขาเร่าร้อนเท่ากันกับที่มันตึงเครียด อาจจะพิจารณาได้ว่า เป็นการเอาคืนของหญิงชนชั้นล่างกับคนชนชั้นกลางที่เข้าหาเธอด้วยผลประโยชน์ หรือความสำนึกผิดของอิชิดะที่มีต่อเธอจนสยบยอมต่อความรุนแรงที่เลยขอบเขต หรือสำหรับนักวิจารณ์บางสำนักมองว่า ในห้องพักเล็กแคบที่ทั้งคู่ร่วมรักกันนั้น เป็นดินแดนแห่งเดียวที่ความจริง หรือคือการเมืองญี่ปุ่นในช่วงนั้น คือก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะย่างกรายมาถึง และเป็นดินแดนเปราะบางที่พร้อมแตกสลายได้ทุกเมื่อเชื่อวันด้วยเช่นกัน
ดังที่กล่าวไปแล้วว่า โอชิมะถูกฟ้องว่าจัดทำและเผยแพร่สื่อลามกอนาจาร โดยเขากล่าวในชั้นศาลว่า “สิ่งที่ปรากฏนั้นไม่มีอะไรเป็นความอนาจารเลย ความอนาจารคือสิ่งที่ถูกซุกซ่อนไว้ต่างหาก” โดยศาลตัดสินว่าเขาไม่มีความผิดในปี 1979 หรือหลังจากที่หนังออกฉายแล้วไม่กี่ปี ขณะที่ในเยอรมนีตะวันตก ความร้อนแรงของฉาก ‘ใส่ไข่’ ทำให้หนังถูกแบนยาวนาน จะฉายได้แค่ในเวอร์ชันตัดต่อใหม่ มาปรากฏอีกทีก็ในรูปแบบวิดีโอราวปี 1990 ส่วนเบลเยียมแบนหนังยาวจนถึงปี 1994 และไม่ได้แบนหนังเรื่องไหนเลยนับแต่นั้น
อย่างไรก็ตาม หนังในยุคร่วมสมัยที่อื้อฉาวและถูกแบนอย่างหนักคือ A Serbian Film (2010) โดย เซอร์จัน สปาโซเยวิช (Srdjan Spasojevic) คนทำหนังชาวเซอร์เบีย ที่ประเดิมงานกำกับด้วยการสร้างหนังที่ถูกแบนถล่มทลายในหลายประเทศ
A Serbian Film เล่าถึง ไมโลส อดีตนักแสดงหนังโป๊ที่เกษียณตัวเองแล้ว และใช้ชีวิตในภาวะขัดสนเงินทองกับเมียและลูกชายวัย 6 ขวบที่เบลเกรด เขาหวนกลับเข้าวงการอีกครั้งในหนังของ วุคเมียร์ ผู้กำกับหนังโป๊ที่หลงใหลในการแข็งตัวสุดอลังการของไอ้จู๋ของเขา และนั่นเอง คือต้นธารแห่งความวิปริตสุดขีดคลั่ง ที่พาทั้งตัวละครและคนดูข้ามเขตแดนของกฎหมายและศีลธรรมทั้งปวง
สิ่งที่ทำให้ A Serbian Film ถูกแบนกระจุย ไม่เพียงแต่งานภาพที่พาสายตาคนดูไปปะทะกับความรุนแรงอย่างไม่อินังขังขอบ แต่ทีท่าของมันที่พร่าเลือนระหว่างเรื่องแต่งกับฟุตเทจจริง หรือประเด็นที่พูดถึงการข่มขืน และการก่ออาชญากรรมหนักหน่วงในทุกรูปแบบที่จะจินตนาการ ก็มากพอที่จะทำให้หลายๆ รัฐพิจารณาว่ามันเป็นหนังที่ไม่สมควรออกฉายโดยเด็ดขาด
สปาโซเยวิชตั้งใจทำหนังเรื่องนี้เพื่อเสียดสีการเมืองในเซอร์เบีย (อันเป็นที่มาของชื่อเรื่องที่ราวกับจะบอกว่า ความวิปริตใดๆ ที่ปรากฏในหนัง คือความเป็นเซอร์เบีย) ตัวเขาเองเป็นหนึ่งในคนที่เติบโตมาในยุคสงครามยูโกสลาเวียช่วง 1991-2001 ที่ไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดคลื่นอพยพผู้คนมหาศาล หากแต่สงครามยังทำลายจิตใจผู้คนอย่างหนัก ตลอดจนวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองของเซอร์เบียในทศวรรษให้หลัง ที่ทำให้สปาโซเยวิชพิจารณาว่า เซอร์เบียและความเมินเฉยของรัฐบาล คือนรกของประชาชนดีๆ นี่เอง ตัวละครไมโลส คือภาพของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องกัดฟันแลกวิญญาณ และยอมทำทุกสิ่งเพื่อหาเลี้ยงชีพ หรือกระทั่งต้องไหลไปกับความเลวร้ายทั้งปวงโดยไม่อาจต่อต้านอะไรได้
ขณะที่วุคเมียร์เอง หนังเล่าคร่าวๆ ว่า เขาเคยทำรายการเด็กให้รัฐบาล ก่อนจะใช้ความรู้ความสามารถด้านภาพยนตร์มาทำหนังโป๊วิปริตดังที่ปรากฏให้เห็น และไม่แยแสหากต้องหลอกล่อ วางยา ทำร้ายร่างกายหรือล่วงละเมิดผู้อื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งฟุตเทจมาทำเป็นหนังหรือศิลปะ A Serbian Film จึงฉายความเน่าเฟะถึงราก ทั้งรัฐบาล วงการหนังและชีวิตผู้คนอย่างเจ็บแสบ
นอกจากนี้ สปาโซเยวิชยังเคยบอกว่า เขาทำหนังขึ้นมาเพื่อสภาศิลปะแห่งสหภาพยุโรป ที่ให้ทุนผู้กำกับไปสร้างหนัง เพื่อสร้างหนังซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยการร่วมใจกันของประเทศในคาบสมุทรบอลข่านยุคหลังสงคราม ซึ่งสำหรับเขาแล้ว ทีท่าของสภาศิลปะและสหภาพยุโรปนั้นปราศจากความจริงใจโดยสิ้นเชิง และ A Serbian Film ก็ถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อต่อต้านภาพลักษณ์แห่งความปรองดองเหล่านั้น
หนังฉายครั้งแรกในเทศกาลหนัง South by Southwest (SXSW) ในสหรัฐฯ มีรายงานว่า คนดูส่วนใหญ่ช็อกกันตาตั้ง อีกส่วนหนึ่งทนดูไม่ไหว และมีบางส่วนที่คิดว่า “หนังมันก็เจ๋งดี” ทิม ลีก (Tim League) โปรดิวเซอร์และผู้จัดจำหน่ายหนัง ให้ความเห็นว่า A Serbian Film ถือเป็นหนังที่ดูได้ตราบที่เราไม่ดูเรื่องนี้กับแม่หรือเมีย (…) ทั้งสำหรับเขาแล้ว มันยังเป็นหนังที่ทำให้คนดูรู้สึกเครียดและสะอิดสะเอียนมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ส่วนตัวหนังคว้าเรตติงห้ามไม่ให้ผู้ชมอายุต่ำกว่า 17 ปีรับชมในสหรัฐฯ ขณะที่ในออสเตรเลีย มันถูกสั่งห้ามฉายเด็ดขาด ไม่ผ่านเกณฑ์แม้กระทั่งเรต 18+ เช่นเดียวกับที่นิวซีแลนด์และอีกหลายประเทศ ด้วยเนื้อหาที่พูดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศและประเด็นผู้เยาว์
ทั้งนี้ สปาโซเยวิชไม่ได้ทำหนังบ่อยนัก เขากลับมาทำหนังสั้นในโปรเจกต์ The ABCs of Death (2012) และมีรายงานว่า เขากำลังปั้นโปรเจกต์หนังใหม่ในรอบทศวรรษ โดยยังไม่มีรายงานแน่ชัดว่าเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร
Tags: รัสเซีย, A Serbian Film, เซอร์เบีย, People Also Watch, หนังที่โดนแบน, โดนแบน, Banned Films, Salò, or the 120 Days of Sodom, ภาพยนตร์, Battleship Potemkin, ญี่ปุ่น, In the Realm of the Senses




