ในยุคก่อนหน้านี้ ตึกร้างกลายเป็นสถานที่หมายตาของเหล่านักล่าท้าผี ด้วยตัวอาคารที่ผุกร่อน บรรยากาศที่เงียบเหงา ซึ่งถูกตีความว่าเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งลี้ลับ ตึกร้างจึงถูกมองในแง่ของสถานที่ที่ไม่ควรมีใครเข้าไปทำอะไรทั้งนั้น นอกจากทำคอนเทนต์ดังกล่าว
ทว่าในปัจจุบัน ตึกร้างไม่ได้ถูกมองว่าเป็นดินแดนที่ไม่ควรมีใครย่างกรายเข้าไป แต่ถูกมองว่าเป็น ‘โอกาส’ ในการทำอะไรใหม่ๆ เป็นพื้นที่ทดลองสำหรับคนที่มองเห็นว่า พื้นที่รกร้างสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมา และมีศักยภาพในแง่ธุรกิจได้
นี่เป็นเหตุผลให้ พอลล์ กาญจนพาสน์ ทายาทรุ่น 2 ผู้สร้างเมืองทองธานี มองตึกร้างแตกต่างจากที่หลายๆ คนมอง ก่อนตัดสินใจแปลงโฉมอาคารร้างริมทะเลสาบเมืองทอง อดีตโรงแรมอีสติน เลคไซด์ ให้กลายเป็น The Lake Club หมายจะปั้นให้เป็น ‘คอมมูนิตี้’ ที่คนมารวมตัวกัน เปลี่ยนภาพจำที่คนมาเมืองทองส่วนใหญ่เพราะมีอีเวนต์ ด้วยการทำให้เหตุผลของคนที่มา ‘เล็กลง’ ในสถานที่แห่งนี้

จาก ‘Eastin Lakeside’ สู่ ‘The Lake Club’
สำหรับผู้ที่ใช้ถนนบอนด์สตรีตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หากวันนี้มีโอกาสกลับมาอีกครั้ง อาจรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง โดยเฉพาะภายในอาคารร้างริมทะเลสาบเมืองทอง อดีตโรงแรมอีสติน เลคไซด์ ซึ่งปิดกิจการไปแล้วหลายปี
เหตุผลก็เพราะความคึกคักของเหล่ารถที่ขับเข้า-ออกพื้นที่แห่งนี้ และจำนวนคนด้านใน ได้ปัดเป่าบรรยากาศที่เคยเงียบเหงาไปหมดสิ้น พร้อมป้ายชื่อใหม่คือ The Lake Club

ย้อนกลับไปก่อนที่โรงแรมอีสติน เลคไซด์ จะปิดตัวลงไป อาคารแห่งนี้เป็นของ 2 พ่อลูก อย่าง มงคล และคีรี กาญจนพาสน์ ทั้งสองเป็นอาและปู่ของพอลล์ กาญจนพาสน์ ลูกชายของ อนันต์ กาญจนพาสน์ ทายาทรุ่นที่ 2 ของผู้สร้างอาณาจักรเมืองทองธานี
ด้วยความที่เป็นตึกของคุณปู่ พอลล์จึงมองหาหนทางในการชุบชีวิตอาคารแห่งนี้ หลังจากถูกปล่อยให้ร้างไปนาน โดยความคิดแรกคือการกลับมาทำโรงแรมอีกครั้ง ทว่าเมื่อมีการพูดคุยกับผู้รับเหมาหลายเจ้า กลับติดปัญหาโครงสร้างภายในของอาคารที่เป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นเพดานที่ต่ำเกินไป และจำนวนห้องพักที่มีอยู่ไม่มาก
“ทุกเจ้าบอกให้ทุบอาคารทิ้งแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ เราก็ถามว่าทุบทำไม ถ้าจะสร้างใหม่ก็ยังมีพื้นที่ในเมืองทองที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ไม่จำเป็นต้องทุบทิ้งตึกที่คุณปู่ของเราสร้างไว้ เพราะเราเองก็ชอบตึกนี้”

กระทั่งเข้าสู่ปี 2568 เมืองทองธานีมีแผนจะพัฒนาอิมแพ็ค เลคฟร้อนท์ ซึ่งเป็นโซนร้านอาหารริมทะเลสาบเมืองทองธานี ใกล้กับถนนป๊อปปูล่า ให้เป็นพื้นที่ที่มากกว่าศูนย์อาหาร แต่เป็นจุดนัดพบ นั่งคุย กินดื่ม เป็นพื้นที่ที่สามารถใช้เวลาอยู่ร่วมกันได้ และด้วยรูปแบบการพัฒนานี้เอง ทำให้พอลล์หันกลับมาสนใจอาคารเก่าริมทะเลสาบเมืองทองอีกครั้ง
“ผมมองว่าถ้าจะพัฒนาอิมแพ็ค เลคฟร้อนท์ ด้วยคอนเซปต์นั้นจริงๆ เรากลับมาทำที่ตึกนี้น่าจะเหมาะกว่า เพราะเรามีสระว่ายน้ำ มีบาร์ จึงพาทีมเข้ามาดู ปรากฏว่าทีมชอบ แล้วเห็นว่าน่าจะทำเป็นครีเอทีฟสเปซ ที่คนสามารถมาแฮงเอาต์หรือมาทำงานได้”
แม้ว่าการแปลงโฉมอาคารร้างให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่งจะใช้งบประมาณมากกว่าที่คาดการณ์ แต่ด้วยใจที่หวงแหนอาคารเก่าที่เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ พอลล์มองเห็นว่าสุดท้ายแล้วคือการรักษามรดกของเมืองทองฯ และทำให้เกิดประโยชน์ได้ โดยมอบหมายงานและความเชื่อมั่นให้กับทีมพัฒนาเป็นผู้ออกแบบคอนเซปต์การใช้งาน

ปลุกชีวิตใหม่โดยไม่ละทิ้ง ‘อดีต’
การจะแปลงโฉมอาคารร้างให้กลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้งหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องทุบร่างเก่าเพื่อสร้างร่างใหม่เสมอไป
ในอดีต โรงแรมอีสติน เลคไซด์ ถูกวางตัวให้เป็นที่พักหรูในเมืองทองฯ มีสถาปัตยกรรมสไตล์ ‘โมเดิร์นคลาสสิก’ มองจากด้านนอกอาคารจะเห็นระเบียงโค้งซ้อนกันเป็นชั้นๆ รองรับอาคารด้วยเสากลมขนาดใหญ่ พื้นที่ชั้นล่างเปิดโล่ง ด้านหน้ามีจุดรับส่งแขกขนาดใหญ่ เหล่านี้ให้ความรู้สึกหรูหราแก่ผู้มาเยือนในแบบที่ไม่จำเป็นต้องทาสีอาคารใหม่

ส่วนทำเลที่ตั้งของอาคารนับเป็นมรดกอันทรงคุณค่าของสถานที่แห่งนี้ เพราะตัวอาคารตั้งอยู่ติดริมทะเลสาบเมืองทองฯ อยู่ในตำแหน่งที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตกพอดิบพอดี จึงทำให้สถานที่ไม่อึมครึม เหมาะกับคนที่ต้องการมากินลมชมวิวทะเลสาบ ที่สำคัญ แม้ว่าโถงกลางอาคารจะเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ทว่าโถงที่ว่านี้กลายเป็นช่องลมที่มีลมพัดผ่านตลอด จึงสามารถนั่งจิบกาแฟและกินอาหารได้โดยไม่รู้สึกร้อน
ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้เอง The Lake Club จึงคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมเดิมแทบทั้งหมด และมุ่งแต่งเติมองค์ประกอบของอาคารที่จำเป็นต่อการใช้งาน เช่น ห้องน้ำ ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า แทนที่ของเดิมที่เก่าเกินกว่าจะใช้งาน ในส่วนของร้านค้าต่างๆ ที่เข้ามาตั้งภายในอาคารถูกออกแบบให้มีความเข้ากันกับอาคาร โดยมากอิงแอบไปกับสไตล์ปูนเปลือย
ในบางองค์ประกอบที่ตกทอดมาตั้งแต่ยังเป็นโรงแรมอีสติน เลคไซด์ แต่ไม่ได้ใช้งานแล้ว The Lake Club เลือกที่จะไม่รื้อถอนออกไป เช่น สระว่ายน้ำ ที่ปัจจุบันมีทะเลสาบเมืองทองฯ ดูเป็นพระเอกมากกว่าจะเป็นสระน้ำเล็กๆ เข้ามาแทนที่ ถูกปรับให้กลายเป็นสวนหย่อมที่สร้างความสบายตา

นอกจากนี้ ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ บางส่วนยังคงใช้ของเก่าที่มีอยู่แล้ว แต่นำมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อให้ใช้งานได้ปกติ สะท้อนว่า ทีมงานที่แปลงโฉมอาคารนี้มีความต้องการคงความเป็นอดีตของอาคารแห่งนี้เอาไว้ให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ยังคำนึงถึงการใช้งานของคนในยุคสมัยใหม่เอาไว้
เมื่อยึดโครงสร้างเก่าและกิมมิกเดิมๆ ของอาคารร้างเอาไว้ หลายคนอาจสงสัยว่า โครงสร้างที่ว่านี้จะชวนให้รู้สึกขนหัวลุกหรือไม่ ซึ่งคำถามนี้ พอลล์ตอบแบบติดตลกแต่ชวนคิดว่า
“ถ้าเราไปเดินเล่นในโรงพยาบาลตอน 2 ทุ่ม กับมาเดินอยู่ที่นี่ในเวลาเดียวกัน คุณกลัวอะไรมากกว่ากัน” พร้อมเสริมว่าตัวเขาเองไม่เคยเจอสิ่งลี้ลับในอาคารนี้ และตอนนี้เองก็ยังไม่เห็น อย่างไรก็ตาม ในแง่ธุรกิจก็นับว่าได้ผลมาก หากมองถึงความคึกคักด้วยจำนวนคน

The Lake Club พื้นที่แห่งการทดลอง
อย่างที่เรารู้จักกันดีว่า หากไม่ใช่ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ของโครงการ การเดินทางมายังเมืองทองฯ แต่ละครั้ง ก็มักจะมาด้วยวาระคอนเสิร์ต การประชุม หรืออีเวนต์ใหญ่ๆ ซึ่งจัดขึ้นในฮอลล์ของโครงการ ดังนั้นเมื่อไม่มีอีเวนต์ คนนอกพื้นที่ก็อาจจะไม่ได้เข้ามาในเมืองทองฯ ทุกวัน
ก่อนที่จะมี The Lake Club พอลล์เคยคิดจะดึงคนให้เดินทางเข้ามาในเมืองทองฯ ที่ไม่ใช่แค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่มาได้ทุกๆ วัน จึงพยายามชักชวนคอมมูนิตี้ต่างๆ ให้เข้ามาจัดกิจกรรม เช่น กลุ่มสเกตบอร์ด หรือทำให้พื้นที่นี้กลายเป็น ‘คอมมูนิตี้สเปซ’ ทว่าด้วยอีเวนต์ขนาดใหญ่ที่เข้า-ออกโครงการเมืองทองฯ จึงทำให้เกิดขึ้นได้ยาก
ขณะเดียวกัน หากจะจัดกิจกรรมในโครงการของเมืองทองฯ หากมองจากพื้นที่ของฮอลล์ประชุมแล้วก็คงจะต้องเป็นกิจกรรมที่มีขนาดใหญ่พอสมควรจึงจะเหมาะสมกับขนาดของพื้นที่ แน่นอนว่า ไม่เอื้อต่อการทำกิจกรรมเล็กๆ เช่น งานขายของวินเทจ งานสงกรานต์ งานสัตว์เลี้ยง
The Lake Club จึงกลายมาเป็น ‘ห้องทดลอง’ ของเมืองทองฯ ซึ่งมักทำแต่โครงการใหญ่ๆ ว่า อาคารริมทะเลสาบที่มีพื้นที่ไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับโครงการอื่นๆ แห่งนี้ จะสามารถสร้างพื้นที่แห่งการรวมตัวเพื่อทำกิจกรรมได้หรือไม่

“ที่นี่พื้นที่ไม่ใหญ่ มันก็อาจเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะใช้พื้นที่นี้เปิดตัวกิจกรรมใหม่ๆ และดึงคนในชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมได้”
พอลล์ชี้ว่า ด้วยพื้นที่ที่ค่อนข้างเล็ก จึงสามารถทำกิจกรรมที่ปกติไม่ค่อยได้ทำในอิมแพ็คฯ หรือ “ทำแบบไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องคิดว่าต้องลงทุนเยอะ” โดยอีเวนต์ต่อไปที่จะทดลองในอนาคตอันใกล้ จะเกี่ยวกับ ‘สุนัข’ และขายของวินเทจ เพื่อดูว่า The Lake Club จะดึงดูดลูกค้าที่ชอบกิจกรรมทำนองนี้จากพื้นที่ต่างๆ ทั้งในและนอกเมืองทองฯ มาได้หรือไม่

นอกจากคาเฟ่และร้านค้าต่างๆ แล้ว The Lake Club ยังเป็นหน้าร้านหรือพื้นที่ทดลองของ Culinova Lab ร้านอาหารที่ต่อยอดจากแนวคิดของ IMPACT Culinova ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านอาหารของอิมแพ็คฯ มาประดิษฐ์เมนูใหม่ให้คนเข้าถึงง่าย ไม่ว่าจะเป็นนาโช ข้าวหน้าต่างๆ ไปจนถึงพาสตา เพื่อทดสอบว่าลูกค้าจะชอบเมนูไหน
นอกจากการทดลองใช้พื้นที่สร้างกิจกรรมเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่ที่เมืองทองฯ มักจะไม่ค่อยทำแล้ว The Lake Club ยังเป็นพื้นที่ทดลองของกลุ่มร้านค้าผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้ามาค้าขาย ซึ่งมีหลากหลายตั้งแต่ร้านกาแฟ ร้านขายเสื้อผ้าและของวินเทจ เบียร์ และอาหาร เนื่องจากว่า ร้านค้าเหล่านี้จะเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า การสร้างคอมมูนิตี้ใน The Lake Club ภายใต้อาคารร้างแห่งนี้ ‘เวิร์ก’ สามารถดึงคนจากแต่ละพื้นที่แวะเวียนเข้ามาได้หรือไม่
โดยปัจจุบัน The Lake Club ประกอบด้วยร้านค้าและบริการมากมาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสายคาเฟ่และมัทฉะอย่าง Beans Coffee Roaster ร้านเบเกิลและขนมปังซาวร์โด Oven Mitt Bagel & BAKING HOME ร้าน The Collective ที่รวมสินค้าจากศิลปินและแบรนด์ครีเอทีฟ สายเบียร์คราฟต์อย่างสหประชาชื่น และอีกมากมาย ซึ่งแต่ละร้านผ่านการคัดสรรโดยคำนึงถึงวัตถุดิบที่ต้องมาจากภูมิภาคต่างๆ ของไทย

The Lake Club คือการส่งต่อความทรงจำ
“จากวันแรกๆ ที่เราเปิดมา มีคนที่เดินเข้ามาที่นี่ด้วยรองเท้าแตะ อายุของเขาก็ไม่น้อยแล้วนะ เขาเดินเข้ามาบอกว่า บ้านของเขาอยู่แถวนี้ เขาเห็นตึกนี้ไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว พอเห็นว่าเรากลับมาเปิดมันใหม่ ก็เลยอยากจะเข้ามาดูว่าข้างในมีอะไร ผมเคยคุยกับคนที่บอกว่า สมัยที่เขาเป็นเด็ก พ่อเขาก็จะเข้ามาเดินๆ อยู่แถวนี้
“ตัวผมก็มีลูกสาว ผมมองว่า เราอยู่กับเพื่อน อยู่กับภรรยา อยู่กับลูก อยู่กับพ่อแม่ การที่เราได้อยู่ด้วยกันมันคือการสร้างความทรงจำ แล้วเราก็เดินไปข้างหน้าพร้อมกับความทรงจำของเรา ในวันข้างหน้า เมื่อลูกของเราโตขึ้น เขาก็อาจจะบอกกับลูกของเขาต่อไปว่า เคยมาที่ The Lake Club นะ ตอนนั้นมากับพ่อ”

สำหรับพอลล์ที่ต้องการให้ The Lake Club กลายเป็นสถานที่ที่ไม่เพียงแต่ดึงดูดคนรุ่นเก่า แต่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาโดยเฉพาะเด็กวัยกระเตาะหรือวัยรุ่น ถือเป็นการสร้างความทรงจำร่วมกันกับสถานที่แห่งนี้ไปโดยปริยาย ผ่านกิจกรรมที่มีให้ทำ ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป จัดต้นไม้ หรือแม้กระทั่งการกินกาแฟด้วยกันแก้วหนึ่ง ก็ถือเป็นการสร้างความทรงจำสำหรับเขา
“ที่นี่จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่สร้างความทรงจำให้กับคนจำนวนมากอีกไม่รู้กี่สิบปี ทั้งๆ ที่หลายคนอาจจะแค่ขับรถผ่านมา ไม่ได้เข้ามาด้านใน และไม่ว่าพวกเขาจะเข้ามาที่นี่ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ แต่สุดท้ายคนที่เขามาด้วยกัน ก็ต้องมีอารมณ์ความรู้สึกที่เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นเขาคงไม่ชวนกันมา”

สำหรับทายาทรุ่น 2 ของอาณาจักรเมืองทองฯ มองสถานที่เล็กๆ อย่าง The Lake Club ว่า ตราบใดที่อาคารเก่าแก่แห่งนี้ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเลสาบเมืองทองฯ โดยไม่มีใครมาทุบทิ้งไป สถานที่แห่งนี้จะคงเป็นความทรงจำของผู้คนที่ได้มีโอกาสแวะเวียนเข้ามาทำกิจกรรมอยู่เสมอ
สิ่งที่แตกต่างจากแนวความคิดของนักธุรกิจทั่วๆ ไปคือ พอลล์ยังไม่คิดที่จะขยับขยาย หรือมองหาตึกร้างอื่นๆ มาทำแบบเดียวกันกับ The Lake Club แม้ในวันนี้ผู้คนจะหลั่งไหลมาเยือนสถานที่แห่งนี้กันไม่ขาดสาย จนแทบจะถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จก็ตาม
“มันไม่จำเป็นต้องมีแผนธุรกิจสำหรับทุกอย่าง และไม่ใช่ว่าทุกอย่างเมื่อทำแล้วต้องมีการขยายออกไป หาก The Lake Club ทำได้ดี ก็ให้เขาอยู่ดีๆ ของเขาไป หลายครั้งทำครั้งแรกแล้วดี แต่พอทำไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่า มีที่ดีๆ อยู่แค่ที่เดียวคือที่แรก จึงมองว่าปล่อย The Lake Club อยู่ดีๆ ของเขาไป เดี๋ยวค่อยไปคิดทำอะไรใหม่ๆ” พอลล์กล่าว






