ในวันที่มวลอากาศเย็นจากจีนและมองโกเลียแผ่ปกคลุมมาถึงกรุงเทพฯ อะไรจะดีไปกว่าการได้ไวน์หรือค็อกเทลดีๆ สักแก้ว ปล่อยให้ร่างกายได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศแสงสีของเมืองในช่วงฤดูหนาว
สุดสัปดาห์นี้ หากใครยังไม่มี ‘บาร์ประจำ’ และไม่รู้จะฝากคอไว้ที่ไหน The Momentum ขอแนะนำ Sanctuary Bangkok รูฟท็อปบาร์บนชั้น 34 ของโรงแรม InterContinental Bangkok Sukhumvit ที่ตั้งอยู่หัวมุมปากซอยสุขุทวิท 59

อย่างที่รู้กันว่า ทองหล่อและสุขุมวิทเป็นย่านที่เต็มไปด้วยแหล่งปาร์ตี้สังสรรค์และเปี่ยมไปด้วยพลังงานสุดครึกครื้น นั่นจึงเป็นจุดที่ทำให้ Sanctuary Bangkok เลือกพรีเซนต์ตัวเองให้ ‘ต่าง’ จากบาร์รอบข้าง ด้วยการเป็นพื้นที่ที่ออกแบบมาให้เป็น ‘พื้นที่หลบหนีจากความวุ่นวาย’
“เราอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่ตรงข้าม เป็นที่ที่คนได้นั่งอยู่กับตัวเองมากกว่า ไม่ได้เน้นความสนุกเสียงดัง แต่มาเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศและเครื่องดื่ม ตรงนี้เป็นที่มาของชื่อ Sanctuary” เต้-ภาคย์ นำชัยศิริ จาก Paper Plane Project Studio (PPP Studio) ทีมงานผู้ออกแบบบาร์แห่งนี้เล่าให้ฟัง

เต้-ภาคย์ นำชัยศิริ จาก Paper Plane Project Studio (PPP Studio)
บรรยากาศการปลีกวิเวกจากเมืองอันวุ่นวายของบาร์แห่งนี้ เริ่มก่อตัวทันทีที่ลิฟต์เปิดออกสู่ชั้น 34 ของโรงแรม เพราะตลอดแนวทางเดินจะมีต้นไม้วางขนาบเป็นระยะๆ ก่อนที่บาร์แห่งนี้จะเลือกสร้างความตะลึงด้วยโครงสร้างสถาปัตยกรรมจากหวายสูงกว่า 9 เมตรทอดตัวโค้งอยู่เหนือบาร์
เป้-ธรณ์ธัญย์ ศิริวิทยเจริญ ผู้เป็นเจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่า การออกแบบลักษณะนี้เรียกว่า Compress & Release กล่าวคือ นักดื่มทั้งหลายที่เดินทางมาจะยังไม่เห็นตัวร้านในทันที แต่ต้องค่อยๆ เดินผ่าน Transition ของร้านก่อน ไม่ว่าจะเป็นทางมืดๆ และต้นไม้เพื่อให้เกิดความรู้สึก ‘ว้าว’ ในจุดที่เป็นไฮไลต์ของ Sanctuary Bangkok ซึ่งก็คือโครงสร้างหวายขนาดใหญ่

เป้-ธรณ์ธัญย์ ศิริวิทยเจริญ เจ้าของร้าน Sanctuary Bangkok
ภาคย์เล่าเสริมว่า ตอนที่ตนได้มาดูไซต์งานครั้งแรก พื้นที่ตรงบาร์แห่งนี้โล่งเกินไป อีกทั้งยังเจอปัญหาใหญ่ที่ตัวร้านโดนตึกรอบข้างบังวิวเมืองหลายด้าน เหลือแต่วิวของท่าเรือคลองเตย ดังนั้นเพื่อหาทางออกของปัญหาดังกล่าว ตัวร้านจะต้องกลายวิวในตัวเองให้ได้
สำหรับไฮไลต์ของร้านอย่างโครงหวายสาน สถาปนิกจาก PPP Studio ระบุว่า ได้ใช้หลักเรขาคณิต Fibonacci และการเรียงตัวของใบไม้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ โดยนำหวายมาจัดวางเป็นแพตเทิร์น เพื่อให้เกิดความรู้สึกสงบและสบายตา

และจากการออกแบบและการวางคอนเซปต์ของร้านที่มีความโดดเด่นนี้เอง ทำให้กรรมการจากเวที Restaurant & Bar Design Award ประจำปี 2025 ที่จัดขึ้นที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลงคะแนนให้ Sanctuary Bangkok คว้ารางวัล Alfresco & Biophilic Design (แนวคิดการออกแบบที่เน้นการเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายนอก) มาได้
โดยเจ้าของบาร์บอกกับ The Momentum ว่า “รู้สึกดีใจมาก มันเพราะเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดที่ผมเคยได้เลย เพราะคอนเซปต์รางวัลเป็นแบบนั้นตรงกับคอนเซปต์ของตัวร้านนี้พอดี เป็น Outdoor ลิงก์กับธรรมชาติ ผมว่าก็ใช่เลย… รางวัลนี้มันเหมือนเกิดมาเพื่อเรา”

ไม่เพียงแต่การออกแบบร้านให้เชื่อมโยงกับธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงเมนูค็อกเทลที่เต้เล่าว่า ต้องการให้นักดื่มได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติ เขาได้สั่งค็อกเทลอันเป็นซิกเนเจอร์ของทางร้านมาได้ลองชิมอีกด้วย
มาเริ่มที่ตัวแรกอย่าง ‘Pla Ra’ (ออกเสียงว่า ปลาร้า) ค็อกเทลที่มีส่วนผสมของ Scotch Whisky, Peat Whisky และน้ำสกัดจากปลาร้า แม้ว่าจากชื่ออาจจะฟังดูมีกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของปลาหมักสไตล์อีสาน แต่ค็อกเทลแก้วนี้กลับให้ความรู้สึกสดชื่น เบาบาง และมีกลิ่นอ่อนๆ ของปลาร้าออกมาเท่านั้น

ขณะที่ใครชอบเหล้าตัวแรง ขอแนะนำ ‘Giant Water Bug’ ค็อกเทลแก้วนี้มาจากส่วนผสมของ Gin, St. Germain และส้มซ่า ให้ความรู้สึกเร่าร้อน เข้มข้น และหากใครอยากตัดรสชาติก็สามารถกินเจลลีขึ้นรูปแมลงที่เสิร์ฟมาในแก้วควบคู่ไปได้

ค็อกเทลอีกแก้วที่ใครมา Sanctuary Bangkok ต้องห้ามพลาด โดยธรณ์ธัญย์ได้แนะนำคือ ‘Mango Sticky Rice’ หรือข้าวเหนียวมะม่วง ของหวานเลื่องชื่อของประเทศไทย โดยบาร์แห่งนี้ได้นำเมนูดังกล่าวมาประยุกต์ โดยใช้ Scotch Whisky มาเป็นเบส ด้านบนเสิร์ฟด้วยฟองนมข้าวเหนียวมะม่วง ให้ความรู้สึกคล้ายกะทิ พร้อมโรยด้วยถั่วเหลืองปิดท้าย

โดยรสชาติของค็อกเทลแก้วนี้ ให้ความรู้สึกหวานหอม เหมาะสำหรับคนที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นดื่มค็อกเทล หรือกำลังมองหารสชาติที่แตกต่างจากที่เคยลองมา
และค็อกเทลแก้วสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดอย่าง ‘Lobster Head’ ค็อกเทลที่ให้รสชาติอันซับซ้อนจากคอนญัก, St. Germain, โทนิค, น้ำเสารส และมะนาว ปิดท้ายความนัวด้านบนด้วยไข่ขาวที่มีถั่วพิสตาชิโอโรยอยู่รอบแก้ว

ขณะที่อาหารของบาร์แห่งนี้ ภาคย์เล่าว่า เพื่อนของเขาที่เป็นคนไต้หวันได้ทิ้งสูตรไว้ให้ โดย Sanctuary Bangkok จะเน้นเสิร์ฟอาหารที่ทานได้แบบรวดเร็ว เน้นโปรตีน จึงทำให้มีเมนูพอดีคำ (Bite-Sized Appetizers) เป็นส่วนใหญ่ ต่างจาก Tahona Bangkok บาร์อีกแห่งที่อยู่ชั้น 33 ของโรงแรม InterContinental Bangkok Sukhumvit
โดยธรณ์ธัญย์เลือกแนะนำเป็น 2 เมนู โดยเมนูแรกคือ ‘Thai Wagyu Kattse Sanddo’ แซนด์วิชเนื้อวากิวที่เสิร์ฟแบ่งออกมาเป็น 4 ชิ้น เนื้อวากิวย่างระดับมีเดียมแรร์ พร้อมกับขนมปังย่างเกรียมหอมๆ เสริมความเข้ากันด้วยดอกแคและแตงกวาดอง

ส่วนเมนูที่ 2 คือ ‘Gillardeau Oysters’ หนึ่งในหอยนางรมที่ดีที่สุดในโลกจากประเทศฝรั่งเศส การันตีความสด เนื้อเด้ง โดย Sanctuary Bangkok เลือกเสิร์ฟเมนูนี้มาเป็นสไตล์ไทยๆ ด้วยซอสสุดพิเศษของทางร้าน โรยด้วยกระถิน กระเทียมเจียว และบีบมะนาวเป็นตัวตัดรสชาติ ต้องบอกว่า Gillardeau Oysters เป็นอีกเมนูที่สามารถให้ความสดชื่นได้ตลอดทั้งคืน

บรรยากาศของ Sanctuary Bangkok สามารถพานักดื่มทั้งหลายให้หลุดพ้นจากความวุ่นวายของเมืองได้อยู่พักหนึ่ง ซึ่งทั้งธรณ์ธัญย์และภาคย์หวังว่า บรรยากาศของร้านจะยังคงอบอุ่นเช่นนี้ไปอีกนานๆ
“ผมหวังว่าคนมาจะไม่เบื่อ อยากให้มาแล้วเอนจอย อยากกลับมาซ้ำเรื่อยๆ เป็นสถานที่ที่ไม่ใช่มาเพื่อเช็กอินเฉยๆ แต่อยากให้มาเป็นที่ประจำได้ และมาเพื่อเป็นตัวเองจริงๆ
“เพราะบางทีคนอยากมาเพื่อเช็กอิน พอดูสวยก็ไป แต่ผมอยากให้มันพัฒนาอีกต่อไป อัปเกรดบ้าง เพื่อให้คนกลับมาเรื่อยๆ ไม่เบื่อ” ภาคย์ระบุ

ดังนั้นเพื่อเป็นการปิดท้ายค่ำคืนที่สวยงาม จึงไม่แปลกใจที่หลายคนจะเลือกสั่งแก้วสุดท้ายก่อนแยกย้ายกันไป หรือที่หลายคนรู้จักกันว่า One For The Road
“ถ้าให้ทั้ง 2 คนเลือกเมนู One For The Road ของตัวเอง จะเลือกเมนูไหนมาปิดท้าย” ผู้เขียนถามด้วยความสงสัย
ธรณ์ธัญย์เลือกเป็นเมนูที่ให้ความสดชื่นได้ดีอย่างไวน์ขาว ‘Tio Pepe’ ที่ผสมกับ Fever Ginger Beer
ต่างจากสถาปนิกหนุ่มที่ให้คำตอบกับ The Momentum อย่างเป็นกันเองว่า “ผมคงเป็นน้ำเปล่า” พร้อมระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเป็นการทิ้งท้ายบทสนทนา
Tags: รูฟท็อปบาร์, Sanctuary Bangkok, InterContinental Bangkok, InterContinental, บาร์, ค็อกเทล, ไวน์, Out and About






