บารัก โอบามา กล่าวสุนทรพจน์อำลาเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะประธานาธิบดี ซึ่งเขาจะดำรงตำแหน่งนี้อีกเพียงแค่ 10 วันเท่านั้น ก่อนจะถ่ายโอนอำนาจไปให้โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 20 มกราคม 2017

ก่อนหน้านี้ บารัก โอบามา ได้เดินสายกล่าวสุนทรพจน์ทั่วสหรัฐอเมริกา แต่เขาเดินทางมากล่าวสุนทรพจน์อำลาเป็นครั้งสุดท้ายในเมืองชิคาโก เมืองที่เขาได้ประกาศชัยชนะเมื่อ 8 ปีที่แล้ว

ในหอประชุมเต็มไปด้วยคนอเมริกันที่มารอฟังสุนทรพจน์ของผู้นำของพวกเขา และตลอดการกล่าวสุนทรพจน์ ก็มีคนตะโกนว่า “เรารักคุณ! โอบามา!” และ “อยู่ต่ออีก 4 ปี!” เป็นระยะ

และในการกล่าวสุนทรพจน์อำลา บารัก โอบามา สามารถตรึงคนฟังทั่วหอประชุมได้อีกครั้ง ด้วยการพูดถึงคุณค่าและความหมายของประชาธิปไตย ในยามที่ประชาธิปไตยของอเมริกากำลังเผชิญกับความท้าทายจากการก่อการร้าย และการแบ่งแยกในสังคม รวมถึงผลงานของเขาตลอด 8 ปีที่ผ่านมา และความหวังของเขาต่ออเมริกาหลังจากนี้

Photo: John Gress, Reuters/profile

ความหมายของประชาธิปไตย และความยิ่งใหญ่ของอเมริกา

บารัก โอบามา เริ่มต้นบทสุนทรพจน์ด้วยการเตือนให้ชาวอเมริกันไม่ลืมความหมายที่แท้จริงของประชาธิปไตย ในภาวะที่ทุกคนต่างลังเลและสับสนต่อคุณค่าที่พวกเขายึดถือมาโดยตลอด

“ประชาธิปไตยเป็นเรื่องยากเสมอ ประชาธิปไตยคือการโต้เถียง และบางครั้งลงเอยด้วยการต่อสู้ ในทุกๆ สองก้าวที่เรากำลังจะก้าวไปข้างหน้า เรามักจะถอยหลังหนึ่งก้าวเสมอ

“ประชาธิปไตยไม่ได้ต้องการให้เราทุกคนเหมือนกัน บรรพบุรุษของเราเคยถกเถียง และประนีประนอมกันมาก่อน และพวกเขาคาดหวังให้เราทำสิ่งเดียวกัน พวกเขารู้ว่าประชาธิปไตยคือความสามัคคี คือสิ่งที่ทำให้เราทุกคนที่ล้วนมีความแตกต่าง สามารถอยู่ร่วมกัน และกลายเป็นหนึ่งเดียวกันได้”

วันนี้โอบามายอมรับกับประชาชนของเขาว่า คุณค่าของประชาธิปไตยของอเมริกากำลังถูกคุกคามจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป

“ในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ประเทศเราเคยมีช่วงเวลาที่ความสามัคคีของประเทศถูกสั่นคลอน และการเริ่มต้นของศตวรรษนี้คืออีกหนึ่งช่วงเวลาที่เป็นความท้าทายเช่นเดียวกัน โลกที่กำลังอ่อนแอ ความเหลื่อมล้ำ และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการก่อการร้าย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงบททดสอบต่อความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศเรา แต่มันกำลังทดสอบประชาธิปไตยของประเทศเราด้วยเช่นกัน มันกำลังทดสอบว่าเราจะก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้อย่างไร ซึ่งจะบ่งบอกจากความสามารถของเราในการสอนเด็กๆ การสร้างงานที่ดี และการปกป้องประเทศบ้านเกิดของเรา

“หรือมันกำลังชี้ชะตาอนาคตของเรานั่นเอง”

Photo: Jonathan Ernst, Reuters/profile

ความเชื่อต่อนโยบาย และผลงานที่ผ่านมา

บารัก โอบามา ยังใช้เวทีนี้กล่าวถึงผลงานของเขาในตลอด 8 ปีที่ผ่านมา และย้ำว่าชาวอเมริกันทุกคนคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่เกิดขึ้น

“ถ้าผมบอกกับพวกคุณ 8 ปีที่แล้วว่า อเมริกาจะสามารถก้าวผ่านการหดตัวทางเศรษฐกิจ สามารถฟื้นตัวภาคอุตสาหกรรม และแก้ปัญหาการว่างงานครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ถ้าผมบอกกับคุณว่า เราจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่กับประเทศคิวบา เราจะทำให้อิหร่านหยุดพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ด้วยการที่เราไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธเลย และเราจะเอาชนะผู้ก่อการร้ายในเหตุการณ์ 9/11 ถ้าผมบอกกับคุณว่า เราจะทำให้การแต่งงานในประเทศนี้เกิดความเท่าเทียมทางเพศ และเราจะปกป้องสิทธิของประชาชนกว่า 20 ล้านคนในการได้รับการรักษาสุขภาพ ตอนนั้นคุณอาจจะบอกกับเราว่า…เราตั้งเป้าหมายสูงเกินไป

“แต่ตอนนี้ มันคือสิ่งที่เราได้ทำสำเร็จ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกคุณทำไปพร้อมกับเรา พวกคุณทุกคนคือส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลง พวกคุณคือคำตอบของความหวัง และเป็นเพราะพวกคุณทุกคน อเมริกาจึงกลายเป็นประเทศที่ดีขึ้น และเข้มแข็งขึ้นกว่าเมื่อครั้งที่เราเริ่มต้น

“ผมได้เรียนรู้ว่า ‘ความเปลี่ยนแปลง’ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนทั่วไปมีส่วนร่วม และขับเคลื่อนเป้าหมายไปพร้อมกัน”

Photo: Jonathan Ernst, Reuters/profile

โอบามายังได้พูดถึงความสำเร็จของนโยบายการรักษาสุขภาพของเขา ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และทำให้คนบางกลุ่มต้องแบกภาระเพิ่มขึ้น ซึ่งเขายินดีหากจะมีใครมาทำให้ระบบการรักษาสุขภาพที่เขาคิดไว้ สามารถแก้ปัญหาได้ดีขึ้น

“ราคาการรักษาสุขภาพสูงขึ้นในอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบห้าสิบปี และถ้าหากจะมีใครปรับปรุงระบบการรักษาสุขภาพที่เราทำให้ดีขึ้นได้ ด้วยการทำให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาในราคาที่ถูกลง ผมก็พร้อมจะสนับสนุน”

นอกจากนี้เขายังพูดถึงนโยบายต่อปัญหาโลกร้อน ที่เป็นประเด็นร้อนฉ่าในตลอดช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ผ่านมา เพราะว่าที่ประธานาธิบดี อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศไว้ว่า เขาไม่ให้ความสนใจต่อปัญหานี้ และมองว่าเป็นเรื่อง ‘โลกสวย’ ซึ่งโอบามาได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของปัญหานี้ว่า ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แม้เขาจะไม่ได้พูดถึงชื่อทรัมป์เลยก็ตาม

“ในเวลาเพียงแค่ 8 ปี เราหันมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น และได้เป็นผู้นำในการนำประเทศอื่นๆ เดินไปสู่ข้อตกลงว่า เราจะปกป้องโลกใบนี้ไปด้วยกัน อย่างไรก็ตามถ้ายังปราศจากการลงมือทำ เด็กๆ ของเราจะไม่มีแม้เวลาที่จะมาถกเถียงกันเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ เพราะพวกเขาจะยุ่งกับการต่อสู้กับผลกระทบของมัน อย่างภัยพิบัติ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และการต่อสู้กับการอพยพของคน ที่หนีมาจากภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

“สิ่งที่เราควรทำคือ ถกเถียงเกี่ยวกับปัญหานี้ ไม่ใช่การหันหน้าหนีให้กับปัญหาอย่างง่ายๆ”

อย่างไรก็ตามโอบามากล่าวถึงทรัมป์ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์อำลาว่า

“อีกสิบวันต่อจากนี้ การถ่ายโอนอำนาจจะเกิดขึ้นอย่างราบรื่น ผมได้สัญญากับทรัมป์แล้ว เพื่อให้เขามั่นใจว่าการถ่ายโอนอำนาจที่ราบรื่นจะเกิดขึ้น อย่างที่บุชเคยส่งต่ออำนาจให้ผมเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เพื่อให้ประเทศของเราสามารถก้าวผ่านอุปสรรคที่เผชิญอยู่ไปด้วยกัน”

กลุ่มไอเอสจะต้องพ่ายแพ้ แต่การเหยียดเชื้อชาติไม่ใช่ทางออก

ตลอดการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของโอบามา เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า นโยบายไม่แข็งกร้าวต่อกลุ่มก่อการร้ายมากพอ ทำให้กลุ่มไอเอสเติบโต และสหรัฐฯ ต้องเจอกับภัยการก่อการร้ายมากขึ้น ทั้งเหตุการณ์บอสตันมาราธอน และการกราดยิงที่ออร์แลนโด

“ตลอดเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ไม่มีองค์กรก่อการร้ายไหนที่ประสบความสำเร็จในการจู่โจมประเทศเราได้… เราได้หยุดการกระทำของผู้ก่อการร้ายไปหลายพันคน รวมถึง โอซามา บิน ลาเดน การรวมตัวกับพันธมิตรประเทศอื่นในการต่อสู้กับกลุ่มไอเอส ทำให้เราสามารถกำจัดเขาได้ และทำลายดินแดนของพวกเขาได้กว่าครึ่ง

“กลุ่มไอเอสจะถูกทำลาย และใครก็ตามที่เป็นภัยคุกคามต่ออเมริกา จะไม่สามารถอยู่ได้อย่างปลอดภัยอีกต่อไป”

ทั้งนี้โอบามาเห็นว่าการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายไม่ใช่การต่อสู้ทางทหารเท่านั้น และการแบ่งแยกเชื้อชาติไม่ใช่ทางออกที่ดี

“การปกป้องชีวิตของเราไม่ใช่เพียงการตอบโต้ทางทหารเท่านั้น และประชาธิปไตยจะพังทลายลง หากพวกเรากลัว… แต่เราจะต้องต่อสู้กับสิ่งที่ทำลายคุณค่าของเรา …และนี่คือสาเหตุว่าทำไมผมถึงปฏิเสธที่จะต่อต้านชาวมุสลิมในอเมริกา การต่อสู้กับกลุ่มหัวรุนแรง คือการที่เราต้องต่อสู้กับความคิดเผด็จการ และความคิดชาตินิยมหัวรุนแรงต่างหาก

“กลุ่มไอเอสจะพยายามฆ่าคนบริสุทธิ์ แต่พวกเขาจะไม่สามารถเอาชนะเราได้ ยกเว้นแต่เราทรยศต่อรัฐธรรมนูญของเรา และหลักการการต่อสู้ของเราเอง การต่อสู้กับกลุ่มไอเอสอย่างที่รัสเซียและจีนทำ ไม่ใช่หนทางของเรา ยกเว้นแต่เราจะยอมแพ้ และหันไปทำแบบที่ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ทำ ด้วยการกลั่นแกล้งประเทศที่เล็กกว่า”

อเมริกาที่โอบามาอยากเห็น

นอกจากโอบามาจะกล่าวถึงผลงานที่เขาได้ทำตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เขายังพูดถึงอนาคตของอเมริกาที่เขาอยากให้เป็น ซึ่งเขายอมรับว่า เป้าหมายที่เขาทำยังไม่ลุล่วง และทุกคนต้องช่วยกัน

“เรายังไม่บรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ เราทุกคนยังมีงานหนักที่รออยู่ ถ้าเศรษฐกิจยังคงเผชิญกับความเหลื่อมล้ำ ระหว่างคนชั้นกลางที่ทำงานหนัก กับคนรวยที่เป็นส่วนน้อยของประเทศ ดังนั้นคนทำงานจะต่อสู้เพื่อให้ได้ผลตอบแทนน้อยนิด ขณะที่คนรวยได้ผลประโยชน์ทั้งหมดเข้าธุรกิจส่วนตัวของพวกเขา ถ้าเราปฏิเสธที่จะลงทุนกับเด็กๆ ที่เป็นผู้อพยพ เพียงแค่พวกเขาไม่เหมือนพวกเรา นั่นคือเรากำลังทำลายโอกาสของเด็กๆ เหล่านี้ เพราะต่อไปเด็กๆ ผิวสีเหล่านี้จะกลายเป็นแรงงานที่สำคัญของอเมริกา

“เศรษฐกิจของเราไม่จำเป็นต้องเป็นเกมที่มีแต่ผู้แพ้และผู้ชนะเท่านั้น เพราะปีที่แล้วรายได้ของทุกคนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเชื้อชาติใด อายุเท่าไหร่ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง”

และในภาวะที่อเมริกากำลังเดินเข้าสู่ยุคที่สังคมแบ่งแยกและแตกร้าวที่สุด โอบามาเตือนให้ประชาชนของเขาไม่ลืมรากเหง้าและความเป็นมาของอเมริกา ที่รัฐธรรมนูญของประเทศนั้นยึดถือความเสมอภาค และเคารพความแตกต่าง

“เราจำเป็นต้องปกป้องกฎหมายที่ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ และการแบ่งแยก ไม่ว่าจะเป็นในการจ้างงาน การจัดสรรที่อยู่อาศัย และในระบอบยุติธรรม  เพราะนี่คือสิ่งที่รัฐธรรมนูญของประเทศเราได้กำหนด”

แต่โอบามาก็ย้ำว่าเพียงแค่ ‘กฎหมาย’ นั้นไม่อาจเพียงพอต่อการต่อสู้กับการแบ่งแยกในสังคม

“หัวใจของพวกคุณต้องเปลี่ยนด้วย”

“รัฐธรรมนูญคือของขวัญที่สวยงามของประเทศเรา แต่มันเป็นเพียงแค่กระดาษที่มีลายลักษณ์อักษรเท่านั้น มันไม่ได้มีอำนาจในตัวของมันเอง แต่ประชาชนคือคนที่ให้อำนาจกับรัฐธรรมนูญ ด้วยการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจของเรา”

Photo: Jonathan Ernst, Reuters/profile

ขอบคุณประชาชนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันตลอด 8  ปี

ก่อนจะจบการกล่าวสุนทรพจน์ โอบามาหันไปมอง มิเชล โอบามา ภรรยาของเขา และกล่าวทั้งน้ำตาว่า มิเชลคือเพื่อนที่ดีที่สุดในเส้นทางชีวิตของเขา

“มิเชล คุณไม่ได้เป็นเพียงภรรยา และแม่ของลูกผม คุณคือเพื่อนที่ดีที่สุด  คุณทำหน้าที่และสวมบทบาทที่คุณไม่ได้เรียกร้อง แต่คุณทำหน้าที่นั้นได้อย่างงดงาม และด้วยอารมณ์ขันของคุณ คุณทำให้ทำเนียบขาวเป็นสถานที่ของทุกคน  คุณคือแรงบันดาลใจให้กับประเทศนี้ เพราะคนรุ่นใหม่มองคุณเป็นตัวอย่าง คุณทำให้ผมและประเทศนี้ภูมิใจในตัวคุณ”

ซึ่งก่อนหน้านี้ มิเชล โอบามา ได้กล่าวสุนทรพจน์ครั้งสุดท้ายในฐานะสตรีหมายเลขหนึ่งที่ทำเนียบขาวว่า

“ฉันหวังว่าฉันได้ทำให้ทุกคนภาคภูมิใจ”

บารัก โอบามา ยังได้กล่าวขอบคุณ โจ ไบเดน (Joe Biden) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และทีมงานว่า คือมิตรและพลังของเขาตลอดการทำงานเป็นประธานาธิบดี จากนั้นจึงเริ่มกล่าวอำลาตำแหน่งประธานาธิบดีว่า

“แด่คนอเมริกัน มันเป็นเกียรติของชีวิตผมที่ได้รับใช้พวกคุณ และผมจะยังไม่ไปไหน ผมจะยังอยู่กับพวกคุณในฐานะประชาชนคนหนึ่งในทุกๆ วันที่เหลืออยู่ของผม ตอนนี้ผมมีสิ่งเดียวที่อยากจะขอคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่ผมเคยขอเมื่อ 8 ปีที่แล้ว

“ผมขอให้คุณยังเชื่อ ไม่ใช่ในความสามารถของผมที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่เชื่อในความสามารถของพวกคุณเอง

“ผมขอให้พวกคุณมีศรัทธาต่อคุณค่าของอเมริกา ที่ถูกสร้างมาจากแนวคิดการเลิกทาส ที่สะท้อนผ่านเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษที่อพยพมายังประเทศนี้ และที่สั่งสมโดยกลุ่มคนที่ออกมาต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ความเชื่อเหล่านี้ถูกตอกย้ำอีกครั้ง เมื่อเราเห็นบรรพบุรุษของเราไปปักธงชาติอเมริกา ตั้งแต่ในสนามรบจนถึงบนดวงจันทร์ แต่เรื่องราวที่สะท้อนคุณค่าเหล่านี้ยังถูกเขียนไม่หมด”

โอบามาจบการกล่าวสุนทรพจน์อำลา ด้วยสโลแกนหาเสียงที่เขาเคยใช้

“เราทำได้”

“และเราได้ทำมันแล้ว”

Tags: , , ,