ศิลปินหญิงนักออกแบบภาพประกอบ มาริอานน์ ราติเย (Marianne Ratier) บอกเล่าเรื่องราวการสูญเสียแม่จากโรคมะเร็งในกราฟิกโนเวลที่ตั้งชื่อตามวันเวลาที่แม่จากไป: ‘ปลายธันวา’ 

โศกนาฏกรรมระดับครอบครัว มีทั้งฉากเจ็บป่วย รักษาตัว ความหวัง ความเจ็บปวด ร้องไห้โฮ การมีชีวิตต่อ นานาลักษณะอันประกอบขึ้นมาเป็นเหตุการณ์สลด ทว่าความฟูมฟายที่คงเลี่ยงได้ยากก็ถูกคานน้ำหนักด้วยลายเส้นง่ายๆ เหมือนขีดเขียนขูดฆ่า บางช่วงตอนค้างให้เห็นรอยการลบการกลบ ตัวละครมีเพียงเค้าโครงสำคัญ บางทีโผล่มาแต่หัว บางทีก็มีแต่โครงลำตัว ฉากทั้งหลายลดทอนรายละเอียดการประดับประดา 1 หน้า อาจมีแค่ 1 ภาพสามัญ ประกบด้วยคำเล่าจากอีกหน้าตรงข้าม 

เนื้อเรื่องหนักหนา ลีลาจังหวะไม่ได้ผ่อนความเศร้านั้นลง เพราะดูเหมือนว่ายิ่งลดทอนคำ ลดทอนรายละเอียด ยิ่งวาดเหมือนฝีมือเด็ก วาดตัวผู้เล่าในสัดส่วนเด็กหญิง ผู้อ่านกลับยิ่งบอบช้ำตามไปด้วย ในความพอดิบพอดีไม่มากไม่น้อย มวลอารมณ์จึงเข้มข้นและคลายในคราวเดียวกัน

ไม่ใช่การเล่าชีวประวัติแม่ ผู้อ่านไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับแม่ของผู้เล่า เป็นใคร ทำอะไร ภูมิหลังเป็นอย่างไร ประกอบกรรมดีกรรมชั่วอะไรบ้าง ไร้รายละเอียดเหล่านี้ที่อยู่ในขนบงานชีวประวัติ จึงไม่มีโทนของการชำระถอดถอนยกโทษหรือขออภัย ไม่มีการชูเชิดผู้บังเกิดเกล้า เป็นเพียงเรื่องราววาระบั้นปลายเมื่อใกล้จะอำลาและความอาลัยในภายหลัง 

เรื่องราววาดเล่าเป็น 2 ช่วง ตอนต้นคือเมื่อต้องเยียวยาอยู่กับแม่จนแม่จากไป ช่วงต่อมาคือการเรียนรู้ที่จะอยู่โดยไม่มีแม่อีกแล้ว ท่อนแรกจบลงที่เผาแม่ และถือโถใส่เถ้าแม่มาพร้อมกับพ่อผ่านมาทางสุสาน ฉากดังกล่าวเล่าเป็นหน้าคู่ ซ้ายมือมีคำบรรยายสั้นๆ ว่า “วันนั้นอากาศหนาวมาก” และภาพขวามือพ่อลูกพยุงโถพร้อมคำพูดของพ่อ “ร้อนนะ” ร้อน-เย็นปะปนในฉากเดียวกัน เปิดต่อมาคือ 2 หน้าคู่เปล่าเปลือยที่คั่นระหว่าง 2 ช่วง มีเพียงดอกไม้เล็กๆ ตรงมุมซ้ายมือ เพียงแค่นี้ก็พอจะบอกความอาลัยความเศร้าจากการสูญเสีย

หน้ากระดาษว่างเปล่าบอกแนะประมวลสภาวะจิตและสถานการณ์ ไม่มีคำพูดใดปรากฏออกมา

จังหวะของการเว้นว่าง บางทีมีเพียงภาพ บางทีมีแค่คำ จึงสร้างระยะให้แต่ละองค์ประกอบทำหน้าที่บอกเล่าอย่างเป็นเอกเทศ เช่นเมื่อมีความหวังว่าทุกอย่างจะกลับมา ‘ปกติ’ เมื่อเปิดหน้าต่อไป ไม่มีภาพใดๆ หน้าซ้ายว่างโล่ง หน้าขวาเขียนประโยคแบบหักดิบ : “แต่ว่าก้อนกลมนั่นก็กลับมางอกใหม่อยู่อีก” อักษรแทรกมาขัดความเป็นจริง ท้วงบอกความเป็นจริงว่าเป็นฝันหรือความหวังที่สลายหายไป หรือเมื่อมีแต่ภาพ คือฉากที่นอนเฝ้าแม่บนเตียงพยาบาลพร้อมสายอะไรทั้งหลายระโยงระยาง มีประโยคกำกับว่า “ที่โรงพยาบาลแม่ของฉันกลายเป็นปลั๊กสามตา” เมื่อพลิกต่อไป คำเปรียบเปรยปรากฏออกมาเป็นปลั๊กสามตาโดดๆ ไม่มีคำ ไม่มีภาพอื่นประกอบ

แม้จะมีเส้นเรื่องที่ดำเนินตามลำดับเวลา แต่วิธีเล่ามีทั้งแบบตรงไปตรงมาและภาพพจน์ ซึ่งเป็นการถอดคำหรือความคิดออกเป็นภาพ เช่น เปิดเล่มมาพร้อมภาพเด็กผู้หญิงผมหน้าม้า มีคำกำกับว่า “ฉันกำลังสูญเสียรากฐานของฉัน” และเห็นภาพขา 2 ข้างตัดขาดจากลำตัว ภาพต่อมาเป็นเด็กผู้หญิงตัวกระจิ๋วระหว่างลายเส้นไม่กี่เส้นที่แนะบอกโครงเรือนอาคาร อีกตอนคือเมื่อต้องบรรยายความคิดว่า แม่ “หายใจลำบากขึ้นทุกที” ภาพซ้ายมือแบ่งเป็น 3 ช่วงให้เห็นแม่นอนบนเตียงข้างๆ ก้อนอะไรไม่รู้ที่เริ่มพองขยายตัวและยืดเส้นสายมารัดพันลำตัวแม่

ความเกลี้ยงเกลาหมดจดของเรื่องเล่า ลายเส้นที่ลดทอน กรอบคำพูดที่ลดทอน รายละเอียดไม่รุงรัง เหล่านั้นชวนคิดย้อนกลับว่า จะเล่าเรื่องความสูญเสียด้วยภาพและคำอย่างไร ที่ต่างจะไม่ถ่วงน้ำหนักต่อกันหรือเป็นภาระต่อกันจนเกินเลย จะวาดอย่างไรให้ภาพบางภาพเป็นเอกเทศจากคำ ให้คำ วลี ประโยค ไม่ต้องพึ่งพาภาพ ‘ประกอบ’ ความเข้าใจ ไม่ใช่เล่าเพียงเพื่อเอาความหมาย แต่เพื่อ ‘มีความหมาย’ ต่อทั้งผู้เล่า (อนุสรณ์) และต่อผู้อ่าน (บันทึกความทรงจำของผู้อื่น)

ราวกับคำถามย้อนมายังโรคน่าสะพรึงนั้น ว่าทำอย่างไรคำและภาพจะไม่เกาะกินต่อกันเป็นมะเร็งร้ายซึ่งกันและกัน

และราวกับว่าการปลดเปลื้องไม่ยุ่งเหยิงเป็นพัลวันมาก คือวิธีการถอดถอนจากการคุกคามดังกล่าว

หากบางคนตีความว่า การได้วาดออกมาเป็นภาพคือเยียวยาตนเองตามแบบฉบับการบำบัดบางลักษณะที่ใช้ศิลปะเป็นสื่อ หรือการได้เขียนบรรยายออกมา คือระบายความหดหู่ความอาลัยนั้นออกมา แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า การบันทึกไว้เป็นภาพความทรงจำ (เริ่มเรื่องมาว่า “เมื่อ 3 ปีก่อน ตอนช่วงพักหน้าร้อน”) เท่ากับหมุดหยุดตรึงทุกข์ความโหยหาความอาลัยไว้อย่างถาวร เหมือนให้ภาพเพื่อให้ประจันและย้ำย้อนอยู่ตลอดกาล

ในช่วงที่ 2 ศิลปินเองก็เล่าหนทางการอยู่ร่วมกับความสูญเสีย วิธีการที่จะจัดการกับความโศกอาลัย 

จึงไม่ใช่แค่ต้องปลงอนิจจังยอมรับโดยพฤตินัยว่า ทุกสิ่งเสื่อมสลายตายจาก เปิดตอน 2 มาพร้อมคำ ‘Non’ ซ้ำๆ และซ้อนเป็นชั้นจนโตเป็นคำใหญ่ และ ‘Ce n’est pas possible’=เป็นไปไม่ได้ มีภาพเด็กหญิงทรงผมหน้าม้ากอดอกขมวดคิ้วหน้าบึ้ง แสดงอาการไม่ยอมรับสถานการณ์โศกที่เพิ่งผ่านพ้น

ทำไงดีนะ จะต่อสู้กับความรู้สึกหดหู่เศร้าโศกที่เลี่ยงไม่ได้นั้นได้อย่างไร ภาพคู่ต่อมา หน้าซ้ายเป็นภาพดินสอปลายหักพร้อมเส้นวงๆ ขีดเขียนไม่เป็นรูปเป็นร่าง ภาพขวาคือเด็กหญิงเริ่มขดตัวหาตัวเอง กลายเป็นขดกลม และวงกลมดำแบบเดียวกับที่เรียกมะเร็งว่า “ก้อนกลมๆ”

นั่นคือ จะเบ่งเบิกบานอย่างเดิมได้ไง จะกลับมาวาดขีดเขียนได้ไง เหมือนแม่จะปรากฏตัวมาพร้อมคำพูด “ลูกโตแล้วนะ ตอนนี้ไม่ต้องพึ่งแม่แล้ว” หรือแปลตามตัวอักษรคือ “ตัดขาดจากแม่ได้แล้วตอนนี้” แล้วลูกสาวจะทิ้งหรือคลายความผูกพันนั้นได้อย่างไร

ในเบื้องต้นจึงเป็นเรื่องของเวลา เรื่องของมายาและความหวังลมแล้งว่าแม่จะกลับมา “ฉันจะคอยแม่ ฉันไม่ได้รีบอะไร” 2 หน้าถัดมาเป็นภาพซ้ำกันทั้ง 2 หน้า ภาพนั่งโต๊ะทำงาน เจอผู้คน ไปสังสรรค์ เจอผู้คน นั่งโต๊ะทำงาน วนไปมา พร้อมกับภาพนาฬิกากลมวงวนเป็นจุดๆ ที่มีเด็กหญิงยืนเฝ้ากำกับ ลูกสาวยังคงดำเนินชีวิตประจำวันที่คล้อยล่วงซ้ำเดิมวนเวียน วันเวลาผ่านไป รอแล้วรอเล่า ถามบ่น “แม่มัวทำอะไรอยู่เนี่ย” จนพ่อปรากฏออกมาย้ำเตือนสติ “เราจะไม่เจอแม่อีกแล้วนะ”

คำถามต่อมาคือ ชีวิตต่อจากนั้นจะเป็นเช่นไรเมื่อไม่มีแม่ หมายถึงว่า ‘ฉัน’ จะอยู่อย่างไร มีความเป็นอยู่อย่างไร จะจัดการกับเรื่องตัวฉันและรอบตัวฉันอย่างไรโดยไม่มีแม่เคียงข้างเป็นกำลังใจคอยพยุงคอยสนับสนุน หรือก็คือ จะเป็นเอกเทศ ผละออกจากผู้บังเกิดเกล้าอย่างไร จะพ้นจากความอาลัยหลุดจากความหมองเศร้านั้นได้อย่างไร บรรดาภาพตัวอย่างตามมาเพื่อให้เห็นว่าทุกครั้งต้องปรึกษาแม่ ถามแม่ พึ่งพาแม่ ทั้งอาหารการกิน เสื้อผ้าหน้าผม การแต่งกาย และนานาความเป็นอยู่ประจำวัน ต้องโทรถามแม่เป็นหลัก

แล้วก่อนแม่จะเสีย เคยจินตนาการว่าตนจะเป็นเช่นไรหากแม่จากไป ผู้เล่าวาดออกมาเป็นเกมให้กาเลือกว่าจริงหรือเท็จถึง 7 หน้าคู่ หรือ 14 หน้า เช่น “ฉันจะตาบวมเป่งตลอดเวลา จะร้องไห้น้ำตาเต็มแก้ว หรือจะดื่มแชมเปญมากๆ” = จริง ☑ “ฉันจะเล่นกีฬา เล่นกีฬาเยอะๆ” = เท็จ 🗵 “ฉันจะตั้งคำถามอะไรต่ออะไรตลอดเวลาที่ใช้การอะไรไม่ได้ ยกเว้นบางคราว” =จริง ☑ 

มีจริงมีเท็จคละกันไปมาตามแต่ความนึกคิดคำนึงจะพาเป๋ไป หลากสถานการณ์ที่บ่งบอกอารมณ์กลัดกลุ้มกังวลเป็นทุกข์ใจ

จนสรุปออกมาในท้ายที่สุด เป็นรูปข้าวของเครื่องใช้เป็นชิ้นแยกกัน เรียงจากคราด รองเท้าบูต นาฬิกา เสื้อโค้ตกันหนาว สมุดบันทึก กระเป๋าถือ วัตถุแต่ละชิ้นมีคำพยางค์เดียวกำกับว่า Là = ตรงนั้น/ที่นั้น และมีประโยคกำกับด้านบนว่า “ทุกอย่างที่ฉันพูดได้ คือมีแม่อยู่…” ผู้อ่านก็เติมคำได้ทันทีว่า “ตรงนั้น”

หมายความว่า แม่อยู่ในทุกสิ่งทุกการกระทำ ในงานในเวลาทุกโมงยามทุกแห่งหน

อาจไม่ได้แปลว่าระบายออกมาเพื่อผ่านพ้นความอาลัย แบบที่การบำบัดสมัยใหม่มักใช้คำดังกล่าว แต่ในที่นี้คือจดจารหรือจารึกลง ราวกับแยกแม่เป็นส่วนเสี้ยวลงสู่มวลข้าวของและกิจวัตรเพื่อที่ว่าจะไม่ลืม

ความเจ็บปวดอาจไม่ได้ให้รักษาเยียวยา เพียงต้องเก็บหรือแปรไว้ในลักษณะอื่น อยู่ร่วมด้วยอย่างปกติ โอนถ่ายทุกความอาลัยให้กลายเป็นอื่น กระทั่งเป็นตัว ‘ฉัน’ เอง ใน ‘ตัวฉัน’ เอง ดังที่ภาพจบด้วยภาพเหมือนของแม่พร้อมคำกำกับที่บอกว่า “จะยังคงมีอะไรบางอย่างแบบนี้” ในตัวฉันอยู่เสมอ 

คือมีแม่

เนื้อเรื่องไม่ได้มุ่งเสนอโมเดลการบรรเทาอาการบอบช้ำโศกเศร้า หาใช่ขั้นตอนการแก้ไขทุกข์และความเจ็บปวดเฉพาะตนที่จะเป็นสูตรสากลพร้อมนำไปใช้เสร็จสรรพ แต่กลับแสดงให้เห็นผู้เล่าจัดการกับความสูญเสียผ่านกระบวนการ Immanence อัพภันตรภาพ ที่แปรแปลงให้ความตายสลายลงในบรรดาสิ่งทั้งหลายรายล้อม ไม่ใช่จากการ Transcendence อุตรภาพ ที่เป็นการก้าวข้ามความตายหรืออยู่เหนือความตาย หรือทำให้ความตายนั้นสูงส่งเกินธรรมชาติมนุษย์มนา

Fin décembre ชวนให้ฟิน ไม่ใช่เพราะเรื่องฟูมฟายมากความ แต่จากการเล่าปกติ ไม่เทิดแม่จนสุดหล้า แค่เป็นความผูกพันกับผู้บังเกิดเกล้า บังเกิดเกล้าไม่ใช่ค้ำฟ้าหรือเหนือฟ้า แค่กระจายลงในมวลสิ่งสามัญรอบตัว ทั้งในความนึกคิดจิตสำนึก ทั้งในวัตถุและกิจวัตรปกติ 

จนแม่เป็นทุกอย่างในนั้น 

จนฟินลุล่วงจากความอาลัย

Fact Box

Fin Décembre, มาริอานน์ ราติเย (Marianne Ratier) เขียน, จำนวน 168 หน้า, สำนักพิมพ์ Carabas 

Tags: , , , , , , ,