หลายๆ คนเมื่อได้ยินคำว่า ‘การอักเสบ’ จะนึกถึงความเจ็บปวด อาการปวด บวม ร้อน แดง ซึ่งอาจเกิดจากการบาดเจ็บ ติดเชื้อ หรือสารพิษ แต่รู้หรือไม่ว่า การอักเสบเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายที่ช่วยให้เราอยู่รอด โดยเป็นการตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมที่อาจทำร้ายร่างกายเราได้
หากเปรียบร่างกายเป็นเมือง เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นในหมู่บ้าน ตำรวจ รถดับเพลิง ต่างก็เร่งเข้าไปดับไฟโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้บ้านถูกทำลาย แม้จะมีบางหลังที่พังทลาย แต่ไฟก็ไม่ลุกลามไปยังบ้านหลังอื่นๆ เพราะหยุดไฟได้รวดเร็ว บ้านคือเซลล์ร่างกายเรา ไฟไหม้ก็คือภัยจากนอกร่างกาย เช่น เชื้อโรค ตำรวจและรถดับเพลิงก็คือเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น เม็ดเลือดขาว น้ำดับไฟก็คือภูมิคุ้มกันที่สาดใส่เชื้อโรคเพื่อกำจัดหรือลดปริมาณลงไปให้ได้มากที่สุด จนไม่สามารถทำอันตรายเราได้
แม้จะดับไฟได้ทัน แต่ซากปรักหักพังและคราบไฟไหม้ยังคงปรากฏ และนั่นก็เปรียบเสมือนอาการเจ็บจากการอักเสบ รวมถึงหนอง ซึ่งคือเศษซากเซลล์ภูมิคุ้มกันผสมกับซากเชื้อโรคภายหลังปราชัย
การอักเสบแบบนี้เป็นการอักเสบปกติ เรียกว่า การอักเสบเฉียบพลัน (Acute Inflammation) ซึ่งเกิดขึ้นแล้วจบลง แต่การอักเสบที่ทำให้พังทั้งร่างได้นั้น คือการอักเสบที่ไม่จบ แม้เราอาจไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ เพราะเป็นการอักเสบแบบอ่อนๆ อย่างต่อเนื่อง และสะสมจนเป็นโรค เสมือนไฟไหม้ทุ่งเป็นหย่อมๆ แม้จะไม่เห็น แต่ไหม้ทุกวัน สะสมควันพิษจากไฟไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็จะเกิดผลกระทบที่ใหญ่ขึ้นมาได้
การอักเสบต่ำๆ เรื่อยๆ แบบนี้ เราเรียกว่า ‘การอักเสบเรื้อรัง’ (Chronic Inflammation) และการอักเสบแบบนี้นี่เองที่ทำให้เราพังทั้งร่าง เพราะนำไปสู่โรคยอดฮิตในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ มะเร็ง โรคทางสมอง เช่น อัลไซเมอร์ และเบาหวานประเภทที่ 2
มากกว่านั้น การอักเสบเรื้อรังยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เราแก่ตั้งแต่ระดับเซลล์ จนนักวิทยาศาสตร์นำคำว่า ความแก่ (Aging) มารวมกับการอักเสบ เพื่อสะท้อนผลกระทบของการอักเสบต่อความแก่ของร่างกาย ด้วยคำว่า Inflammaging
แล้วอะไรล่ะ ที่กระตุ้นให้ร่างกายเราอักเสบเรื้อรัง?
มีหลายอย่าง เช่น ความเครียดเรื้อรัง สารพิษ การสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป นอนไม่ดี ขาดการออกกำลังกาย มีไลฟ์สไตล์ที่นั่งเฉยๆ เป็นหลัก จนมีนักวิทยาศาสตร์เปรียบเปรยว่า การนั่งเฉยๆ คือ The New Smoking
แต่ยังมีอีกปัจจัยที่อยากขยี้ในบทความนี้ นั่นคือการกินกับการอักเสบเรื้อรัง
น้ำตาลด้วยตัวมันเองไม่ได้เลวร้าย แต่หากเราบริโภคมากเกินไป จะเสี่ยงทำให้เซลล์ดื้ออินซูลิน และเมื่อเซลล์ดื้ออินซูลิน เพราะรับภาระเผาผลาญน้ำตาลไม่ไหว เขาจะพังอยู่แล้ว เพราะยิ่งเซลล์ต้องเผาผลาญน้ำตาลที่มากเกินไป โรงไฟฟ้าในเซลล์ที่เรียกว่า ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) จะต้องเผชิญกับอนุมูลอิสระมากขึ้น เสมือนเครื่องยนต์ที่เผาผลาญน้ำมันเยอะๆ จะเกิดควันและตะกรันสะสมจนเครื่องพัง เช่นเดียวกัน อนุมูลอิสระสะสมจะทำให้ไมโทคอนเดรียพัง ส่งผลต่อเซลล์ที่อ่อม และอาจกลายสภาพเป็นเซลล์ที่ไม่ตายแต่ไม่ทำประโยชน์ใดๆ เราเรียกว่า ซอมบี้เซลล์ ซึ่งจะกรีดร้องออกมาเป็นการอักเสบแบบต่ำๆ แต่เรื่อยๆ
เมื่อเซลล์ไม่ฟังอินซูลิน แล้วน้ำตาลที่เยอะเหล่านั้นจะไปไหน ร่างกายปล่อยให้น้ำตาลจำนวนมากล่องลอยในเลือดไม่ได้ เพราะเป็นพิษ จึงต้องเปลี่ยนเป็นรูปแบบอื่นที่ไม่เป็นพิษและเก็บได้เรื่อยๆ สิ่งนั้นคือไขมันค่ะ
ไขมันที่ว่าไม่ได้หมายถึงไขมันตามผิวหนัง แต่หมายถึงไขมันที่เกาะหรือพอกตามอวัยวะภายใน (Visceral Fat) ไขมันประเภทนี้จะทำให้อวัยวะภายในที่มันไปเกาะเกิดความเสื่อม เพราะพวกนางก็หวีดร้องออกมาเป็นการอักเสบเรื้อรัง
ยกตัวอย่างเช่น ไขมันที่พอกตับ ซึ่งอาจเกิดได้จากน้ำตาลที่มากเกินไป ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมัน โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) และเมื่อไขมันพอกตับไปเรื่อยๆ ตับจะเริ่มอักเสบจนทนไม่ไหว หวีดร้องออกมาเป็นเอนไซม์ที่วัดได้ในผลเลือดเราที่เรียกกันเล่นๆ ว่าค่าตับ ถ้าค่าสูง อาจเป็นสัญญาณว่าตับกำลังสู้กับการอักเสบเรื้อรังอยู่นั่นเอง
น้ำตาลและน้ำตาลเทียม (สังเคราะห์) รวมถึงสารเคมีที่โดยปกติไม่เจอในห้องครัว ซึ่งมักอยู่ในอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Foods: UPFs) สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อาหารของบรรดาแบคทีเรียดีในลำไส้ (Probiotics) ตรงกันข้าม พวกมันทำลาย Probiotics ด้วยซ้ำ จนทำให้จุลินทรีย์ในลำไส้เสียสมดุล และทำให้ชั้นเมือกที่ปกป้องผนังลำไส้บางลง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของภาวะลำไส้รั่ว (Leaky Gut) ซึ่งเปิดทางสู่การอักเสบเรื้อรัง
อีกเรื่องที่อยากพูดถึงคือน้ำมัน อย่างที่เราทราบกันว่า น้ำมันมะกอกสกัดเย็นนั้นมีประโยชน์ เพราะมีโอเมก้า-9 (Omega-9) ช่วยให้ร่างกายต้านการอักเสบได้ แต่น้ำมันอีกกลุ่มหนึ่งที่เราใช้กันในครัวเรือน ในร้านอาหารทุกวัน คือน้ำมันพืช โดยเฉพาะน้ำมันที่สกัดจากเมล็ดพืช (Seed Oil) ซึ่งมีอัตราส่วนโอเมก้า-6 (Omega-6) สูงมาก เมื่อเทียบกับโอเมก้า-3 (Omega-3)
โอเมก้า-3 ดี มีประโยชน์ พบได้ในปลาแซลมอน ส่วนโอเมก้า-6 ก็ไม่ได้เลวร้ายด้วยตัวมันเองหากปริมาณไม่มากเกินไป เพราะทั้ง 2 โอเมก้าใช้กุญแจเดียวกัน (เอนไซม์กลุ่มเดียวกัน) ในการเปลี่ยนรูป โอเมก้า-3 เปลี่ยนเป็นสารต้านอักเสบ ส่วนโอเมก้า-6 เป็นสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบมากกว่าต้านอักเสบ ดังนั้นถ้าโอเมก้า-6 มีมากเกินไป เขาจะแย่งกุญแจเข้าห้องแปลงโฉมไปหมด จนโอเมก้า-3 เข้าห้องไปแต่งตัวบ้างไม่ได้ คราวนี้ก็มีแต่โอเมก้า-6 ที่เปลี่ยนรูปเป็นสารก่ออักเสบเสียส่วนใหญ่ และเราจะไม่มีโอเมก้า-3 มาช่วยกลายเป็นสารต้านอักเสบ ร่างกายจึงมีการอักเสบเรื้อรังไปเรื่อยๆ เพื่อลดการอักเสบ เราอาจต้องเริ่มจากการลดการบริโภคน้ำมันที่มีอัตราส่วนโอเมก้า-6 ต่อโอเมก้า-3 ที่สูงมากๆ และหันมาเพิ่มอาหารที่มีโอเมก้า-3 สูงๆ เช่น ปลาแซลมอน ซาร์ดีน ทูน่า
ส่วน UPFs จากการสำรวจผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรพบว่า แคลอรีที่ผู้ใหญ่ได้รับในแต่ละวันมากกว่าครึ่งมาจากอาหาร UPFs ส่วนในประเทศไทย แม้จะไม่มีข้อมูลให้เห็น แต่เราก็พอมองออกได้ไม่ยากว่า รอบตัวเราเต็มไปด้วยอาหารที่กระตุ้นการอักเสบทั้งสิ้น ทั้งอาหารที่ปริ่มไปด้วยน้ำตาล และอาหาร UPFs หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ร่างกายพังอย่างต่อเนื่อง เพราะการหลีกเลี่ยงอาหารเร่งอักเสบเรื้อรังนั้นยากเหลือเกิน
ชินนี่ไม่ได้กำลังจะกล่าวหาหรือชี้นิ้วไปที่ใครหรือผลิตภัณฑ์ใดๆ แต่กำลังจะดึงการตีตราออกจากคนที่กำลังประสบปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากการอักเสบเรื้อรัง ด้วยการตั้งคำถามว่า การที่ร่างกายพังอาจจะไม่ได้เป็นเพราะตัวคุณเอง 100% หรือเปล่า เพราะเรากำลังอยู่ในทะเลทรายแห่งอาหาร (Food Desert) ที่แม้จะมีอาหารมากมาย ก็ใช่ว่าอาหารเหล่านั้นจะดีต่อสุขภาพเสมอไป ยังไม่นับข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ เพราะอาหารเพื่อสุขภาพล้วนแพงกว่าอาหารเร่งอักเสบอย่างชัดเจน รวมถึงเวลาที่ไม่เอื้อให้หาซื้อและปรุงอาหารเหล่านั้น โดยเฉพาะคนเมืองที่ต้องเสียเวลาชีวิตอยู่บนท้องถนนหลายชั่วโมงต่อวัน
สำหรับชินนี่ ปัญหาทุกอย่างมีทางออก และมีหวังเสมอกับเรื่องสุขภาพ แม้การอักเสบเรื้อรังจะทำให้ร่างกายพัง แต่ธรรมชาติและร่างกายก็มีสิ่งที่เรียกว่าสารต้านอักเสบ มาช่วยให้ร่างกายเราปังค่ะ แล้วชินนี่จะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับตัวช่วยที่เรียกว่า Anti-Inflammation นี้ในบทความต่อๆ ไปกับคอลัมน์ Life, Actually
Tags: ค่าตับ, การอักเสบ, Acute Inflammation, เม็ดเลือดขาว, เซลล์, สุขภาพ, เซลล์ภูมิคุ้มกัน, น้ำตาล, Chronic Inflammation, อักเสบเรื้อรัง, ชินนี่ พิมพ์ลภัส, Life Actually, ไขมันพอกตับ




