1
ปี 2008 นักข่าวจากแดร์ ชปีเกิล (DER SPIEGEL) นิตยสารข่าวคุณภาพของเยอรมนี ถามคำถามชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยความดุดัน แม้อีกฝ่ายจะล่วงเข้าสู่วัยเลข 8 แล้ว แต่แววตาและชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน ทำให้ไม่อาจประมาทเขาได้ ซึ่งสกูปข่าวนี้จะถูกตีพิมพ์ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2008 และถูกนำไปใช้อ้างอิง จำกัดตัวตนให้กับบุรุษที่ให้สัมภาษณ์คนนี้ ‘จวบจนวันตาย’
“คุณฌักส์ แวร์เฌส์ ดูเหมือนคุณจะชอบเข้าหาพวกคนเลวมากนะครับ”
ชายที่หลงใหลซิการ์ท่อนโต ตอบกลับในบัดดลว่า “ธรรมชาติเป็นสิ่งโหดร้าย คาดเดาไม่ได้ สยดสยองแบบไร้เหตุผล แต่สิ่งที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์ คือความสามารถที่จะพูดแทนความเลวร้าย เพราะอาชญากรรมคือสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพของมนุษย์”
“มันเป็นการมองโลกที่สุดโต่งไปหน่อยนะครับ”
“มันเป็นการมองโลกตามความเป็นจริงต่างหาก”
นักข่าวแดร์ ชปีเกิลถามต่อ “คุณว่าความให้กับผู้รับผิดชอบการสังหารหมู่แบบเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ คุณถูกเรียกว่า ‘ทนายปีศาจ’ คุณคิดอย่างไรถึงไปทำคดีให้ลูกความพวกนี้”
“ผมเชื่อเสมอว่า ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใคร มีสิทธิได้รับการดำเนินคดีอย่างยุติธรรม ลูกความผมไม่ใช่ปีศาจ เขาเป็นมนุษย์ มี 2 ตา 2 มือ มีสถานภาพ และอารมณ์ความรู้สึก แต่สิ่งนี้แหละที่ทำให้พวกเขาดูน่ากลัว”
“คุณหมายความว่าอย่างไร”
“มีเรื่องที่น่าช็อกเกี่ยวกับฮิตเลอร์ เขาถูกตราหน้าว่าเป็นอสุรกาย แต่ก็เป็นคนที่รักหมามาก และจะจูบมือเลขาฯ ด้วยความสุภาพ เรารู้ได้จากหนังสือในยุคนั้น และภาพยนตร์ที่สร้างกันยุคหลัง สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับลูกความผมคือ การได้ค้นพบว่าอะไรทำให้พวกเขาทำสิ่งเลวร้ายนี้ขึ้น
“เพราะหนึ่งในหลักการของผมคือ ไม่มีหลักการ ดังนั้นผมจึงไม่เคยปฏิเสธลูกความแม้แต่คนเดียว”
นักข่าวรุกต่อทันทีว่า “แม้ว่าคนนั้นจะเป็น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์?”
“ต่อให้เป็นฮิตเลอร์ ผมก็จะว่าความให้เขา จะเป็นบิน ลาเดน ผมก็จะรับเป็นลูกค้า”
“ลูกความคนล่าสุดของคุณ คือ ‘เขียว สัมพัน’ อดีตผู้นำเขมรแดง ชายที่คุณเคยพบกันในอดีต และกำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” นักข่าวสวน
“ไม่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชาหรอก!”
“จริงเหรอ! แต่มี 1.7 ล้านคนตายจากระบอบเขมรแดงที่โหดร้ายนี้ในเวลาไม่ถึง 4 ปี”
“ตัวเลขมันเกินไปหน่อย เอาล่ะ มีการฆาตกรรมจริง มีการทรมาน แต่ทั้งหมดจะนิยามว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่ได้หรอก คนส่วนมากที่ตาย เกิดจากการป่วยไข้ และเสียชีวิตเพราะความหิวโหยเท่านั้น”
ชายชรายืนยันกับสื่อมวลชนว่า “ลูกความผมบางคนก็เป็นแค่เจ้าหน้าที่รัฐที่ทำตามหน้าที่ ผมแค่ดึงเอาด้านที่เป็นมนุษย์ออกมาเท่านั้น เพราะพวกเขาไม่ใช่ปีศาจอย่างที่ถูกตราหน้าแน่นอน
“และโปรดจำไว้ด้วยนะว่า ทนายความคนไหนที่รังเกียจอาชญากร ก็เหมือนกับหมอที่กลัวเลือด ไม่กล้าแม้แต่จะดูบาดแผลให้คนไข้นั่นแหละ”
ฌักส์เชื่อแบบนั้น
นั่นเพราะเขาไม่เคยรังเกียจลูกความที่เป็นอาชญากร ฆาตกร ผู้ก่อการร้าย และจอมเผด็จการ…
เขาจึงเป็นผู้ที่ได้รับสมญานามว่า ‘ทนายปีศาจ’ ตัวจริงแห่งโลกบิดเบี้ยวใบนี้
2
ฌักส์เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 1925 ในจังหวัดอุบลราชธานี เขากำเนิดก่อนจะมีประเทศไทยในปี 1939 เวลานั้น แผ่นดินที่เขาลืมตาดูโลกยังเป็นสยาม
พ่อเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลอาณานิคมฝรั่งเศส แม่เป็นหญิงเวียดนาม เด็กน้อยมีพี่น้องฝาแฝดอีกคน เมื่ออายุได้ 3 ขวบ แม่ก็ตายจาก ทิ้งไว้เพียงทรัพย์สินให้ดูต่างหน้า ในเวลานั้นฌักส์รู้สึกถึงความแปลกแยกของแม่กับคนขาว เขารู้สึกถึงอำนาจของลัทธิอาณานิคมที่แบ่งแยกคน และเริ่มเกลียดชังระบอบนี้ขึ้นเรื่อยๆ
“แม่ถูกทำให้อับอายโดยพวกอาณานิคม ผมเกลียดสิ่งนี้ และไม่ชอบการถูกดูหมิ่นและทำให้ขายขี้หน้า”
กระนั้นตลอดชีวิตของเขา เจ้าตัวไม่เคยสานสัมพันธ์กับญาติฝั่งแม่ เขาอาจจะเดินทางไปทั่วโลก แต่ไม่เคยไปเหยียบเวียดนามเลยแม้แต่ครั้งเดียว
นี่เป็นหนึ่งในความซับซ้อนหลายอย่างในตัวเขา
เมื่อมารดาจากโลก พ่อพาฝาแฝดไปอยู่เกาะซึ่งฝรั่งเศสยึดครองในมหาสมุทรอินเดีย เพราะการแต่งงานข้ามสีผิวเป็นเรื่องผิดกฎหมาย บิดาจึงถูกไล่ออกจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐ และเลี้ยงลูกตามลำพัง จนพวกเขาอายุได้ 17 ปี ฌักส์เดินทางกลับฝรั่งเศส ไปต่อสู้กับนาซีเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 2
ไม่มีใครรู้ว่าอีกหลายปีต่อมา เขาจะว่าความให้ศัตรูที่ตัวเองต่อต้านในวัยหนุ่ม
พลันที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบสิ้น เขาเรียนมหาวิทยาลัยปารีส คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาตะวันออก ที่นั่นเขาได้พบกับนักชาตินิยมหัวรุนแรงชาวกัมพูชา ทั้งเขียว สัมพัน และซาลอธ ซาร์ ซึ่งในเวลาต่อมาจะเป็นที่รู้จักในชื่อ พล พต
พวกเขาเหล่านี้รวมตัวกันในฐานะสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และฌักส์เป็นผู้นำต่อต้านอาณานิคมให้กับนักศึกษาด้วย
ฌักส์เล่าถึงพล พตว่า “เขาเป็นเด็กหนุ่มสุภาพที่หลงรักบทกลอนจากกวีฝรั่งเศส เป็นคนมีเสน่ห์ แถมยังชอบสร้างเสียงหัวเราะอีกด้วย
“โดยในเวลานั้น พวกเขาก็แค่หาต้นแบบในการต่อสู้เพื่อเอกราชของประเทศตัวเอง และพวกเขาเลือกวิธีการแบบคอมมิวนิสต์”
ชายลูกครึ่งเวียดนาม-ฝรั่งเศสเรียนจบมหาวิทยาลัย ก่อนจะสอบผ่านเป็นทนายความในปี 1957 จากนั้นจึงเริ่มสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในทันที โดยการว่าความให้กับหญิงสาวที่เป็นสมาชิกกลุ่มแนวหน้าปลดปล่อยแห่งแอลจีเรีย เธอวางระเบิดคาเฟ่และบาร์ มีคนเสียชีวิต 11 ราย
“ถ้าเป็นปัจจุบัน เธอจะถูกนิยามว่า ผู้ก่อการร้าย”
ฌักส์ว่าความให้หญิงสาว โดยบอกว่า ระหว่างถูกคุมขัง เธอถูกทรมาน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผู้นำฝ่ายซ้ายทั่วโลกเรียกร้องกดดันฝรั่งเศส จนผู้ต้องหาคนนี้รอดจากการถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตีนได้สำเร็จ
พลันที่ได้รับอิสรภาพ หญิงสาวแต่งงานกับทนายความที่ช่วยเหลือเธอทันที ทั้งสองมีลูกด้วยกัน 2 คน
การช่วยให้ภรรยารอดจากการถูกประหารชีวิต ทำให้ชายหนุ่มมีชื่อเสียง เขาเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามตามคนรัก แต่ทุกฝ่ายรู้ดีว่า มันเป็นการทำเพื่อภาพลักษณ์มากกว่า
“ผมไม่เคยเห็นเขาแสดงออกในเรื่องนี้สักครั้งเดียว” เพื่อนสนิทฌักส์กล่าว
ช่วงเวลานั้น ทนายหนุ่มกับภรรยาก่อตั้งนิตยสารเกี่ยวกับการปฏิวัติ แต่อยู่ดีๆ ในปี 1970 เขากลับทิ้งเมียกับลูก ก่อนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ผ่านไป 8 ปี เจ้าตัวจึงกลับมาทำงานเป็นทนายความอีกครั้ง โดยไม่เคยไขความกระจ่างว่า เกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลานั้น จึงกลายเป็นช่องว่างและคำถามตัวโตๆ ที่ไม่เคยได้รับคำตอบ
“สิ่งที่ทำให้ผมชื่นใจมากคือ ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนรู้ได้ว่าผมหายไปไหนมา บ้างก็ว่าผมไปอยู่กับเขมรแดงที่กัมพูชา ไปอยู่กับปาเลสไตน์ ไปจีน หรือก็แค่อยู่ฝรั่งเศส
“ในตอนนั้น ผมอ่านข่าวที่สื่อเขียนว่าผมตายไปแล้วด้วยความเพลิดเพลินเป็นอย่างยิ่ง”
3
การกลับมาเป็นทนายใหม่ครั้งนี้ ฌักส์ดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านั้น เขาเป็นพวกฝ่ายซ้าย ศรัทธาการปฏิวัติ และเลือกจำเลยที่เชื่อในคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อรับว่าความอีกคราว เขาเลือกลูกความที่เป็นพวกฝ่ายขวามากขึ้น เป็นอดีตนาซี เป็นฆาตกร เป็นอาชญากรตัวร้าย หรือเป็นผู้นำเผด็จการ
ครั้งหนึ่งเขาอาสาจะว่าความให้กับ ซัดดัม ฮุสเซน หลังโดนสหรัฐฯ จับตัวได้ แต่ครอบครัวของซัดดัมปฏิเสธ
สิ่งนี้คือความเปลี่ยนแปลงของชายหนุ่มหลังการหายตัว แม้กระทั่งเพื่อนสนิทยังตกใจที่เขาว่าความให้อดีตนาซีที่มีส่วนร่วมส่งคนไปยังค่ายกักกัน
“ผมรักเขานะ แต่กับเรื่องนี้ผมโกรธเขามาก”
กระนั้นฌักส์เน้นย้ำให้เห็นว่า สิ่งที่ลูกความเขากระทำ ไม่ได้ต่างจากเจ้าหน้าที่รัฐในประเทศที่ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 เลย
“พวกคนขาวกระทำต่อชนพื้นเมืองและประเทศอาณานิคมเลวร้ายกว่านี้มาก ไม่เห็นโดนอะไรเลย”
อย่างไรก็ดี ไม่มีคดีความไหนที่จะทำให้เขาโด่งดังยิ่งขึ้นไปอีกเทียบเท่ากับคดีในปี 2008 เมื่อเขาว่าความให้กับเพื่อนสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยในฝรั่งเศสอย่างเขียว สัมพัน
“เขียวเป็นคนที่ฉลาด ปราดเปรื่องมาก เขามาเรียนด้วยทุนกษัตริย์กัมพูชานะ ตอนผมว่าความให้ เราไปนั่งคุยกันที่ชายแดนนานหลายวัน ตอนที่เขมรแดงปกครอง ตำแหน่งที่เขาเป็นไม่ได้มีอำนาจอะไรเลย และเขียวไม่ใช่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบในความตายของประชาชนกัมพูชา
“เขาเป็นคนสุภาพ และเป็นผู้บริสุทธิ์”
ในการต่อสู้คดี เขาโยนความผิดต่อมวลมนุษยชาติทั้งหมดให้กับชายที่เคยบอกว่ามีเสน่ห์ สุภาพ ร่ำรวยอารมณ์ขันอย่าง พล พตแทน เพราะอีกฝ่ายตายไปตั้งแต่ปี 1998 แล้ว
แต่สุดท้าย ศาลมีคำพิพากษาให้ เขียว สัมพันมีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนกัมพูชา และต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเจ้าตัวยังคงชดใช้คำตัดสินนี้ในเรือนจำตราบจนปัจจุบัน
แม้วิธีการสู้คดีของฌักส์จะเต็มไปด้วยความดุเดือด มุ่งเน้นปมการเมือง พยายามเปลี่ยนความจริง บิดมุมมอง ทำลายอำนาจชอบธรรมของอัยการ ผู้พิพากษา และศาล กระนั้นก็มีหลายคดีเหมือนกัน ที่เขาทำแบบนี้แล้วผลไม่เป็นคุณกับจำเลย หลายคราลูกค้าเขาต้องโทษติดคุก
กระนั้น เบื้องหลังการว่าความให้ฆาตกรเหล่านี้ โดยเฉพาะอดีตนาซี เปิดเปลือยบทบาทของฝรั่งเศสในช่วงเวลานั้นที่แอบหลับตาข้างหนึ่งในยุคที่ถูกเยอรมนียึดครอง โดยการยอมส่งพลเมืองของตัวเองที่เป็นยิวขึ้นรถไฟไปถูกฆ่าเป็นจำนวนมาก
“แม้หลายคนจะรังเกียจเขา แต่คุณูปการของเจ้าตัวคือ ชี้ให้เห็นความจริงทางประวัติศาสตร์ที่น่าขยะแขยงนี้”
ฌักส์มักจะเน้นย้ำกับนักข่าวเสมอว่า ถ้าคนที่ถูกกล่าวหาโดนตราหน้าว่าคือปีศาจ เราจะเลิกสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา และถ้าสังคมปล่อยผ่าน เราก็จะเจอเรื่องอุบาทว์แบบนี้สืบไป
“ดังนั้น ถ้าสังคมเรียนรู้ตระหนักถึงเหตุการณ์เหล่านี้ อนาคตเราจะได้ไม่พบเรื่องเลวร้ายแบบเดิมๆ อีก”
4
วันที่ 16 สิงหาคม 2013 ฌักส์เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย ขณะเตรียมรับประทานอาหารเย็นกับมิตรสหาย เวลา 20.00 น. จึงเป็นการปิดฉากชีวิตสุดอื้อฉาวด้วยวัย 88 ปี ในบ้านพักกรุงปารีส ซึ่งครั้งหนึ่งนักเขียนชื่อดังอย่างวอลแตร์ (Voltaire) เคยอาศัยอยู่
สื่อมวลชนจำนวนหนึ่งแซวว่า “เป็นอีกครั้งที่เขาหายตัวไปอีกแล้ว และเหมือนเดิม เราจะไม่มีวันรู้ว่าฌักส์ไปอยู่ที่ไหน”
ชีวิตของชายคนนี้เต็มไปด้วยสีสัน แต่สิ่งหนึ่งที่เขาทิ้งไว้ให้กับโลกคือ การต่อสู้คดีที่เขาทำ หลายครั้งมันทำให้วงการนิติศาสตร์และกฎหมายต้องครุ่นคิด และกลับมามองบทบาทของทนายปีศาจคนนี้อยู่ตลอด
“ฌักส์มักจะบอกว่า ความงดงามของการพิจารณาคดี วัดได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ไม่ใช่คำพิพากษาที่ถูกตัดสินไป”
อย่างไรก็ดี บางส่วนของสังคมยังมองเขาอย่างรังเกียจบ้าง ประณามก็มีเยอะ ด่าทอก็เต็มเกลื่อนไปหมด มนุษย์คนหนึ่งจะซับซ้อนและมากสีสันถึงเพียงนี้ได้อย่างไร เป็นฝ่ายซ้าย เป็นนักสู้ชาตินิยม เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นทนายความให้ฆาตกร ช่วยเหลือฝ่ายขวา ตอบโต้ให้เผด็จการ
นี่คือความซับซ้อนของชีวิตที่เจ้าตัวเป็น และนี่คือสิ่งที่เขาพยายามจะบอกคนทั้งโลก ผ่านการเป็นทนายให้ลูกความตัวเองว่า อีกฝ่ายไม่ได้เป็นเพียงแค่คนเลวเท่านั้น แต่ยังมีอีกมุมให้ตระหนักถึงความเป็นมนุษย์เสมอ
ทนายผู้นี้มีหลายอย่างที่ขัดแย้งกันเอง ตอนว่าความ เขาก้าวร้าวดุดัน แต่ทุกคนยืนยันว่า ตัวจริงแสนสุภาพและถ่อมตัวเป็นอย่างยิ่ง ไม่ได้แตกต่างจากใครอื่นในโลกใบนี้เลย เพียงแต่สิ่งที่เขาทำยังเป็นที่ถกเถียง แต่ทุกความตั้งใจของลูกครึ่งเวียดนาม-ฝรั่งเศสผู้นี้ คือการย้ำเตือนความสำคัญของกระบวนการทางกฎหมายที่ระบุไว้ว่า
“หากจำเลยถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลว ไม่มีใครยอมเป็นทนายสู้คดีให้ มันจะเป็นกระบวนการยุติธรรมที่สมบูรณ์ได้อย่างไรเล่า”
และนั่นคือหน้าที่ของทนายปีศาจผู้นี้
…ฌักส์ แวร์เฌส์…
อ้างอิง:
– https://www.france24.com/en/20130816-france-devils-advocate-lawyer-jacques-verges-dies
– https://www.theguardian.com/world/2013/aug/16/jacques-verges
– https://www.theguardian.com/world/2008/may/15/france.internationalcrime?CMP=twt_gu
– https://www.bbc.com/news/world-europe-23726329
Tags: ทนายปีศาจ, Jacques Vergès, เขมรแดง, Haunted History




