1.

“ฉันไม่เคยลืมวันนั้นเลย มันเป็นเดือนมีนาคม 1995 ฉันเพิ่งกลับจากโรงเรียน แล้วแม่ก็เรียกคุย ก่อนบอกว่าพ่อติดคุก น้องฉันถามว่าจากเรื่องอะไร แม่บอกเพียงว่า คดีฆาตกรรม”

เมลิซซา มัวร์ (Melissa Moore) รำลึกความหลัง เธอจำได้ว่าพอได้ยินก็ถึงกับเข่าทรุด ในหัวสับสนไปหมด พ่อไม่มีปืน ดังนั้นจึงยิงใครไม่ได้แน่ แล้วพ่อฆ่าใครตายด้วยเหตุผลอะไรล่ะ แม่ของเมลิซซาไม่ได้บอกอะไรมากกว่านั้น เธอกับน้องๆ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทราบเพียงว่าพ่อติดคุกเพราะฆ่าคน ตอนนั้นเด็กหญิงคิดว่าแม่ต้องการปกป้องพวกเธอ อย่างไรก็ดีเมื่อย้อนนึกถึงพ่อ เมลิซซาก็คิดว่าพ่อน่าจะต้องบีบคอฆ่าคนแน่นอน ด้วยพฤติกรรมแปลกประหลาดบางอย่าง

หลายวันต่อมาเธอไปห้องสมุดเพื่อหาดูข่าวเกี่ยวกับพ่อ พาลนึกย้อนว่าเคยเห็นพ่อฆ่าลูกแมวเล่นแล้วเอาศพไปแขวนกับที่หนีบผ้า เธอจำได้ว่าตอนน้องเธอเล่นกับแมว พ่อจะกระชากแมวออกแล้วบีบคอฆ่าทิ้งเสีย

ครั้งหนึ่งพ่อพาลูกๆ ไปเที่ยวน้ำตกแห่งหนึ่ง ระหว่างทางกลับบ้าน พ่อเล่าเรื่องศพที่ถูกพบในจุดนี้ พ่อเล่ารายละเอียดที่มากไปกว่าที่ข่าวนำเสนอ พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้พวกเธอหวาดกลัวพ่อมาก ภายในรถ ลูกๆ ได้เห็นอุปกรณ์บางอย่างเช่น เทปกาวและซองบุหรี่จำนวนมาก ทั้งที่พ่อไม่ใช่คนสูบบุหรี่ เมื่อน้องถามว่าบุหรี่พวกนี้มาจากไหน พ่อตอบสั้นๆ

“ของผู้หญิงที่พ่อรับขึ้นรถมานะลูก”

เมื่อค้นข้อมูลในห้องสมุด สิ่งที่ทำให้เมลิซซาตกใจมากขึ้นไปอีก ก็คือเรื่องราวของพ่อซึ่งฆ่าคนไปถึง 8 ศพด้วยกัน  — พ่อเธอเป็นฆาตกรต่อเนื่องสุดโหด

นี่คือเรื่องราวของพ่อ ชีวิตของพ่อ ตัวตนที่แท้จริงของ คีธ ฮันเตอร์ เจสเปอร์สัน (Keith Hunter Jesperson) เจ้าของฉายา ‘นักฆ่าหน้าเปื้อนยิ้ม’

2.

22 มกราคม 1990 ชายคนหนึ่งปั่นจักรยานออกกำลังกายอยู่บนทางหลวงใกล้กับเมืองพอร์ตแลนด์ สหรัฐอเมริกา เขาพบศพผู้หญิงถูกทิ้งไว้ริมทาง เมื่อตำรวจมาตรวจสอบก็พบว่าศพถูกข่มขืนและฆ่ารัดคอ พวกเขาพบเอกสารประจำตัว นำไปสู่การสืบสวนในคดีทันที

บาร์เทนเดอร์ของร้านเหล้าแห่งหนึ่งเผยว่าเขาเห็นผู้ตายนั่งอยู่ในบาร์ก่อนหายตัวไป เธอจิบเบียร์คุยกับหนุ่มๆ สลับกับลุกไปเล่นพูล ก่อนหายออกไปกับใครบางคน 

หลายสัปดาห์ผ่านไป ตำรวจบุกจับกุม ลาเวิร์น พาวลิแน็ก (Laverne Pavlinac) พยาบาลหญิงวัย 57 ปีที่แจ้งว่าเธอร่วมกับแฟนหนุ่ม คือ จอห์น ซอสนอฟสกี้ (John Sosnovske) วัย 39 ปีฆ่าหญิงสาวคนดังกล่าว ด้วยความที่เธอสามารถเล่าถึงเรื่องราวขณะพบศพให้กับเจ้าหน้าที่อย่างละเอียด ทั้งสองจึงถูกแจ้งข้อหาทันที โดยจอห์นให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ก่อเหตุแต่อย่างใด

ต่อมาที่ห้องน้ำในท่ารถใกล้กับจุดเกิดเหตุ ปรากฏข้อความว่า 

“กูนี่แหละที่ฆ่า กูนี่แหละทุบเธอจนตาย ข่มขืนเธอ และชอบมันด้วย ใช่ กูป่วย แต่กูสนุกสุดๆ เลยด้วย มีการจับแพะสองคน ดังนั้นกูจะฆ่าคนอีก”

จากนั้นก็มีการลงลายเซ็นเป็นรูปวงกลม มีการวาดตา วาดปากกำลังยิ้ม ทีแรกมีหนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับนำเสนอข่าวนี้ แต่หลายคนไม่ให้น้ำหนักมากพอ คล้ายเป็นเรื่องไร้สาระ แม้พาวลิแน็กจะกลับคำให้การในชั้นศาลด้วยการปฏิเสธเรื่องการช่วยแฟนฆ่าคน แต่เหล่าลูกขุนก็ตัดสินให้เธอในข้อหาร่วมกันฆาตกรรมหญิงสาว ต้องโทษจำคุก 15 ปี ส่วนแฟนหนุ่มถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

ในเวลาต่อมาทั้งสองถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำ หลังพบหญิงสาวถูกฆาตกรรมเป็นจำนวนมาก ข้อความในห้องน้ำได้รับการพิจารณาอีกครั้ง สุดท้ายพบว่าพาวลิแน็กแต่งเรื่องขึ้น โดยเอาข้อมูลมาจากหนังสือพิมพ์ที่อ่าน และเหตุผลที่แจ้งตำรวจแบบนั้นก็เพื่อหนีจากแฟนหนุ่มที่ชอบทำร้ายร่างกายเธออยู่ประจำ

วันหนึ่ง มีจดหมายส่งมาถึงนักข่าวในรัฐโอเรกอน ก่อนจะถูกส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อความจดหมายย้ำว่าตัวเองคือฆาตกรตัวจริงที่สังหารหญิงสาว พร้อมให้รายละเอียดเชิงลึกที่มีแต่นักสืบเท่านั้นที่จะทราบได้ คนเขียนย้ำว่าเขาได้ก่อเหตุฆ่าหญิงสาวอีกหลายศพ สุดท้ายลายเซ็นของจดหมายปรากฏภาพวงกลมมีดวงตาและปากกำลังยิ้มเหมือนกับที่ตำรวจพบในห้องน้ำของท่ารถเมื่อหลายปีก่อน ทุกอย่างจึงถูกเชื่อมโยงกันอีกครั้ง

คราวนี้นักข่าวจึงตั้งฉายาให้กับฆาตกรรายนี้ตามลายเซ็นที่เขาลงชื่อว่า …นักฆ่าหน้าเปื้อนยิ้ม

3.

วันที่ 11 มีนาคม 1995 ตำรวจพบศพหญิงสาวถูกนำมาทิ้งไว้ริมถนน เมื่อทราบชื่อทุกอย่างแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือตามหาแฟนหนุ่มของผู้ตาย ก่อนจะพบตัว คีธ ฮันเตอร์ เจสเปอร์สัน เมื่อคุมตัวมาสอบปากคำ ชายหนุ่มก็เปิดปากรับสารภาพทันทีว่าคือคนฆ่า เขาถูกคุมตัวมาดำเนินคดีอย่างฉับไว

แต่ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ตำรวจได้รับจดหมายจากคีธที่เขียนถึงน้องชายบอกโดยเล่าว่าได้ฆ่าหญิงสาวไป 8 คนด้วยกัน ตำรวจจึงค้นหลักฐานและเข้าไปสอบปากคำชายหนุ่มร่างใหญ่ในเรือนจำ คีธเปิดปากรับสารภาพแทบจะทันที ทั้งยังอ้างว่าได้ฆ่าผู้หญิงไปถึง 160 คน อย่างไรก็ดีมีหลักฐานดำเนินคดีเพียงแค่ 8 รายเท่านั้น

ดูเหมือนการเป็นฆาตกรต่อเนื่องของคีธ จะสร้างความชอบให้เจ้าตัวอย่างมาก เขาให้สัมภาษณ์สื่อ พยายามจะเขียนแนะนำวิธีการเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ชายหนุ่มเรียกตัวเองว่า ‘นักฆ่าหน้าเปื้อนยิ้ม’ ด้วยความภาคภูมิใจ ศาลตัดสินจำคุกคีธตลอดชีวิต เป็นเรื่องเหลือเชื่อมากที่เขารอดพ้นโทษประหารมาได้

ขณะอยู่ในเรือนจำมีสื่อจำนวนมากอยากสัมภาษณ์เขา จนทางเรือนจำต้องยกเลิกการสัมภาษณ์แบบเจอหน้า ขอให้เป็นการพูดคุยทางโทรศัพท์แทน คีธยอมรับว่าก่อเหตุฆ่าหญิงสาวทั้ง 8 คนด้วยตัวเอง และเป็นคนเขียนตัวหนังสือที่ห้องน้ำในท่ารถ เป็นคนเขียนจดหมายถึงสื่อ เขายอมรับว่าศพแรกเขาจีบหญิงสาวที่บาร์ ชวนเธอเล่นพูล ก่อนจะพากลับบ้านแล้วลงมือข่มขืนและบีบคอจนตาย จากนั้นก็กลับมาดื่มเบียร์ที่บาร์อย่างสบายใจ เมื่อร้านปิดจึงนำศพหญิงสาวขึ้นรถไปทิ้งนอกเมือง

นี่คือลักษณะที่เขาทำหลายครั้ง การเข้าไปพูดคุยกับหญิงสาวแปลกหน้า จีบเธอ รับขึ้นรถแล้วพาไปฆ่า รูปแบบการฆ่าคือบีบคอให้ตาย คีธมีรูปร่างใหญ่มาก เขาพบว่าการฆ่าด้วยวิธีนี้มันเหมาะสมกับตัวเองที่สุด เวลาลงมือกับเหยื่อรายที่สองและเหยื่อรายต่อๆ ไป จึงใช้วิธีนี้เสมอ

คีธเผยว่าการฆ่านั้นเกิดขึ้นหลังจากการหย่าร้างกับแม่ของเมลิซซานั่นเอง มันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตชายคนนี้ คีธเคยฝากไปบอกญาติคนตายว่า 

“เสียใจนะ จริงๆ ก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นหรอก เราลืมๆ มันไปได้ไหม”

นักข่าวที่สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกับช็อก 

“ลืมๆ มันไปเหรอค่ะ?”

“ใช่ครับ ผมก็อยากย้อนเวลา แต่ทำไม่ได้ มันเกิดขึ้นไปแล้ว”

4.

เมื่อตรวจประวัติคีธพบว่าเกิดที่แคนาดา มีวัยเด็กอันยากลำบาก ถูกพ่อทุบตี ไปโรงเรียนก็โดนรังแกเพราะความอ้วนเทอะทะ ชีวิตก็เหมือนกับฆาตกรต่อเนื่องหลายคนที่มีปูมหลังเลวร้าย แล้วชอบไประบายด้วยการทรมานสัตว์เล็ก เช่นการฆ่าแมว พออายุได้ 5 ขวบ คีธก็ทำร้ายร่างกายเพื่อนนักเรียนสองคนด้วยกัน 

ชายหนุ่มไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย พอจบม.ปลาย ก็แต่งงานแล้วทำงานเป็นคนขับรถบรรทุก มีครอบครัวอบอุ่น มีลูก 3 คน เมลิซซาเป็นลูกสาวคนโต ระหว่างนั้นคีธมักจะชอบทรมานและฆ่าแมวเป็นประจำ นั่นเป็นสิ่งที่ลูกๆ เห็นและหวาดกลัวมาก ผ่านไป 15 ปีการแต่งงานจบลงที่การหย่าร้าง ทำให้คีธหันมายกระดับจากการฆ่าแมวเป็นฆ่าคน เขาฆ่าหญิงสาว 8 คนในเวลา 5 ปี ก่อเหตุไปทั่วอเมริกาจนโดนจับกุมตัวได้ในที่สุด

ช่วงเวลาเป็นฆาตกรต่อเนื่องนั้น คีธมักจะมารับลูกๆ ไปเที่ยว และนอนค้างที่บ้านเป็นปกติ ลูกๆ ทั้งสามคนเติบโตมาโดยรู้ว่าพ่อน่าจะมีความลับอะไรบางอย่างซุกซ่อนเอาไว้ เพราะบางทีก็พูดเรื่องการฆาตกรรมอย่างไรไม่ให้ถูกจับได้ มันทำให้ลูกๆ กลัว แต่ก็ไม่มีใครคิดอะไร เพราะนี่คือพ่อที่รักพวกเธออย่างสุดจิตสุดใจ จนกระทั่งความจริงปรากฏ

ในเรือนจำ คีธใช้เวลาว่างวาดรูปศิลปะ ส่วนใหญ่เป็นรูปปีศาจ เขาไม่ขายเอากำไร แต่ผลงานเหล่านั้นถูกนำไปเปิดขายในเว็บไซต์โดยระบุด้วยว่าถูกรังสรรค์โดยนักฆ่าหน้าเปื้อนยิ้ม

5.

เมลิซซาโตมาด้วยความปวดร้าวเมื่อรู้ความจริงเกี่ยวกับพ่อของตัวเอง พอเรียนม.ปลาย ทุกคนในโรงเรียนรู้ดีว่าเธอเป็นลูกใคร พ่อแม่ของเพื่อนสั่งห้ามไปยุ่ง ห้ามพูดคุยหรือคบหา เธอใช้ชีวิตอย่างทุกข์ระทมด้วยการกระทำของพ่อ ยังดีที่เมลิซซาและน้องๆ พอจะตั้งหลักและสามารถมีชีวิตปกติสุข เมลิซซาแต่งงานกับสามีที่ดี มีลูกสาวน่ารัก 

วันหนึ่ง ลูกกลับจากโรงเรียนอนุบาลแล้วถามเธอว่า “ทุกคนก็มีพ่อด้วยกันทั้งนั้น แล้วพ่อของแม่อยู่ไหนคะ”

นั่นเป็นการเปิดประตูแห่งความลับที่เมลิซซาปิดขังไว้หลายปี ถึงตอนนี้เธอต้องเลือกว่า จะเปิดมันออกมาอีกครั้งหรือขังมันไว้แบบเดิม

หลังจากครุ่นคิดถึงคำพูดของลูกสาว ในที่สุดเมลิซซาจึงเลือกเผชิญหน้ากับมัน ด้วยการย้อนกลับไปสำรวจความเจ็บปวดและเริ่มให้สัมภาษณ์กับสื่อ พ่อของเธอคือปีศาจ นี่คือสิ่งที่ครอบครัวของเหยื่อประณามไว้ พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมคีธถึงไม่ถูกประหารชีวิต พลันที่เมลิซซาออกสื่อ จดหมายจำนวนมากก็ถูกส่งมาให้กำลังใจเธอ — ลูกสาวคนโตของคีธ เธอตัดสินใจเดินทางไปพบครอบครัวเหยื่อเพื่อรับฟังความเจ็บปวดจากการกระทำของพ่อ

หลังจากนั้นเมลิซซาเริ่มเขียนหนังสือถึงชีวิตที่มีพ่อเป็นฆาตกรต่อเนื่อง หนังสือได้รับความนิยมอย่างดี ครอบครัวเหยื่อนักฆ่าหน้าเปื้อนยิ้มต่างเห็นใจและเข้าใจเธอ 

เมลิซซามีกำลังใจขึ้นหลังจากการปลดปล่อยความลับอันน่าละอายออกมา ไม่นานเธอก่อตั้งเครือข่ายที่มีคนร่วมกว่า 300 คน ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเหยื่อที่ถูกฆาตกรต่อเนื่องสังหาร บางครั้งมีลูกของฆาตกรสุดโหดเขียนมาขอบคุณหนังสือของเมลิซซาว่ามันทำให้ลูกๆ ของฆาตกรต่อเนื่องหลายคนมีแรงใจในการดำรงชีวิตต่อ เพราะเมลิซซาคือตัวอย่างที่ทำให้คนที่มีพ่อเป็นฆาตกรต่อเนื่องนั้นเข้มแข็ง จากเคยคิดฆ่าตัวตายก็ลุกสู้ใหม่ กล้าบอกเล่าเรื่องราวความเลวร้ายของพ่อตัวเองออกมา

สำหรับเมลิซซาแล้ว เธอชั่งใจอยู่นานว่าจะไปเยี่ยมพ่อในคุกดีหรือไม่ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้คุยกับปู่ซึ่งเล่าว่าตัวคีธฝันถึงการฆ่าลูกๆ ของเมลิซซา มันปลุกคำถามที่มีมาตลอดว่าพ่อเคยคิดจะฆ่าเธอและน้องๆ บ้างไหม นั่นทำให้เธอตัดสินใจไม่พบพ่ออีกต่อไป เธอจะไม่มีวันให้เขาเอาชนะเธอได้หลังผ่านไปหลายปีที่เมลิซซาพยายามต่อสู้จนยอมรับความจริงได้ว่าดีเอ็นเอพ่ออยู่ในตัวเธอส่วนหนึ่ง แต่ไม่มีวันที่ลูกสาวคนนี้จะเดินตามรอยความโหดเหี้ยมอย่างแน่นอน

เมื่อหนังสือของเมลิซซาโด่งดัง คีธเขียนจดหมายมาหาลูกสาว บอกว่าตัวเองคือพ่อที่ดี แต่ถ้อยคำในจดหมายนั้น คีธไม่เคยขอโทษกับความผิดที่ก่อเลย เขาบอกเพียงว่ามันคือการตัดสินใจผิดพลาดเพียงแค่ 8 ครั้ง นั่นคือสิ่งที่เขาเรียกการฆาตกรรมและการตัดสินใจที่ผิดพลาด พอได้อ่านจดหมายนี้จนจบ เมลิซซาก็สรุปเรื่องราวของพ่อตัวเองได้ว่า

“ฉันไม่เคยรู้สึกใกล้ชิดกับครอบครัวเหยื่อมากขนาดนี้มาก่อนเลย ฉันไม่คิดว่าพวกเขาได้รับความยุติธรรมเพียงพอ แต่อย่างน้อยฉันก็แน่ใจว่า พ่อได้อยู่ในที่ที่ควรอยู่แล้ว ที่ซึ่งเขาจะออกมาทำร้ายใครไม่ได้อีกต่อไป”

ข้อมูลอ้างอิง

1.https://www.nydailynews.com/true-crime-justice-story/ny-happy-face-killer-20200830-e6avx5575bcyhd6ohh5nvka5ia-story.html

2.https://www.vice.com/en/article/y3zmqy/how-it-felt-learning-my-dad-is-a-serial-killer

3.https://www.bbc.com/news/magazine-29835159

4.https://abcnews.go.com/2020/video/happy-face-killer-describes-killing-victim-32377326

Tags: , ,