1

“พวกเขากำลังรมแก๊สเราแล้ว รัฐบาลไม่ต้องการให้ใครมีชีวิตรอด”

57 ชั่วโมงก่อนหน้านี้…

สเวตลานา กูบาเรวา (Svetlana Gubareva) อายุ 35 ปี คิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงโชคดีสุดในโลก ในวันพุธที่ 23 ตุลาคม 2002 เจ้าตัวได้รับวีซ่าจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา นั่นทำให้เธอกับลูกสาววัย 13 ปีจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่ดีกว่าบ้านเกิดอย่าง ‘รัสเซีย’ แน่นอน

ทุกอย่างจะไม่งดงามเช่นนี้ หากปราศจากการรับรองของแฟนหนุ่ม แซนดี้ อลัน บุกเกอร์ (Sandy Alan Booker) คู่หมั้นชาวอเมริกันวัย 49 ปี เขาเป็นวิศวกรจากรัฐโอคลาโฮมา ทั้งสองพบกันที่มอสโก เริ่มตกหลุมรัก ออกเดต และเตรียมจะแต่งงานกัน พร้อมย้ายไปอยู่ที่สหรัฐฯ

กูบาเรวา ลูกสาว และแฟนหนุ่ม ตัดสินใจฉลองเรื่องนี้ด้วยการซื้อตั๋ว 3 ใบสุดท้าย เพื่อเข้าชมละครเพลงเรื่อง Nord-Ost ซึ่งแปลว่าตะวันออกเฉียงเหนือ ในโรงละครดูบรอฟกา (Dubrovka Theatre) ห่างจากพระราชวังเครมลิน อันเป็นที่ทำงานของประธานาธิบดีคนใหม่ วลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ซึ่งเพิ่งดำรงตำแหน่งนี้ได้ 2 ปี เพียง 4 กิโลเมตรเท่านั้น

ทั้งสามเข้าไปนั่งชมละครเวทีสุดวิจิตรน่าประทับใจร่วมกับคนอื่นๆ รวมกว่า 900 ชีวิต

วันแห่งความสุขกับการชมเหล่านักแสดงออกมาร้องรำ เต้น และบอกเล่าถึงความภาคภูมิใจ ผ่านเรื่องราวสดุดีการรักชาติและความสัมพันธ์อันงดงาม

กูบาเรวา แฟนหนุ่มอเมริกัน และลูกสาว ต่างล้นปรี่ด้วยความพอใจเป็นอย่างยิ่ง

ไม่มีใครตระหนักแม้แต่นิดเลยว่า หายนะครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น

2

หลังละครหยุดพักเมื่อจบองค์ 1 ผู้ชมต่างออกไปเข้าห้องน้ำ จนกระทั่งนาฬิกาบอกเวลา 21.00 น. จึงได้ฤกษ์กลับเข้ามานั่งที่เดิม ขณะที่การแสดงองค์ 2 กำลังจะเริ่มขึ้น ด้วยเครื่องบินประกอบฉากที่เตรียมร่อนลงมาอย่างตระการตา

ที่ด้านนอก รถยนต์ 3 คันขับเข้ามาจอดประชิดหน้าโรงมหรสพดูบรอฟกา ชายหญิงหลายสิบคนลงจากรถพร้อมปืน AK และระเบิด ทุกคนสวมชุดลายพราง คลุมหน้าด้วยโม่งสีดำ ทั้งหมดกรูเข้าไปในอาคาร เปิดประตูอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่ตัวแทนของกลุ่มจะรีบวิ่งขึ้นไปบนเวที

“เราคิดว่านี่คือส่วนหนึ่งของการแสดง” กูบาเรวาบอกกับนักข่าวหลายปีให้หลัง

“พวกเราคือชาวเชเชน และพวกเรากำลังทำสงคราม”

เสียงประกาศของชายหนุ่มวัยไม่ถึง 30 ปีดังก้อง เขาคือหัวหน้าของคนเหล่านี้ ขณะที่ผู้ชมยังอึ้งและมึนงง ใครสักคนก็ชูปืนกลแล้วลั่นกระสุนใส่เพดานทันที

“ยังไม่เข้าใจอีกหรือว่าเกิดอะไรขึ้น”

ผู้ชมในโรงละครทั้งหมดตื่นตะลึง นี่คือสถานการณ์จับตัวประกัน บางคนที่ยังไม่ทันเข้ามานั่งประจำที่หลบหนีได้ทัน ก่อนจะวิ่งไปแจ้งตำรวจ 

ทางการรีบระดมกำลังมา ก่อนจะเจอเสียงปืนกลรัวสนั่น ทำให้ต้องล่าถอย นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น แต่คือการก่อการร้ายของกลุ่มกบฏเชเชน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ และเวลานั้นกำลังต่อสู้กับกองทัพรัสเซียอย่างดุเดือด

“เงื่อนไขของเรามีข้อเดียว” หัวหน้าชุดจับตัวประกันบอกกับเจ้าหน้าที่ “ทหารรัสเซียต้องถอนทัพจากเชเชนทันที ไม่อย่างนั้นเราจะฆ่าทุกคน”

ประธานาธิบดีปูตินในวัย 50 ปีรับรู้ข่าวร้าย เขาสั่งการให้รีบจัดการปัญหานี้โดยด่วน พร้อมย้ำว่าข้อเรียกร้องของผู้ก่อเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีวันต่อรองได้ เพราะรัสเซียจะไม่อ่อนข้อให้ผู้ก่อการร้ายเด็ดขาด

ภายในโรงละครมีการปล่อยตัวประกันชุดแรกจำนวน 54 ราย บางส่วนเป็นคนท้อง บางส่วนเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และจำนวนหนึ่งเป็นชาวรัสเซียที่มีเชื้อสายเชเชนและจอร์เจีย

“เพราะคุณคือพวกเดียวกับเรา”

ผู้ได้รับอิสรภาพถูกนำตัวไปสอบสวน ให้ข้อมูลล้ำค่าแก่ทางการ บัดนี้แผนปฏิบัติการถูกร่างขึ้นแล้ว โดยมีเงื่อนไขว่า ห้ามให้ผู้ก่อการร้ายมีชีวิตรอดจากโรงละครแห่งนี้

เบาะแสของเจ้าหน้าที่พบว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุมีจำนวน 50 ราย เกือบ 1 ใน 3 เป็นผู้หญิง และสตรีเหล่านี้มีระเบิดแสวงเครื่องผูกไว้กับตัว ในช่วงแรกที่ปะทะกับตำรวจ พวกเธอได้โทรศัพท์ไปหาสำนักข่าวแล้วขู่ว่า

“อย่าคิดจะบุกเข้ามา ไม่อย่างนั้นเราจะระเบิดที่นี่ทิ้งซะ”

นั่นหมายความว่าทุกคนในโรงละครจะต้องตายกันหมด

ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มกบฏเชเชนยังนำระเบิดไปวางไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัสเซียเข้ามาได้ ส่วนสถานการณ์ในนั้น ตัวประกันที่ถูกจับสามารถไปเข้าห้องน้ำหรือเดินเล่นในโรงละครได้ปกติ ขอเพียงอย่าสร้างความวุ่นวาย มีบางคนพยายามผูกมิตรกับคนถืออาวุธ 

แต่เมื่อถามอะไรไปก็ไม่ได้รับคำตอบหรือสีหน้าแห่งความเมตตากลับมา

คนที่โดนปล่อยตัวมากลุ่มแรกเล่าว่า ผู้ก่อเหตุสังหารตัวประกันบางส่วนที่โวยวาย “คนร้ายหนุ่มบอกเพื่อนสตรีว่า ให้ยิงผู้หญิงคนนี้ซะ”

จากนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้นหลายนัด ร่างไร้ลมหายใจถูกนำออกมา เมื่อกลุ่มผู้ก่อเหตุอนุญาตให้หมอจากจอร์แดนเข้ามาเช็ก จึงรู้ว่ามีตัวประกันจำนวน 2-3 รายถูกยิงทิ้งไปก่อนแล้ว

ความโหดเหี้ยมและเอาจริงของกลุ่มทรชนทำให้หน่วยงานความมั่นคงและทีมรบพิเศษในตำนานของรัสเซียอย่าง สเปตส์นาซ (Spetsnaz) กว่า 200 นายถูกเรียกประชุมเพื่อวางแผนโดยด่วน

คนร้ายทั้งหมดจะต้องถูกยิงทิ้ง เป็นข้อตกลงร่วมกันของทีมปฏิบัติการ ทว่าปัญหาใหญ่สุดของเรื่องนี้ ไม่ใช่ผู้ก่อเหตุที่มีกันเพียง 50 ราย แต่คือตัวประกันกว่า 800 รายในโรงละครต่างหาก จะบุกเข้าไปได้อย่างไร โดยที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์จะไม่โดนลูกหลงหรือถูกระเบิดบึ้มใส่

นี่คือโจทย์ใหญ่ กระนั้นแผนลงมือก็ถูกร่างขึ้นมาแล้ว เจ้าหน้าที่ทำการขุดอุโมงค์ใต้ดินไปยังใต้โรงละครแห่งนี้ทันที

เมื่อถึงเวลาจะได้โผล่มาสังหารผู้ก่อการร้ายได้ทัน

คืนแรกผ่านไปอย่างทรหด เวลานั้น กูบาเรวา คนรัก และลูกสาวอยู่ในอาการขวัญผวา แต่ทั้งสามยังมีกำลังใจดี เพราะพวกเขาคอยให้สติกันและกัน ด้วยความมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่คงกำลังทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ตัวประกันรอดชีวิตไปได้

วันเวลาเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งกลุ่มผู้ก่อเหตุโทรศัพท์ไปหาสถานีโทรทัศน์ “ถ้ายังไม่ถอนกำลังทหารออกไปจากเชเชน เวลา 6 โมงเช้า วันที่ 26 ตุลาคม เราจะทยอยฆ่าตัวประกันทีละคนอย่างแน่นอน”

นี่คือข่าวร้ายสำหรับตัวประกันและทางการรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม บุกเกอร์ย้ำกับกูบาเรวาและลูกสาวว่า “ผมเชื่อว่าก่อน 8 โมงเช้า พวกเราทุกคนจะได้รับการปล่อยตัว”

คำพูดนี้ตราตรึงอยู่ในใจของหญิงสาวจนถึงปัจจุบัน เธอยังจำน้ำเสียง ท่าทาง สีหน้าและแววตาคนรักอเมริกันได้ไม่ลืมเลือน

“สิ่งที่เขาบอกทำให้ฉันเชื่อว่า เราจะรอดชีวิตไปได้จริงๆ”

3

57 ชั่วโมงหลังบุกจับตัวประกัน เมื่อรัฐบาลเห็นการยื่นคำขาดของกลุ่มเชเชน จึงมีไฟเขียวอนุญาตให้หน่วยรบพิเศษและเจ้าหน้าที่ลงมือทันที โดยเวลานัดหมายคือ 05.30 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2002 หรือ 30 นาทีก่อนฤกษ์สังหาร

เช้ามืดวันดังกล่าว ขณะที่คนในโรงละครกำลังนอน แต่ไม่มีใครหลับสนิท สเปตส์นาซปล่อยแก๊สบางอย่างผ่านทางช่องแอร์ ตัวประกันบางส่วนได้กลิ่นและรู้สึกได้ จึงกรีดร้องเพราะกลัวว่านี่จะเป็นสารพิษที่ทำให้พวกเธอเสียชีวิต

บางคนรีบโทรศัพท์ไปหาสถานีวิทยุเพื่อเล่าเหตุการณ์และขอร้องให้รีบประสานบอกเจ้าหน้าที่ว่า

“รีบทำอะไรสักอย่างนะคะ พวกเรากำลังจะตาย” 

ทว่าไม่มีความช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น

แก๊สดังกล่าวมีปริมาณมากและมีฤทธิ์รุนแรงฉับพลัน ไม่นานตัวประกันแทบทุกคนอยู่ในอาการสลบ เช่นเดียวกับผู้ก่อเหตุ วายร้ายหญิงที่อำพรางใบหน้าต่างพยายามวิ่งไปที่ระเบียงเพื่อสูดอากาศหายใจ และเปิดประตูเพื่อไล่กลิ่นดังกล่าว แต่หลายคนไปไม่ถึง ล้มนอนกองอยู่ตรงบันได

เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ทางหน่วยปฏิบัติการพิเศษจึงตัดสินใจบุกโดยใส่หน้ากากกันแก๊ส ชุดแรกบุกจากหน้าทางเข้า พวกเขายิงปะทะกับผู้ก่อการร้ายนับชั่วโมง แต่ในที่สุดก็ฝ่าเข้ามาได้ 

ขณะที่อีกชุดโผล่จากใต้ดินผ่านท่อระบายน้ำ ทหารชุดนี้ยิงอย่างบรรจง สังหารกลุ่มกบฏเชเชนอย่างง่ายดาย แทบไม่มีการต่อสู้ เนื่องจากทรชนเหล่านี้หมดสติกันเกือบทั้งหมด 

หน่วยรบลือลั่นของรัสเซียต่างเดินสำรวจระเบิด ถอดชนวน ก่อนจะพบหญิงสาวผู้ก่อเหตุนอนสลบ ขณะติดระเบิดไว้กับตัว จึงเอาปืนจ่อใกล้ๆ แล้วลั่นไกอย่างเลือดเย็น ปลิดชีวิตทันที

ในที่สุดฝ่ายจับตัวประกันกว่า 40 รายถูกยิงตายทั้งหมด เหลือรอดเพียง 3 รายที่ยอมแพ้และถูกจับกุมตัวไว้ได้

ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต นับเป็นความสำเร็จที่งดงามของทางการ

กูบาเรวาเล่าว่า “ฉันนั่งอยู่ที่เก้าอี้ของโรงละคร ก่อนจะสลบเหมือด ภาพตัดไปเลย ไปตื่นที่เตียงของโรงพยาบาลในอีกหลายชั่วโมงต่อมา เมื่อได้สติก็รีบถามหมอว่า

“ลูกสาวกับแฟนฉันล่ะ”

แพทย์สบตาก่อนแจ้งข่าว

“ทั้งสองตายแล้ว”

4

ภายใต้เสียงปืนของทางการที่ยิงต่อสู้กับกลุ่มกบฏที่ยังไม่สลบ กระสุนปลิวว่อนและดังสนั่น มีตัวประกัน 5 รายถูกผู้ก่อเหตุยิงทิ้งอย่างโหดเหี้ยม แต่จากนั้นหน่วยรบพิเศษบุกเข้าเหนี่ยวไกจัดการผู้ก่อการร้ายอย่างทรงประสิทธิภาพ

กินเวลาเพียงชั่วโมงนิดๆ ปฏิบัติการก็สิ้นสุด ทั้งนี้ เพราะทางการปิดทางเข้าออกของโรงละคร ทำให้รถพยาบาลไม่สามารถเข้ามาได้ในทันที กลายเป็นกำลังตำรวจที่เป็นชุดแรกที่เข้าไปสำรวจพื้นที่หลังเกิดเหตุ พวกเขาเจอศพ คราบเลือด อุปกรณ์ระเบิดแสวงเครื่องที่ปลดชนวนไปแล้ว ก่อนจะพบตัวประกันหลายคนนอนสลบในโรงละคร

ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แห่งรัสเซียพยายามเรียกรถพยาบาลให้รีบเข้ามา แต่ไม่สามารถฝ่าแนวรถของทหารได้ นั่นทำให้โปลิสมอสโกต้องแบกร่างตัวประกันที่สลบไร้สติออกมาทีละคนแทน

ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่พบเรื่องตกตะลึง ปรากฏว่าตัวประกันหลายคนไม่หายใจ จำนวนมากเสียชีวิตคาที่เกิดเหตุ อันเป็นผลจากแก๊สซึ่งทีมปฏิบัติการปล่อยเข้ามาผ่านช่องแอร์นั่นเอง

ผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ รวมถึงบุกเกอร์และลูกสาวของกูบาเรวาด้วย

พลันที่หญิงสาวทราบข่าว เธอถึงกับช็อก ร้องไห้จนแทบคลั่ง

“สำหรับฉัน ทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว”

ข่าวการช่วยตัวประกันจากโรงละครถูกนำเสนอด้วยความเชิดชู ชื่นชมที่ผู้ก่อการร้ายตายเกือบหมด กระนั้นนักข่าวที่เข้าไปยังจุดเกิดเหตุกลับพบภาพชวนสยอง เห็นผู้บริสุทธิ์นอนเรียงรายไร้ลมหายใจเป็นจำนวนมาก เมื่อนับศพอย่างละเอียด พบตัวประกันเสียชีวิต 125 ราย โดยเป็นเด็กถึง 10 ราย 

สื่อมวลชนในรัสเซียที่ตอนนั้นยังมีเสรีภาพนำเสนอว่า ชุดปฏิบัติการปล่อยแก๊สบางอย่างเพื่อให้ตัวประกันและผู้ก่อเหตุหมดสติ คล้ายวางยาสลบ

8 ชั่วโมงหลังภารกิจลุล่วง เจ้าหน้าที่จึงแถลงยอมรับว่าปล่อยแก๊สจริง แต่ถึงวันนี้ พวกเขาไม่เคยบอกว่าใช้สารประเภทใด

ข้อมูลจากสื่อหลายปีให้หลังเชื่อว่า ทางการหวั่นว่าหากใช้แก๊สในปริมาณน้อยเกินไป แล้วผู้ก่อการร้ายไม่สลบ การบุกเข้าไปจะนำมาซึ่งความสูญเสียต่อทหารและตัวประกัน จึงปล่อยสารแบบจัดหนัก ปล่อยให้เยอะไว้ก่อน จนทำให้ตัวประกันที่สูดกลิ่นเข้าไป มีอาการช็อก และเสียชีวิตในที่สุด

จากการตรวจสอบผู้รอดชีวิต เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ใช้สารเฟนทานิล (Fentanyl) ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ในกลุ่มยาแก้ปวด มีฤทธิ์รุนแรงกว่ามอร์ฟีนและเฮโรอีนหลายเท่า หากสูดเข้าไปตรงๆ อาจถึงขั้นหยุดหายใจฉับพลันได้

ข้อสันนิษฐานนี้จึงนำไปสู่คำตอบว่า ทำไมตัวประกันถึงตายเยอะขนาดนี้

หลังเกิดเหตุ ทางผู้รอดชีวิตและครอบครัวผู้สูญเสียต่างเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบเพื่อหาข้อผิดพลาด และหาว่าใครต้องรับผิดชอบโศกนาฏกรรมดังกล่าว

“ไม่เพียงเท่านั้น เราอยากรู้ว่าในเมืองหลวงมอสโก ใกล้กับที่ทำงานของประธานาธิบดี ทำไมพวกเชเชนถึงขนอาวุธจำนวนมากมาได้โดยที่ด่านตรวจไม่รู้เรื่อง มีการจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่มากน้อยแค่ไหน”

ทว่ารัฐบาลรัสเซียไม่เคยไขปริศนานี้ ไม่มีการสอบสวน ไม่มีการแจ้งข้อหา หรือป้ายความผิดให้ใครทั้งสิ้น นอกจากว่าคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ คือผู้ก่อเหตุที่ถูกยิงทิ้งเท่านั้น

วันเวลาล่วงผ่าน ประธานาธิบดีปูตินขยายอำนาจอย่างกว้างขวาง จากปี 2000 จนถึงปัจจุบัน เขาไม่เคยหมดบทบาทผู้นำรัสเซีย จนได้รับการขนานนามว่า พระเจ้าซาร์องค์ใหม่

ส่วนกลุ่มกบฏเชเชน แม้จะถูกบดขยี้อย่างรุนแรง แต่พวกเขาไม่เคยสิ้นฤทธิ์ ด้านผู้สูญเสียจากเหตุตัวประกันนี้ ยังคงเผชิญความเจ็บปวดรวดร้าวเรื่อยมา

หลายคนรวมตัวกันยื่นฟ้องต่อศาลให้ไต่สวนหาข้อเท็จจริง แต่ในดินแดนที่ถูกปกครองโดยปูติน ความยุติธรรมจบสิ้น ผู้พิพากษาตัดสินไม่เป็นคุณต่อประชาชน

กูบาเรวายังคงส่งเสียงเบาๆ ไปยังรัฐบาลว่า “ทำไมถึงมีคนตายเยอะขนาดนี้ ทำไมต้องรมแก๊ส ทำไมรถพยาบาลถึงมาช้า”

เธอไม่เคยลืมโศกนาฏกรรมวันนั้น แทนที่จะได้ฉลอง เตรียมตัวไปสหรัฐฯ หญิงสาวต้องอยู่กับบาดแผลไปชั่วชีวิต สูญเสียทั้งลูกและคนรัก เช่นเดียวกับผู้รอดชีวิต รวมถึงครอบครัวตัวประกันที่ตายไปในวันนั้นด้วยน้ำมือของแก๊สมรณะ ทั้งหมดยังคงเรียกร้องความเป็นธรรมและตั้งคำถามต่อสังคมเสมอมา

แต่ไม่มีคำตอบจากรัฐบาลเลย

พวกเขาบอกเพียงว่า “พวกเราเรียนรู้อย่างมากในการต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย และจะจดจำผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เสมอ”

แต่นั่นไม่เป็นความจริง เจ้าหน้าที่ไม่เคยสนใจคนบริสุทธิ์ที่ถูกรมแก๊สตายในวันนั้นแม้แต่น้อย 

กูบาเรวาบอกกับสื่ออย่างเจ็บปวดว่า “หากเราลืมความผิดพลาด เราก็จะทำมันซ้ำอีกครั้ง

“ถ้าทางการไม่ยอมรับที่จะแก้ไข สิ่งนี้ก็จะเกิดอยู่เรื่อยไป

“และสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงละครวันนั้น คือฝันร้ายที่เจ็บปวดสุดในชีวิตฉัน”

ผ่านไป 2 ปีหลังโศกนาฏกรรมที่โรงละครดูบรอฟกา ผู้ก่อการร้ายเชเชนยังคงก่อเหตุจับตัวประกันอีกเป็นจำนวนมาก และทุกครั้ง ทางการจะบุกเข้าจัดการ พร้อมกับมีผู้บริสุทธิ์ตายเสมอ 

…ศพแล้วศพเล่า ไร้การแก้ไข…

อ้างอิง:

– https://www.france24.com/en/live-news/20221025-moscow-theatre-siege-survivors-haunted-two-decades-on

– https://www.bbc.com/news/world-europe-20067384

– https://www.theguardian.com/world/2002/oct/27/chechnya.russia3

– https://www.nytimes.com/2002/10/24/world/chechens-seize-moscow-theater-taking-as-many-as-600-hostages.html

– https://time.com/archive/6956502/theater-of-war-5/

Tags: , , , ,