“ภารกิจของนายมีอย่างเดียวคือ ไปดูว่าไอ้นาซีพวกนี้ มันบ้าหรือปกติพอจะขึ้นศาลได้หรือไม่”

1

ปี 1945 พันตรี ดักลาส เคลลีย์ (Douglas Kelley) อายุ 32 ปี เป็นจิตแพทย์สุดอัจฉริยะแห่งสหรัฐอเมริกา เขาคือดาวรุ่งของวงการ มีผลงานมากมายตีพิมพ์ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเคมีในสมองและอาการทางจิต

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เคลลีย์ตัดสินใจร่วมรบ ใช้ความชำนาญและเชี่ยวชาญของตัวเอง ไปโรงพยาบาลทหารเพื่อตรวจสอบนักรบที่ผ่านพ้นความรุนแรง ที่นั่นเขาค้นพบโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ซึ่งจะรู้จักและมีชื่อเรียกในหลายปีให้หลังว่า PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) 

เมื่อสิ้นสุดความขัดแย้ง เยอรมนีพ่ายแพ้พังพินาศ พรรคนาซีที่ปกครองประเทศอย่างโหดร้ายและก่อกรรมทำเข็ญกับประชากรในยุโรปถึงแก่กาลอวสาน เคลลีย์ถูกเรียกตัวมาที่เมืองนูเรมเบิร์ก ซึ่งมีการนำเหล่าขุนพลรอบกายของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ที่ชิงจบชีวิตไปก่อน แต่สมุนที่ภักดีกับชายคนนี้หลายคนยังมีชีวิตอยู่ 

บางส่วนถูกจับกุม บางส่วนชิงเข้ามอบตัวแก่ทหารอเมริกัน เพื่อหวังรอดชีวิต รวม 22 ราย และทุกท่านเหล่านี้จะได้รับเกียรติถูกตั้งข้อหา เป็นจำเลยขึ้นศาลอาชญากรสงครามระหว่างประเทศที่นูเรมเบิร์ก นครที่พรรคนาซีใช้ประกาศเริ่มกวาดล้างชาวยิว ซึ่งนำไปสู่การฆ่าสังหารอย่างโหดเหี้ยมนับล้านคน

ทุกอย่างเริ่มขึ้นที่นูเรมเบิร์ก และมันจะต้องจบลงที่เมืองนี้

พวกเขาจะมีทนายว่าความป้องกันตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม แทนที่จะถูกยิงทิ้ง หากผู้พิพากษาจากหลายชาติยืนยันว่า ผิดจริง ก็จะได้รับโทษแขวนคอในสิ่งที่กระทำแทน

เคลลีย์ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้เดินทางไปยังเรือนจำที่คุมขังลูกน้องฮิตเลอร์ เพื่อประเมินว่าพวกเขาเหล่านี้มีสติสัมปชัญญะ เพียงพอที่จะขึ้นศาลหรือไม่

หรือพูดง่ายๆ จิตแพทย์ดาวรุ่งแห่งอเมริกันจะต้องไปดูว่า ผู้ต้องหาเหล่านี้บ้าหรือไม่บ้ากันแน่

นอกจากนี้ในใจของเคลลีย์ยังหวังลึกๆ ว่า งานของเขาน่าจะช่วยให้เราเรียนรู้ได้ว่า ทำไมนาซีถึงประสบความสำเร็จ เพื่อที่จะยับยั้งป้องกันไม่ให้ปีศาจร้ายนี้เกิดขึ้นอีก

ประตูห้องขังเปิดออก

“อรุณสวัสดิ์ คุณหมอ ผมดีใจมากที่ได้พบคุณ โปรดนั่งลงครับ นั่งตรงนี้เลย”

นี่คือนักโทษรายแรกที่เขาพบ อายุ 52 ปี เคยเป็นประธานรัฐสภาแห่งเยอรมนี ชายผู้มียศจอมพล ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศ ควบคุมเครื่องบินที่ทรงประสิทธิภาพ ร่างเขาอุ้ยอ้าย ติดฝิ่นอย่างหนัก แต่ยังมีบารมีและเสน่ห์

หากไม่นับฮิตเลอร์ บุรุษที่เคลลีย์พบ คือผู้บังคับบัญชาของพรรคนาซีสูงที่สุด ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในเวลานั้น

แฮร์มัน เกอริง (Hermann Göring)

2

เกอริงคือชายที่อยู่กับฮิตเลอร์มาตั้งแต่วันที่พรรคนาซีเริ่มตั้งไข่ ยังไม่มีอำนาจรัฐ ล้มเหลว ผิดพลาด จนค่อยๆ ฟื้นตัวแล้วไต่เต้ายึดประเทศ และเปลี่ยนเยอรมนีให้กลายเป็นรัฐเผด็จการ ทุกขั้นตอนนายทหารคนนี้ไม่เคยพลาด เขาก่อตั้งฝูงบินของชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของการทำสงคราม

ชายคนนี้คือส่วนหนึ่งของความเลวร้ายที่พรรคนาซีกระทำต่อคนทั้งโลก เขาคือจำเลยหมายเลข 1 ที่มีส่วนให้เกิดคนตายนับล้านราย

ภาพที่เคลลีย์มีในหัวคือ เกอริงเป็นชายน่ากลัว แฝงความโหดร้าย แต่เมื่อสัมผัสจริงๆ เขาแปลกใจ จิตแพทย์ดาวรุ่งแห่งอเมริกันพบว่า ผู้ต้องหารายนี้เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆ นี่เอง ถ้าหาไม่พบก็จะไม่เจอความรุนแรงหรือความวิปลาสซ่อนอยู่แม้แต่น้อย

แต่สุดท้าย เคลลีย์ก็หาจิตวิปริตในตัวเกอริงพบ

ทุกครั้งที่พบปะสนทนากันระหว่างทั้งสอง อดีตจอมพลจะดีใจโลดเต้นที่ได้พูดกับชายหนุ่มอเมริกันอยู่เสมอ

ทั้งคู่ใช้เวลาร่วมกัน พูดคุยหลากหลายประเด็นตั้งแต่ประวัติศาสตร์เยอรมนี จนถึงการเมืองในอเมริกาเอง

เกอริงเป็นคนฉลาด ในบรรดา 22 ผู้ต้องหาที่จะต้องขึ้นศาล เขามีไอคิวสูงเป็นอันดับ 3 ซึ่งพอรู้ข้อเท็จจริงนี้ เขาถึงกับดีใจมากๆ

ความไว้เนื้อเชื่อใจค่อยๆ ผูกมิตร ไม่นานผู้นำนาซีก็คายทุกอย่างออกมา 

จิตแพทย์หนุ่มฟันธงทันทีว่า ชายคนนี้ไม่บ้า ไม่มีอาการป่วยทางจิต สติสมบูรณ์เพียงพอจะขึ้นศาลได้

ทว่าสิ่งหนึ่งที่พบคือ

จอมพลแห่งกองทัพอากาศเยอรมนีหลงตัวเองมาก แต่เมื่อสุดท้ายพอแพ้สงคราม ชายชาติทหารก็ยอมรับความจริง แต่ไม่แสดงความสำนึกหรือขอโทษในสิ่งที่ตัวเองกระทำ หรือมีส่วนร่วมก่อกรรมทำเข็ญกับมนุษยชาติแม้แต่น้อย 

“ใช่ ผมรู้ว่าตัวเองจะถูกแขวนคอ” เกอริงเล่าให้เคลลีย์ฟัง “ผมพร้อมนะ แต่ประวัติศาสตร์เยอรมนีจะบันทึกว่า ผมคือชายผู้ยิ่งใหญ่”

“ถ้าผมโน้มน้าวศาลไม่ได้ ผมก็จะขอโน้มน้าวให้คนเยอรมันเชื่อว่า ทุกสิ่งที่ทำลงไป เพื่ออาณาจักรไรช์อันยิ่งใหญ่”

ไม่เพียงเท่านั้น ชายคนนี้ยังบอกว่า “หลังจากนี้อีก 50 ปี จะมีอนุสาวรีย์ของเกอริงอยู่ทั่วทุกแห่งในเยอรมนีอย่างแน่นอน”

แม้จะเย่อหยิ่ง อหังการ์ ไม่สำนึก แต่เมื่อทั้งสองนั่งลงสนทนา ความผูกพันก่อตัวขึ้น ไม่เพียงแต่จิตแพทย์หนุ่มเท่านั้น ทางการ์ดที่ควบคุมนักโทษ ก็ต้องมนต์เกอริงอย่างมาก ส่วนหนึ่งเพราะชายคนนี้พูดภาษาอังกฤษได้ มีท่าทางแบบเหล่านายพล เข้าถึงใจทหาร และมีอัธยาศัยที่ดี ซึ่งจะส่งผลต่อชะตาชีวิตจอมพลแห่งกองทัพอากาศเยอรมันนาซี ในเวลาต่อมา

ยิ่งทั้งสองคุยกัน จิตแพทย์หนุ่มยิ่งต้องชะตากับผู้ต้องหารายนี้ ในตัวตนแท้ของเกอริง เขาต่อต้านการล่าสัตว์ และอยากให้พวกมันได้รับการคุ้มครองที่ดีระดับเดียวกับคน

กระนั้นระหว่างการสนทนา เกอริงไม่แสดงความอาลัยต่อการทิ้งระเบิดเมืองในเนเธอร์แลนด์จนราบคาบ และทำให้คนนับแสนไร้บ้าน เขายังรำลึกถึงการฆ่าเพื่อนสนิทระหว่างการไต่ขึ้นสู่อำนาจแห่งพรรคนาซี

“ทำไมคุณถึงทำแบบนั้น” เคลลีย์สงสัย

คู่สนทนาจ้องตา แล้วยักไหล่ แบมือ แล้วพูดช้าๆ ว่า

“ก็มันขวางทางผม”

3

ภารกิจของเคลลีย์ไม่ได้มีเพียงการประเมินสภาพจิตใจของเกอริง และเหล่านักโทษนาซีเท่านั้น แต่เขายังส่งต่อข้อมูลการสนทนากับผู้ต้องหาพวกนี้ให้กับ วิลเลียม โดโนแวน (William Donovan) ซึ่งในเวลาต่อมาจะเป็นคนก่อตั้งหน่วยข่าวกรองของอเมริกานามว่า CIA 

แต่เวลานั้นชายคนนี้จะเป็นเพียงผู้ช่วยอัยการที่รวบรวมหลักฐานเพื่อเอาผิดเหล่าผู้นำนาซี โดยข้อมูลที่ได้เกิดจากบทสนทนาระหว่างเคลลีย์กับเกอริง นั่นทำให้ศาลอาชญากรสงครามระหว่างประเทศที่นูเรมเบิร์กมีหลักฐานชัดว่า เกอริงมีส่วนร่วมกับแผน 4 ปีที่ซ่องสุมอาวุธเยอรมนี เพื่อเตรียมทำสงครามตั้งแต่ปี 1930

นอกจากนี้ เคลลีย์ยังเผยถึงยุทธวิธีสู้คดีที่เกอริงต้องการเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ มาเผยข้อมูลลับว่า ในช่วงเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษกับเยอรมนีมีความพยายามจะเจรจาสงบศึกด้วย

กระนั้นจิตแพทย์หนุ่มผู้นี้ยังแสดงความสงสารในตัวเกอริง ซึ่งอายุก็เยอะแล้ว การถูกพาตัวขึ้นศาล แล้วนั่งเก้าอี้ไม้แข็งๆ น่าจะส่งผลต่อสุขภาพไม่น้อย เขาเลยแจ้งโดโนแวนให้หาเบาะนุ่มๆ มาวางให้เกอริงและผู้ต้องหาคนอื่นๆ ให้นั่งสบายกว่าเดิมหน่อย

ความเห็นใจระหว่างเคลลีย์กับเกอริง ยังรวมถึงการส่งจดหมายจากจอมพลทัพฟ้าไปยังภรรยาและลูกสาว ที่โดนคุมขังในค่ายพลเรือนที่เกี่ยวข้องกับนาซีอีกด้วย ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันถึงขนาดชายวัย 52 ปีต้องการให้จิตแพทย์หนุ่มรับลูกสาวของตัวเองเป็นลูกบุญธรรมและพาไปอเมริกาด้วย แต่สุดท้ายไม่มีการตกลงรับในข้อเสนอนี้

ในปี 1946 เคลลีย์ตัดสินใจถอนตัวจากการทำงานเป็นจิตแพทย์ และเดินทางกลับจากอเมริกา โดยเขารวบรวมบันทึกมากมายในการสนทนากับเกอริงติดตัวไปด้วย เพื่อหวังจะได้เขียนหนังสือบอกเล่าทุกอย่างในภายภาคหน้า

เมื่อเกอริงพบหน้าเพื่อนซี้ต่างแผ่นดินเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าตัวพูดออกมาว่า “ผมเสียใจที่คุณต้องจากนูเรมเบิร์กไปนะ ในฐานะตัวแทนของเพื่อนที่ถูกขังแบบเดียวกับผม ก็ต้องขอบคุณนายนะ สำหรับพฤติกรรมแสนดี มีมนุษยธรรม ในการพยายามเข้าใจพวกเรา”

นี่คือประโยคสุดท้ายที่เกอริงพูดกับเคลลีย์

ศาลอาชญากรสงครามระหว่างประเทศ ไต่สวนกันยาวนานกว่า 218 วัน ในระหว่างการพิจารณาคดี เกอริงโชว์ลูกเล่นน้ำเสียงมากมาย แต่ก็พ่ายแพ้ต่อหลักฐาน ทั้งฟิล์มที่ถ่ายค่ายกักกันคนยิว เห็นศพนอนอย่างไร้ค่า เห็นคนถูกคุมขังในสภาพผอมโซ เอกสารและพยานบ่งชี้ว่า ผู้ต้องหาหลายคนเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุมวลมนุษยชาติ

เกอริงไม่อาจหนีความรับผิดชอบไปได้

วันที่ 30 กันยายน 1946 เขาถูกตัดสินประหารชีวิต แม้เจ้าตัวจะร้องขอให้ยิงเป้าในฐานะชายชาติทหารดีกว่าการเอาไปแขวนคอ แต่ศาลไม่รับข้อเสนอนี้

วันที่ 15 ตุลาคม 1946 หรือ 1 วันก่อนการพาตัวนักโทษนาซีไปแขวนคอ เกอริงตัดสินใจเด็ดเดี่ยวไม่ยอมให้ใครคุมชะตากรรมนอกจากตัวเขาเอง

เจ้าตัวจึงเลือกจบชีวิตตัวเองด้วยการกินไซยาไนด์ ตายคาห้องขัง สร้างความขายหน้าให้กับกองทัพสหรัฐฯ ที่ปล่อยให้ชายคนนี้ลอบเอาอุปกรณ์สังหารตัวเองเข้าไปได้

ความผิดพลาดนี้เกิดจากเสน่ห์ของเกอริงที่ผูกมิตรกับการ์ดดูแล จนมีการลักลอบเอาสารดังกล่าวใส่ในปากกาส่งตรงไปยังห้องขังของอดีตจอมทัพรายนี้

ในปี 2005 อดีตการ์ดที่ดูแลคุกดังกล่าวเล่าว่า มีหญิงสาวเยอรมันมาตีสนิทเขา พร้อมพาไปพบชายใกล้ชิดกับเกอริง ขอร้องให้เอายาที่ซ่อนในปากกาไปให้จอมพลคนนี้

“มันทำให้สุขภาพท่านดีขึ้นนะ”

การลักลอบเอาไปให้นั้นเกิดขึ้น 3 ครั้ง ก่อนที่หญิงสาวรายนี้จะหายหน้าไปหลังเกอริงเสียชีวิต พอเกิดเรื่อง ทางการอเมริกันเปิดการสอบสวนเต็มรูปแบบ แต่หาคนรับผิดชอบไม่ได้ 

ทุกอย่างเป็นปริศนาเกือบ 50 กว่าปี จนมาได้ยินข้อเท็จจริงนี้ แม้จะยังไม่มีการฟันธงว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน แต่นักประวัติศาสตร์ก็คิดว่า มันอาจเป็นไปได้ 

สิ่งนี้บ่งชี้ว่าแม้จะชนะสงคราม ยึดเยอรมนีได้ แต่อเมริกาก็ไม่อาจควบคุมทุกอย่างแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในดินแดนแห่งนี้

หลังทราบข่าวความตายของเกอริง จิตแพทย์เคลลีย์ถึงกับอุทานให้ครอบครัวฟังว่า “การจบชีวิตของเขา เป็นเรื่องปริศนา และแสดงถึงความห่วยแตกของการรักษาความปลอดภัยของพวกอเมริกัน 

“ช่างน่าขายหน้าเป็นอย่างยิ่ง” 

4

ภายหลังการพิจารณาคดีที่นูเรมเบิร์กสิ้นสุดลง เคลลีย์กลับไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย เขาไปโผล่ให้คำปรึกษาเรื่องจิตวิทยาในรายการโทรทัศน์ ก่อนจะเขียนหนังสือบอกเล่าเรื่องราวที่ได้สนทนากับเกอริงและนักโทษนาซีเยอรมันรายอื่นๆ 

ได้ข้อสรุปว่า พวกเขาเหล่านั้นก็เป็นคนปกติธรรมดาเหมือนเรา ไม่ได้เป็นปีศาจหรือมีความเลวร้ายอะไร

ณ เวลานั้น ทฤษฎีที่เคลลีย์เชื่อ กลายเป็นของแปลกใหม่ในอเมริกาและโลก แต่แทนที่จะทำให้หนังสือขายดี ดันกลายเป็นว่า หนังสือถูกวิจารณ์อย่างหนักจนขายไม่ออก ช่วงนั้นสังคมเพิ่งจะผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่กี่ปี พวกเขาไม่เชื่อว่าอาชญากรนาซีจะเป็นคนเหมือนพวกเราได้

“หากเป็นแบบนั้น เส้นแบ่งและข้อเรียกร้องที่ให้คนอเมริกันไปรบ เพราะเราคือคนดีและอีกฝ่ายคือคนเลว จะรางเลือน นี่คือสิ่งที่สังคมเวลานั้นรับไม่ได้เด็ดขาด”

น่าเสียดายเพราะหลังจากนั้นอีกหลายปี ฮานนาห์ อาเรนต์ (Hannah Arendt) นักปรัชญาเชื้อสายยิว จะเขียนหนังสือพูดถึงทฤษฎีระบบอันเลวร้าย จะทำให้คนปกติกระทำสิ่งสุดโหดได้ ทว่าในเวลาที่หนังสือของเคลลีย์ออก โลกยังไม่พร้อมรับความจริงตรงนี้ 

เมื่อเวลาผ่านไป ดูเหมือนเรื่องราวของเกอริงจะซึมเข้าใส่ตัวของเคลลีย์ เขาเริ่มติดเหล้า จนเสียการเสียงาน หนังสือที่มุ่งหมายจะขายดี ก็ดันไม่มีใครซื้อ และเริ่มมีปากเสียงกับภรรยาอยู่บ่อยครั้ง และทุกคราวมันก็หนักขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งวันที่ 1 มกราคม 1958 เคลลีย์ทะเลาะกับภรรยา หลังทำไฟไหม้ตัวเองขณะทำอาหาร ต่อหน้าลูกๆ ทั้ง 3 คน

“พ่อวิ่งขึ้นบันได แล้วพูดว่าจะกลืนไซยาไนด์”

จากนั้นอีก 30 วินาทีต่อมา เขาก็ตาย

ปิดฉากชีวิตตัวเองอย่างพิศวงด้วยวัย 45 ปี ปัจจุบันนี้ยังมีคำถามท่ามกลางความสงสัยว่า ทำไมเคลลีย์ถึงทำแบบนั้น 

สิ่งที่ใกล้เคียงจะอธิบายเรื่องนี้ได้ดีสุด คือคำสัมภาษณ์ของลูกชายของเขาที่มองว่า 

“พ่ออาจจะพยายามหนีจากอะไรสักอย่าง ที่ติดค้างอยู่ในใจมาตลอดชีวิต แต่สุดท้ายก็ไม่อาจหนีมันพ้นไปได้”

มันคือความตายรูปแบบเดียวกับที่เกอริงกระทำเมื่อ 12 ปีก่อน บางทีเรื่องราวของอดีตนาซียังคงฝังแน่นในความทรงจำของเคลลีย์ไม่ยอมจากไปไหน ทุกอย่างสะท้อนผ่านทางคำพูดที่จิตแพทย์หนุ่มกล่าว หลังทราบข่าวความตายของจอมพลสุดเหี้ยมรายนี้ ซึ่งเมื่อมองจากบริบทในปัจจุบัน มันดันกลายเป็นความจริงเสียแล้ว

ประโยคนั้นบอกไว้ว่า

“หวังว่าคนเยอรมันจะชื่นชมท่านในภายหลัง เพราะประวัติศาสตร์จะแสดงให้เห็นว่า 

“สุดท้ายเกอริงคือผู้ชนะ”

ข้อมูลอ้างอิง 

https://allthatsinteresting.com/douglas-kelley

https://www.scientificamerican.com/article/the-nazi-and-the-psychiatrist/

https://www.sfgate.com/bayarea/article/Mysterious-suicide-of-Nuremburg-psychiatrist-2732801.php

https://www.nytimes.com/1958/01/02/archives/u-s-psychiatrist-in-nazi-trial-dies-coast-police-say-dr-douglas.html

https://www.history.com/articles/nuremberg-psychiatrist-douglas-kelley-nazis-goring

http://news.bbc.co.uk/2/hi/americas/4247069.stm

Tags: , , , , , , , , ,