“ผู้ชายพุ่งมาต่อยมิก แจ็กเกอร์ ตะโกนว่ากูเกลียดมึง จะฆ่ามึง ตอนนั้นแหละ ผมรู้แล้วว่างานนี้มีปัญหาแน่”
1
คอนเสิร์ตนี้ถูกขนานนามก่อนเริ่มงานว่า ‘วู้ดสต็อกแดนตะวันตก’ ล้อไปกับงานดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ วู้ดสต็อก (Woodstock) ซึ่งจัดขึ้นในนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ 15-18 สิงหาคม 1969 มีคนเข้าร่วมกว่า 4 แสนคน มีการโชว์สัญลักษณ์ต่อต้านสงครามเวียดนาม เชิดชูสันติภาพ มีศิลปินชื่อดังมากมายร่วมขับกล่อม
มหกรรมดนตรีที่นิวยอร์ก แดนตะวันออกของอเมริกา ได้รับการยกย่องว่าเป็นการรวมตัวกันของบุปผาชนหรือขบวนการฮิปปี้ (Hippie) ที่ยิ่งใหญ่สุดในโลก
ฮิปปี้คือใคร ก็ต้องตอบว่า เป็นคนหนุ่มสาวที่ศรัทธา ร่วมรักไม่ร่วมรบ (Make love, not war) ผู้ยึดลมหายใจไม่เอาสงคราม เน้นคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่พญาอินทรีแห่งสวนอักษร ‘รงค์ วงษ์สวรรค์’ นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของไทย เคยไปอยู่ร่วมกับขบวนการดังกล่าว และเขียนอธิบายไว้ในหนังสือหลงกลิ่นกัญชาว่า
Turn on, Tune in, Drop out
ชายที่คิดคาถานี้คือ ทิมอที เลียรี (Timothy Leary) อดีตศาสตราจารย์ Harvard University ที่ถูกยกย่องว่าเป็นศาสดาของฮิปปี้ แต่อีกมุมหนึ่งเขาถูกไล่ออกจากสถานศึกษา เพราะไปทดลองใช้สารเสพติด LSD ซึ่งบุปผาชนชอบลองกันอย่างเคลิบเคลิ้ม
ส่วนใหญ่ของชนกลุ่มนี้เป็นลูกหลานคนรวย ที่เบื่อหน่ายไม่อยากเดินตามรอยพ่อแม่ และเสื่อมศรัทธาในประเทศของตัวเอง ต้องการหาแนวทางใหม่ๆ ในชีวิต รับความเชื่อพุทธศาสนาแบบมหายาน
เงินไม่พอเติมสุขในชีวิต พวกเขาจึงยึดคาถา 3 คำนี้
สำหรับ Turn on คือการผันแปรตัวเอง แสวงหาทัศนะแปลกใหม่ให้ตัวเอง เรียกมันง่ายๆ ว่า ผันแปร ส่วน Tune in นั้นคือการคืนตัวตนกลับไปหาธรรมชาติ เรียนรู้โลก เปิดใจรักคนอื่นแบบไม่มีเงื่อนไข นิยามสั้นๆ ว่า เข้าสู่ และสุดท้าย Drop out เลิกยึดติดทุกอย่าง มุ่งหน้าสู่นิพพาน เรียกสั้นๆ ว่าละทิ้ง
ผันแปร เข้าสู่ ละทิ้ง
มันคือกระแสที่ยิ่งใหญ่ของโลกในเวลานั้น คนหนุ่มสาวพยายามปลดแอกค่านิยมมากมาย ต่อต้านความรุนแรง ไม่สนับสนุนการใช้อาวุธ เรียกร้องความเป็นธรรมให้สังคม สนับสนุนการทำแท้ง เพศที่หลากหลาย แนวคิดหลายอย่างของพวกเขาสืบทอดต่อมา เพื่อทำให้สังคมดีงามเท่าเทียมกว่าเดิม
ภายใต้กลุ่มฮิปปี้นี้มีเสียงเพลงเป็นส่วนหนึ่ง และคอนเสิร์ตวู้ดสต็อกนั้นจัดอย่างยิ่งใหญ่ ประกาศให้โลกรู้ว่า คนรุ่นใหม่จะไม่ทนต่อรัฐบาลและผู้ใหญ่อีกแล้ว เพื่อสร้างสังคมใหม่ที่ก้าวหน้าและเสรีกว่าเดิม
ด้วยความสำเร็จของนิวยอร์ก ทำให้กลุ่มผู้จัดต้องการให้มีการแสดงดนตรีสุดอลังการที่ฝั่งตะวันตกของอเมริกา ใกล้กับเมืองซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนของกลุ่มฮิปปี้ที่โด่งดัง เมื่อเป็นดังนั้นจึงมีการวางแผนและตกลงจะสร้างมหกรรมดนตรีที่นี่
กำหนดการคือวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 1969 หรือ ไม่ถึง 4 เดือนกับความสำเร็จของวู้ดสต็อก และจัดแค่วันเดียวเท่านั้น เอาให้มันสุดๆ กันไปเลย
นักดนตรีที่จะมาเล่นนั้นยิ่งใหญ่เอามากๆ และที่เหนือกว่าสิ่งใดคือ ‘วงหินกลิ้ง’ เดอะ โรลลิงสโตนส์ (The Rolling Stones) ซึ่งไม่ได้แสดงที่วู้ดสต็อก เพราะคิวไม่ว่าง จะได้ฤกษ์ เดินทางมาร่วมงานนี้ด้วย
พลันที่เฮลิคอปเตอร์ลงจอด มิก แจ็กเกอร์ (Mick Jagger) นักร้องนำของวง ก็ลงมา เขาเห็นคนร่วมงานเยอะแยะ พลันที่ก้าวเท้าไป ชายหนุ่มคนหนึ่งพุ่งเข้ามาหา…แล้วต่อยไปที่ปาก ศิลปินผู้โด่งดังทันที พร้อมตะโกนด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ท่ามกลางทีมงานที่เข้ามากันมาห้ามพาตัวออกไป
ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า งานที่ถูกสร้างมาเพื่อจะได้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้คอนเสิร์ตไหนในโลก จะลงเอยกลายเป็นหายนะไปได้
ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะผู้จัดงานสะเพร่าและวางแผนทุกอย่างแบบบัดซบเป็นอย่างยิ่ง
2
มหกรรมคอนเสิร์ตอัลตามอนต์ วางไว้ว่าจะมีคนมาร่วมงานไม่แพ้วู้ดสต็อก แถมยังไม่มีการเก็บค่าตั๋ว เข้าฟรี มีวงดนตรีดังๆ มากมายเข้าร่วม ตามแผนคือดูดีไปหมด
แต่ปัญหาคือโครงการนี้ถูกวางไว้อย่างสมบูรณ์ในฝัน พอถึงเวลาจริงๆ ปัญหามากมายกลับปรากฏขึ้น
เริ่มที่ทีมผู้จัดหาโลเคชันจัดคอนเสิร์ตได้ก่อนเส้นตายแค่ไม่กี่วันก่อนเริ่มเท่านั้น คือ 4 ธันวาคม 1969 โดยได้สนามแข่งรถอัลตามอนต์ (Altamont) ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของซานฟรานซิสโก ประมาณ 100 กิโลเมตร ซึ่งเจ้าของกำลังถังแตก ใกล้ล้มละลาย จึงอนุญาตให้จัดงานได้ แลกกับเงินสปอนเซอร์ที่สนับสนุน เพราะเห็นว่าจะเป็นงานใหญ่ คนมาร่วมเยอะแน่
ทว่าสถานที่แห่งนี้กลับจุคนได้แค่ 6,500 คนเท่านั้น
และชื่อสนามประลองความเร็วแห่งนี้ จึงถูกนำมาตั้งให้เป็นชื่อคอนเสิร์ตงานนี้ไปแบบลวกๆ แถมต่อมามันจะกลายเป็นชื่อที่ไม่มีใครอยากจดจำเท่าไรนัก
ที่จัดรองรับคนได้ไม่เยอะ ก็เป็นปัญหาอยู่แล้ว แต่ผู้จัดก็ยังไปสร้างชนวนเดือดอีก ด้วยการจ้างกลุ่มนางฟ้าโลกันตร์ (Hells Angels) ซึ่งเป็นแก๊งนักบิดมอเตอร์ไซค์ และมีชื่อเสียงข้องเกี่ยวกับความรุนแรงและอาชญากรรม มาเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยในงานแลกกับเงิน 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมกับเบียร์ที่กินแบบไม่อั้น
นางฟ้าโลกันตร์แทบทุกคน ไม่ใช่แฟนคลับของกลุ่มฮิปปี้ ไม่ชอบพวกต่อต้านสงคราม เพราะหลายคนเป็นทหารเก่า เคยไปรบ หรือมีเพื่อนไปเวียดนาม การที่เอาพวกเขามาดูแลงาน จึงเป็นอะไรที่ผิดฝาผิดตัวมากๆ เพราะหลายคนมีอคติกับบุปผาชนอยู่แล้ว และสิ่งนี้จะกลายเป็นหายนะในลำดับถัดมา
ความชุ่ยอีกอย่างของคอนเสิร์ตครั้งนี้คือ เวทีสร้างขึ้นก่อนเล่นจริงแค่ 36 ชั่วโมง และมันสูงจากพื้นเพียง 1 เมตรนิดๆ เท่านั้น
เรียกได้ว่านักดนตรีแทบจะอยู่ไม่สูงจากคนดู นั่นทำให้แถวหลัง ถ้าอยากเห็นการแสดงชัดๆ ก็ต้องเบียดเข้ามา ไม่นับเหล้าเบียร์ยาที่มีในงานเพียบ ไม่ขาดสาย ยิ่งดื่มยิ่งเมา ยิ่งกินยิ่งเคลิ้ม ปรัชญาบุปผาชนกระจายงดงามไปทั่ว
ทว่าสิ่งนี้กลับสร้างความไม่ถูกใจให้กับการ์ดในงานอย่างพวกนางฟ้าโลกันตร์เป็นอย่างยิ่ง แถมพวกเขายังดวดเบียร์มาเต็มที่ อาวุธก็มีพร้อม ปะทะได้ทุกวินาที โดยไม่สนว่าแฟนเพลงบางคน เปลือยกายเต้นตามหลักฮิปปี้ ดูจะไม่น่ามีพิษมีภัยอะไร แต่กลุ่มการ์ดกลับไม่สนใจอะไรแล้ว พร้อมก่อเรื่องตลอดเวลา
“คุณต้องเข้าใจก่อนนะว่า พวกสิงห์มอเตอร์ไซค์นี้ มันไม่ใช่ฮิปปี้ ไม่เคยไปงานคอนเสิร์ตสาธารณะ แถมยังเสพ LSD ไม่พอด้วย มันเลยเกิดปัญหาขึ้นในที่สุด”
ความวุ่นวายเริ่มจาก ฝูงชนเริ่มดันเข้ามามาก กลุ่มแก๊งนักบิด ก็ต้องดันกลับไป จัดระเบียบ ลามไปถึงขั้นทำร้ายร่างกายผู้ชม แม้นักดนตรีจะลงไปช่วย ก็ยังมิวายโดนตื้บเพราะแยกไม่ออกว่า กลุ่มไหนคนดู กลุ่มไหนศิลปินที่จะมาร้องเพลง
เมื่อวงหินกลิ้งขึ้นร้องเพลง พวกเขาไม่รู้เลยว่า สถานการณ์ตรงหน้าเข้าขั้นวิกฤตแล้ว เพราะขณะนี้บุปผาชนผู้รักในเสรีภาพถูกนางฟ้าโลกันตร์ทำร้ายร่างกาย จนทนไม่ไหว มีการปะทะซัดกันไปแบบดุเดือด ท่ามกลางเสียงดนตรีที่ดังสนั่น
แท้จริงแล้วผู้จัดน่าจะเห็นเค้าลางหายนะตั้งแต่แรก เพราะมีวงดังๆ ที่มางานนี้ แล้วเห็นความโกลาหลตรงหน้า เลยปฏิเสธขึ้นโชว์ จนเวทีร้างเสียงดนตรีนานกว่า 3 ชั่วโมง แถมยังมีนักร้องนำถูกแทงบาดเจ็บ เพียงเพราะการ์ดไม่รู้ว่าเป็นใคร และสั่งห้ามไม่ให้ยุ่งกับโซนเวที
อย่างไรก็ดี แม้การประชาสัมพันธ์จะมีขึ้นไม่กี่วันก่อนเริ่มงาน แต่มันกลับดึงดูดคนมหาศาลกว่า 3 แสนคนมากันเต็มพื้นที่ ถึงจุดนั้นก็ไม่อาจยกเลิกได้ทัน บุปผาชนที่เต้นอยู่วงนอกสุดไกล เสพยา พูดคุยปรัชญา ท่ามกลางสุขาที่ไม่พอ สถานที่ก็เบียดเสียดกันอย่างมาก
แต่ทีแรกทุกคนดูเหมือนจะมีความสุข บนความวุ่นวายนี้
กระนั้นพอดนตรีบรรเลง เวลาเดินไปเรื่อยๆ ทุกอย่างก็ดูอันตรายยิ่งขึ้น แต่ผู้จัดกลับเพิกเฉย ไม่ยอมหยุดปัญหา จนเปลวไฟแห่งความวุ่นวายได้ลุกไหม้ลามไปในที่สุด
ไม่นานเกินรอ โศกนาฏกรรมก็เริ่มขึ้น เมื่อโรลลิงสโตนส์ขึ้นเล่น ประชาชนที่มาฟรีก็อยากสัมผัสศิลปินระดับโลก การ์ดที่เมาได้ที่ก็กันสุดชีวิต ยื้อวุ่น จนถึงขั้นมีการใช้อาวุธ ทั้งท่อนเหล็ก สนับมือซัดกันดุเดือด
เมอริดิท ฮันเตอร์ (Meredith Hunter) เป็นหนุ่มผิวดำวัย 18 ปี มางานนี้ร่วมกับแฟนสาวผิวขาว และพยายามพุ่งเข้าไปหน้าเวทีเพื่อฟังแจ็กเกอร์ร้องเพลง โดยไปนั่งตรงตู้ลำโพง เพื่อจะได้ยินดนตรีชัดๆ แต่ปรากฏว่าสิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับการ์ดนักบิด เลยดึงเขาลงมา แล้วรัวเท้าเตะเป็นชุด นั่นทำให้ฮันเตอร์ต้องดิ้นสู้ เขาควักปืนลูกโม่ที่ติดตัวมาโชว์ ทำให้สถานการณ์ระอุยิ่งกว่าเดิม
อลัน พาสสาโร (Alan Passaro) สมาชิกของกลุ่มนักบิด เห็นเหตุการณ์ จึงดึงมีดออกจากซองตรงข้อเท้า แล้วพุ่งเข้าแทงที่คอฮันเตอร์ ก่อนกระหน่ำรัวไม่ยั้งที่หลังอีก 4 แผล
ในเวลาต่อมาพยานจะยืนยัน ไม่มีใครเห็นมีดที่แทง หรือผู้ก่อเหตุแต่อย่างใด ขณะที่กลุ่มบุปผาชนบางส่วนบอกว่า ฮันเตอร์แค่ควักปืนออกมาขู่ เพื่อให้อีกฝ่ายหยุดทำร้าย และเขาล้มลงไปขณะถูกกระทืบ ก่อนจบลงที่ความตาย
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในสภาพที่ดนตรียังเล่น คนบนเวทีไม่เอะใจว่าเกิดอะไร เพราะมองไม่เห็นความวายป่วง กว่าจะรู้ก็ต้องหลังเลิกงานอีกหลายวัน
เด็กหนุ่มผิวดำ วัยยังไม่บรรลุนิติภาวะ กลายเป็นผู้เสียชีวิตคนแรก ของมหกรรมที่ถูกเรียกขานก่อนเริ่มงานว่า วู้ดสต็อกแดนตะวันตก ซึ่งเดิมถูกวางไว้ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตแห่งสันติภาพ แต่ลงท้ายกลายเป็นเสียงดนตรีแห่งความป่าเถื่อนไปเสียได้
แถมความเลวร้ายยังไม่จบเพียงเท่านี้
เพราะยังมีอีกหลายศพตามมาอีก
3
แท้จริงแล้ว กำลังตำรวจในท้องที่ต้องการมาดูแลความปลอดภัยของงานนี้ตั้งแต่แรก กระนั้นทางผู้จัดกลับไม่เอา แต่ไปใช้งานสิงห์นักบิด ซึ่งมีความโหดดุร้ายอย่างมาก
เจ้าหน้าที่ซึ่งสำรวจทุกอย่างอยู่ภายนอก บอกว่า งานซึ่งจัดกันแค่วันเดียวนี้ มีแต่เรื่องวุ่นยุ่งสารพัดปัญหา เช่นข้อแรก เพราะความที่ไกลจากตัวเมือง การโบกรถไปอัลตามอนต์จึงยากลำบาก แถมลานจอดรถยังห่างจากจุดคอนเสิร์ตถึง 18 กิโลเมตร เรียกได้ว่าเดินกันขาลากทีเดียว
ที่สำคัญการจราจรไปวู้ดสต็อกแห่งแดนตะวันตก ยังสร้างความลำบาก มียานพาหนะนับร้อยจอดเสียทิ้งไว้ เพราะน้ำมันหมดหรือพัง เนื่องจากรถติดนานกว่า 6 ชั่วโมง ในช่วงก่อนและหลังเลิกงาน
“คุณมองตรงทางด่วนแล้วจะตกใจนึกว่า ลานจอด เพราะแทบไม่มีรถขยับอะไรเลยสักคัน”
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบว่า คอนเสิร์ตนี้มีคนตายถึง 4 รายด้วยกัน โดยศพที่หนึ่งคือ ฮันเตอร์ซึ่งถูกแทงดับ ศพที่ 2 เป็นชายนิรนามที่จมคูน้ำใกล้กับตรงสนามแข่งรถ 2 ร่างสุดท้ายคือ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง นั่งคุยกันที่กองไฟอยู่ดีๆ โดนรถพุ่งเข้าชน แล้วหนีไป เป็นเหตุให้ทั้งคู่ตายคาที่ และมีชายหญิงเจ็บสาหัสรวมกันอีก 2 รายด้วย
ที่สำคัญคือ ปรากฏสาวท้องแก่มาคลอดลูกกลางงาน จนมีทารกโผล่มาดูโลกในมหกรรมดนตรีถึง 2 รายอีก
วายป่วงไหมล่ะ!
นอกจากนี้ยังไม่รวมถึง การปะทะตีกันหน้าเวที ทำให้แพทย์อาสาจาก 4 สถานพยาบาลต้องมาดูแลผู้บาดเจ็บนับร้อย ที่มาหาดูคอนเสิร์ตหายนะนี้ โดยมีหนุ่ม 1 รายกระดูกเชิงกรานหัก เพราะเมายาแล้วโดดจากสะพานลอยตรงทางด่วนสู่พื้น ด้วยความสูง 10 กว่าเมตร
หลังเสร็จงานโรลลิงสโตนส์ ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ออกจากงาน และแจ็กเกอร์ก็ไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ต่อ โดยได้เงินจากคอนเสิร์ตครั้งนี้ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเจ้าตัวไม่เคยให้สัมภาษณ์ถึงโศกนาฏกรรมดังกล่าวเลย ทิ้งให้สื่อด่าผู้จัด สังคมโวยมหกรรมดนตรีนี้อย่างอื้อฉาว และแทบจะถูกลืมไปจากประวัติศาสตร์วงการดนตรีของโลกด้วยซ้ำไป
ต่อมานักสืบของท้องที่ สามารถรวบรวมหลักฐานรวบตัวมือแทงฮันเตอร์ได้ แต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง เพราะฆาตกรอ้างว่าสิ่งที่ทำไปคือการป้องกันตัว เขาจึงลอยนวลไม่ติดคุกฐานฆ่าคนตายได้อย่างเหลือเชื่อ
นี่คือบทสรุปของเหตุการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี โกลาหลอย่างมาก แถมหายนะครั้งนี้ ยังสร้างความอับอายให้กับผู้จัด จนไม่มีอัลตามอนต์ในปีต่อมาหรือปีไหนๆ อีก เหลือเพียงวู้ดสต็อกที่ยังยืนยงสืบต่อมา
ช่างภาพที่ไปเก็บภาพวันนั้นเล่าว่า “ที่จริง มันก็ไม่ถึงกับแย่นะ ห่างจากเวทีไปสัก 30 เมตร ก็มีคนเต้นฟังเพลงกันอย่างสนุกสนาน แล้วมีคนมานอนตั้งแคมป์ก่อกองไฟกันถึง 2,500 คนด้วย
แต่แน่ล่ะ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า งานมันจัดได้ห่วยแตกมาก และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคนทำอีเวนต์คือ การรองรับคนที่มากันเป็นแสนนั้น เราต้องวางแผนให้ละเอียดรอบคอบกว่านี้”
สุดท้ายงานที่ถูกยกย่องก่อนเริ่มว่าจะยิ่งใหญ่ไม่แพ้มหกรรมดนตรีไหนในโลก ก็สิ้นสุดลงเพียงแค่วันเดียว พร้อมคนเจ็บนับร้อยราย ตายอีก 4 ราย โดยผู้ก่อเหตุไม่เคยถูกจับกุมดำเนินคดีแต่อย่างใด จนแทบจะไม่มีใครอยากพูดถึงอัลตามอนต์อีก ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน เวลารำลึกถึง ก็มีเสียงครวญเศร้า และระอาอย่างเจ็บปวดว่า
“มันคือบาดแผลของวงการดนตรียุคนั้นอย่างแท้จริง”
4
ภายหลังการสิ้นสุดของสงครามเวียดนาม ข้อเสียของยุคฮิปปี้ก็ปรากฏขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งคนอ้างขบวนการเพื่อจะได้เมายา ทั้งฆาตกรต่อเนื่องอาศัยชุมชนแห่งนี้เพาะบ่มสาวกจนนำไปสู่เหตุฆาตกรรมสุดเหี้ยมโหด และแน่นอนความเละเทะของคอนเสิร์ตอัลตามอนต์ด้วย ทั้งหมดทั้งมวลรวมกันสู่จุดจบสิ้นของกลุ่มคนที่ศรัทธาร่วมรักไม่ร่วมรบ เหลือทิ้งไว้เพียงตำนานเรื่องเล่า และส่งต่อองค์ความรู้มากมายจนถึงปัจจุบัน ถูกบ้างผิดบ้าง มั่วเยอะก็มีให้เห็นในวันนี้
กระนั้นปรัชญาไม่เอาความรุนแรง คัดค้านสงคราม ส่งเสริมสันติภาพ ความเป็นเสรีชน ต่อต้านทุนนิยม เน้นความเรียงง่ายไม่ฟุ้งเฟ้อ ในวัตถุนิยมก็ยังได้รับการสานต่อสืบมา
กระนั้นนักประวัติศาสตร์หลายคนยืนยัน และย้ำว่า หากจะชี้ว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นแห่งอวสานของขบวนการเคลื่อนไหวบุปผาชนอย่างชัดเจนที่สุด ทุกรายต่างชี้นิ้วใส่โศกนาฏกรรมอัลตามอนต์นี่แหละ เพราะมันมีส่วนทำให้คนจำนวนมากเลิก ไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของคาถาศักดิ์สิทธิ์ Turn on, Tune in, Drop out อีกต่อไปแล้ว เพราะรับไม่ได้กับความรุนแรงและการสูญเสียที่เกิดขึ้นในงานดังกล่าว
แน่นอนว่า คนที่สรุปเรื่องนี้ได้ดีสุด ต้องยกให้กับมือกลองของวงหินกลิ้งที่ให้สัมภาษณ์หลังผ่านเหตุการณ์นี้มาหลายสิบปี และเจ้าตัวเพิ่งรู้ว่ามีคนตายขณะฟังดนตรีของพวกเขาว่า
“ถ้าวู้ดสต็อกเป็นจุดรุ่งเรืองสูงสุดของฮิปปี้ ไอ้อัลตามอนต์นี่แหละ ที่กลายเป็นบทสิ้นสุดของยุคบุปผาชน”
ข้อมูลอ้างอิง
https://nypost.com/2019/12/05/altamont-at-50-how-1969-went-from-peace-and-love-to-murder-and-mayhem/
https://time.com/5744996/rolling-stones-altamont-photographer/
https://www.upi.com/Archives/1969/12/08/Death-debris-in-Altamont-wake/9131575577825/
https://www.bbc.com/culture/article/20141205-did-altamont-end-the-60s
https://www.forbes.com/sites/davidchiu/2019/12/03/altamont-at-50-the-disastrous-concert-that-brought-the-60s-to-a-crashing-halt/
Tags: คอนเสิร์ต, โศกนาฏกรรม, Woodstock, Haunted History, Altamont, อัลตามอนต์, วู้ดสต็อก, ฮิปปี้, บุปผาชน




