ปัจจุบันยังมีประชากรส่วนหนึ่งที่เชื่อว่า โลกนี้มีเพียง 2 เพศเท่านั้นคือ ผู้ชายและผู้หญิง เนื่องจากกรอบการแบ่งเพศแบบทวิลักษณ์ (Gender Binary) เป็นระบบที่ฝังรากลึกอยู่ในนานาวัฒนธรรมมาช้านาน ทว่าจะในอดีตหรือปัจจุบันก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบหรือรับรู้เพศของตนเองในลักษณะนี้

หากสำนึกทางเพศของคุณต่างจากเพศที่รัฐกำหนดเอาไว้ให้บนเอกสารแต่กำเนิด ไม่ว่าจะผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการแพทย์มาแล้วหรือไม่ นิยามคำว่า คนข้ามเพศ (Transgender) ขององค์กรอนามัยโลกก็โอบรับคุณเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และหากสำนึกทางเพศที่ว่านี้ของคุณไม่อาจถูกจัดเข้าขั้วชายหรือหญิงได้ คุณอาจเรียกตัวเองว่าเป็นนอนไบนารี (Nonbinary)

แม้ได้ชื่อว่าคือประเทศที่เป็นมิตรกับเควียร์มากที่สุด แต่ผู้มีความหลากหลายทางเพศกลุ่มคนข้ามเพศและนอนไบนารีในประเทศไทย ยังคงถูกกะเกณฑ์ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นมิตรนัก ไม่ใช่แค่โดยรัฐผ่านกลไกกฎหมายเท่านั้น แต่โดยสังคมผ่านทางจารีตประเพณีด้วย 

โดยชื่อ คำนำหน้า และคำระบุเพศสถานะ (Sex Marker) คือเครื่องมือหลักที่รัฐใช้ในการจัดแจงผู้มีความหลากหลายลงกล่องเพศแบบเดิมๆ

แน่นอน วิธีการเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ทั้งในมิติกฎหมาย การให้บริการของรัฐ ระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข การเดินทาง และการประกอบอาชีพ จึงเกิดการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายคำนำหน้าชื่อด้วยแนวทางและกลไกที่แตกต่างกันไป

ในเมื่ออัตลักษณ์คนข้ามเพศมีตัวตนอยู่ตั้งแต่ก่อนจะมีคำว่า ทรานส์เจนเดอร์ ซึ่งบัญญัติขึ้นในปี 1965 มิหนำซ้ำยังปรากฏบนหน้าประวัติศาสตร์หลากวัฒนธรรมมาโดยตลอด หนึ่งในคำถามที่น่าสนใจคือ พวกเขาระบุเพศของตนเองอย่างไร ภายใต้กฎหมายและโครงสร้างที่อะลุ่มอล่วยและไม่เคร่งครัดรัดกุมเท่าปัจจุบัน

สองเพศที่ไม่เคยมีแค่สอง

บันทึกทางประวัติศาสตร์สะท้อนว่า คนโบราณรู้จักความหลากหลายทางเพศนอกเหนือจากชายหญิงมาช้านาน และหลายครั้งพวกเขาก็เป็นที่เคารพนับถือ หรือกระทั่งมีบทบาทสำคัญในศาสนาและสังคม 

ราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวเมโสโปเตเมียส่วนใหญ่รู้จัก อินันนา (Inanna) เทพีแห่งความรัก ตัณหา และสงคราม ตามตำนานว่ากันว่า อินันนามีฤทธิ์เดชและอำนาจในการเปลี่ยนเพศมนุษย์เป็นอีกเพศหนึ่งได้ นักบวชในวิหารของอินันนาที่เรียกตนเองว่า กาลา (Gala) จึงเป็นผู้ชายเข้ามารับบทบาท ‘เหมือนผู้หญิง’ โดยสมบูรณ์ เช่น ตั้งชื่อใหม่โดยใช้ชื่อเพศหญิง ใช้ภาษาพูดพิเศษที่มีไว้ให้ผู้หญิงพูด แต่งตัวเป็นผู้หญิง และคอยดำเนินพิธีกรรมต่างๆ ให้กับศาสนิกชน

ทำนองเดียวกัน นักบวชขันทีของเทพีไซเบล (Cybele) ที่เรียกว่าพวกกัลลี (Galli) ก็ตัดสินใจเข้ารีตด้วยการตอนตนเอง ก่อนจะเริ่มแต่งหน้าแต่งตัวเป็นผู้หญิง และเนื่องจากโครงสร้างทางสังคมและกฎหมายในสมัยกรีกโบราณ มิได้มีระบบจัดหมวดหมู่เพศเคร่งครัดเหมือนปัจจุบัน กัลลีจึงสามารถใช้บทบาทศาสนาและวิถีชีวิตในการรองรับอัตลักษณ์ทางเพศของตน โดยไม่อิงกับร่างกายหรือเอกสารทางกฎหมายใดๆ

หากข้ามมาทางเอเชียใต้บ้างจะพบว่า ภายใต้วัฒนธรรมฮินดูดั้งเดิม ฮิจรา (Hijra) หรือที่คนไทยเรียกกันว่ากะเทยอินเดียนั้น ได้รับความเคารพในระดับหนึ่ง นอกจากจะมีอำนาจทางศาสนาแล้ว ยังถือว่าได้รับพระจากเทพเจ้าให้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ จนกระทั่งจักรวรรดิอังกฤษเข้ามามีบทบาทในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เมื่อถูกเจ้าอาณานิคมตัดสินว่าผิดปกติในทางเพศ ชาวอินเดียจึงเคารพและให้เกียรติฮิจราน้อยลง

สู่ยุคเอกสารราชการ

ในสังคมโบราณและก่อนสมัยใหม่ เพศมักถูกกำหนดผ่านบทบาททางสังคม มากกว่าผ่านหมวดหมู่ทางกฎหมายที่ชัดเจน แต่เมื่อรัฐสมัยใหม่เริ่มพัฒนาระบบบริหารจัดการประชากร เช่น การทำสำมะโนประชากร ระบบทะเบียนราษฎร และเอกสารระบุตัวตน 

เพศจึงค่อยๆ ถูกทำให้เป็นข้อมูลทางราชการที่ต้องระบุอย่างชัดเจนในเอกสาร เช่น กระบวนการนี้สะท้อนสิ่งที่นักปรัชญาอย่าง มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) เรียกว่า Biopolitics หรือการที่รัฐสมัยใหม่เข้ามาบริหารจัดการชีวิตของประชากร ผ่านการจำแนกและควบคุมเนื้อตัวร่างกาย

ภายใต้กรอบนี้ เพศไม่อาจเป็นแค่เพียงอัตลักษณ์ทางสังคมเท่านั้น แต่กลายเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้ในการจัดระเบียบประชากร การระบุเพศในเอกสารราชการตั้งแต่แรกเกิดจึงทำให้เพศถูกตรึงอยู่ในระบบข้อมูลของรัฐตั้งแต่เมื่อไรไม่อาจทราบ รู้แต่ว่ามันเชื่อมโยงกับสิทธิ หน้าที่ และการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ อย่างตัดไม่ขาด

Self-ID

หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ถูกเสนอในกฎหมายร่วมสมัยคือ Self-Identification Law (Self-ID) ซึ่งหมายถึงแนวปฏิบัติที่เปิดกว้างให้บุคคลสามารถกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศของตนในเอกสารราชการตามอัตลักษณ์ทางเพศได้ โดยไม่ต้องผ่านเงื่อนไขทางการแพทย์ เป็นแนวทางที่เกิดขึ้นจากการวิพากษ์ระบบเดิม ที่มักกำหนดให้บุคคลต้องพิสูจน์ตัวตนผ่านกระบวนที่ซับซ้อน

ข้อถกเถียงเรื่อง Self-ID ไม่ใช่เพียงคำถามเรื่องอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่เป็นคำถามเชิงนโยบายเกี่ยวกับบทบาทของรัฐ ประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ เกณฑ์ทางกฎหมาย ว่าการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศควรอาศัยหลักฐานหรือขั้นตอนใดบ้าง บางประเทศกำหนดให้ต้องมีการวินิจฉัยทางการแพทย์หรือคำสั่งศาล ในขณะที่บางประเทศเปิดให้บุคคลสามารถยื่นคำร้อง เพื่อแก้ไขข้อมูลเพศด้วยตนเองผ่านกระบวนการทางปกครอง

ปัจจุบันมีหลายประเทศที่หันมาใช้ระบบ Self-ID หรืออย่างน้อยที่สุดก็เปิดให้คนเพศหลากหลายสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าหรือคำระบุเพศบนเอกสาร อาร์เจนตินานับเป็นหนึ่งประเทศที่คนอ้างอิงถึงบ่อยเมื่อพูดถึงระบบ Self-ID ที่เริ่มนำมาใช้หลังบัญญัติ Gender Identity Law ในปี 2012

นอกจากอาร์เจนตินาแล้ว ก็ยังมีอีกประมาณ 23 ประเทศทั่วโลกที่หันมาพัฒนาระบบ Self-ID ไม่ว่าจะเป็นเบลเยียม บราซิล ชิลี โคลอมเบีย คอสตาริกา คิวบา เดนมาร์ก เอกวาดอร์ ฟินแลนด์ เยอรมนี ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก มอลตา นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ ปากีสถาน โปรตุเกส สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และอุรุกวัย

งานวิจัยร่วมสมัยด้านสังคมวิทยาสาธารณสุขของ แคทริน โนโวอตนี (Kathryn Nowotny) ชี้ให้เห็นว่า เอกสารระบุตัวตนของรัฐ เช่น สูติบัตร พาสปอร์ต หรือใบขับขี่ ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของคนข้ามเพศ การมีเอกสารที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศสามารถลดแนวโน้มที่พวกเขาจะเผชิญการเลือกปฏิบัติ ความอับอาย และความรุนแรงได้จริง

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเปลี่ยนชื่อหรือคำระบุเพศในปัจจุบันมักยุ่งยาก เต็มไปด้วยภาระทางกฎหมาย และขั้นตอนทางราชการยั้วเยี้ย ส่งผลให้ทั้งคนข้ามเพศและนอนไบนารีจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อยหรือกลุ่มที่มีประวัติในระบบยุติธรรม ไม่สามารถเข้าถึงการรับรองทางกฎหมายได้อย่างเท่าเทียม

อ้างอิง

https://thaitga.org/contents?id=468 

https://www.silpa-mag.com/culture/article_100489 

https://www.hrw.org/th/report/2021/12/09/380638 

https://lovefoundation.or.th/en/legal-transgender-in-thailand/ 

https://www.hrc.org/resources/seven-things-about-transgender-people-that-you-didnt-know 

https://www.opendemocracy.net/en/5050/argentina-trans-rights-luana-self-id-gabriela-mansilla-healthcare/ 

Tags: , , , ,