“อยากมีแฟน 2-3 คน พูดจริงๆ 47 แล้ว ผมไม่โกหก ไปเปิดสาขาที่จีน คนหนึ่งอยู่จีน เปิดอเมริกา อีกคนก็คุมที่นั่น ไม่จ้างผู้จัดการ มันไม่ลึก ต้องเป็นเมีย ต้องหลายๆ คน ไปคุมหลายๆ ประเทศ ทำให้ยิ่งใหญ่ ผมตายแล้วจบ ลูกไม่มีครับ”

คำสัมภาษณ์ของ กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ในรายการ Club Friday Show กลายเป็นประเด็นใหม่ หลังจากเรื่องราคาสินค้าที่สูงเกินควร กับการ (ไม่) ดูแลลูกค้าที่เพิ่งจบไป

แน่นอนว่าหากพูดกันบนฐานความคิดเชิงเสรีนิยม (Liberalism) อาจมองว่าความสัมพันธ์ข้างต้นเป็นเรื่องปกติในความสัมพันธ์แบบพหุสามีภริยา (Polygamy) หรือการมีสามีหรือภรรยาหลายคนในเวลาเดียวกัน 

แต่ในกรณีนี้จะเห็นได้ชัดว่าเป็น ‘การมีภรรยาหลายคน’ (Polygyny) หรือการที่สามีมีภรรยามากกว่า 1 คนในเวลาเดียวกัน ซึ่งหากทุกบุคคลในความสัมพันธ์ โดยเฉพาะผู้หญิงยินยอม ก็อาจเป็นเรื่องปกติในทางสังคม เพราะความสัมพันธ์ถือเป็นเรื่องส่วนตัว และเป็นสิทธิในการออกแบบชีวิต

อย่างไรก็ตาม ประโยคข้างต้นค่อนข้างเป็นมุมมองที่สะท้อนทัศนคติแบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) จากการพยายามใช้อำนาจของความเป็นผู้ชายหรือสามีในการจัดวางผู้หญิงหรือภรรยา เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ หรือที่เรียกว่า ‘ปิตาธิปไตยทุนนิยม’

ปิตาธิปไตยทุนนิยม (Capitalist Patriarchy) คือแนวคิดทางสตรีนิยมสายสังคมนิยมที่อธิบายว่า ระบบชายเป็นใหญ่และระบบทุนนิยมทำงานร่วมกันเพื่อกดขี่ผู้หญิง โดยใช้ประโยชน์จากแรงงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างและการควบคุมร่างกาย

ดังนั้น สิ่งที่อยากชวนผู้อ่านทุกท่านมาแลกเปลี่ยนกัน จึงไม่ใช่ประเด็นของการที่ผู้ชายควรมีภรรยากี่คน แต่เป็นประเด็นที่ว่า ‘เหตุใดสังคมยังจินตนาการถึงภรรยาในฐานะทรัพยากรที่ช่วยสร้างความสำเร็จของสามีได้อย่างเป็นธรรมชาติ’

หากเราพิจารณาคำสัมภาษณ์จะเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ที่ต้องการนอกเหนือจากความรักนั้น คือประโยชน์ใช้สอย ทั้งการดูแลสาขา การขยายกิจการ และการสร้างความมั่นคงขององค์กร หรืออาจกล่าวง่ายๆ ว่า เป็นการอธิบายภรรยาในฐานะแรงงานที่มีประสิทธิภาพ มากกว่าการเป็นคู่ชีวิตที่ดี

แน่นอน การที่คู่สมรสช่วยกันสร้างธุรกิจไม่ใช่เรื่องผิด เพราะธุรกิจครอบครัวจำนวนมากทั่วโลก ต่างเติบโตขึ้นจากการทำงานร่วมกันของสามีภรรยา

แต่คำถามที่ตามมาคือ เมื่อบทบาทของภรรยาถูกอธิบายผ่าน ‘หน้าที่การทำงาน’ แล้วสังคมเคยมองเห็นแรงงานของพวกเธอในฐานะ ‘งาน’ จริงหรือไม่

หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ‘งานของผู้หญิง’ มักถูกผูกโยงกับการดูแลคนในครอบครัวและบ้าน หรือที่เรียกว่า ‘งานดูแล’ (Care Work) ซึ่งงานดังกล่าวไม่ได้ใช้เพียงสมองหรือแรงกาย แต่ยังต้องใช้แรงใจ ซึ่งอาจแลกมาด้วยสุขภาพจิต ขณะที่สังคมโดยเฉพาะระบบทุนนิยม มองเป็นเพียง ‘หน้าที่’ และ ‘การช่วยเหลือ’ ส่งผลให้แรงงานของผู้หญิงกลายเป็นเพียงการสนับสนุน มากกว่าการยอมรับว่า ผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากมาย 

แท้จริงแล้ว งานดูแลไม่ได้เป็นหน้าที่ของผู้หญิง แต่เป็นงานที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจดำรงอยู่ได้ โดยไม่เคยได้รับค่าตอบแทนหรือการมองเห็น

งานดูแลไม่เคยเป็นเพียงกิจกรรมภายในครัวเรือน หากแต่เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ ซึ่งการเกิดขึ้นของระบบทุนนิยมไม่ได้อาศัยเพียงแรงงานในโรงงาน หากยังอาศัยแรงงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างของผู้หญิงในการผลิตซ้ำแรงงาน (Social Reproduction) ผ่านการทำอาหาร ดูแลบ้าน เลี้ยงดูบุตร และฟื้นฟูแรงงาน ให้พร้อมกลับเข้าสู่ระบบการผลิตในวันถัดไป

จนกระทั่งยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ผู้หญิง ‘ต้อง’ ออกมาทำงานแทนผู้ชายที่ไปออกรบ เพื่อดูแลบ้านและครอบครัว ทำให้ผู้หญิงกลายเป็นแรงงานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งผลให้บทบาททางเศรษฐกิจของผู้หญิงได้รับการมองเห็นมากขึ้น และทำให้รัฐเห็นคุณค่าของพวกเธอ แต่แรงงานหญิงก็ยังได้รับค่าจ้างต่ำกว่าแรงงานชาย โดยในเวลาต่อมา ประเด็นดังกล่าวได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงานและสิทธิสตรี แม้ว่าความเหลื่อมล้ำทางเพศในตลาดแรงงานจะยังดำรงอยู่ก็ตาม

ถึงอย่างนั้น สิทธิและสวัสดิการของแรงงานหญิงหลายอย่างก็ยังไม่สมบูรณ์ เช่น การลาคลอด หรือการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรหลังการคลอด และการลาเมื่อมีประจำเดือน

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้หญิงจำนวนมากที่ก้าวเท้าออกนอกบ้านเพื่อไปทำงาน เมื่อตกเย็นก็ก้าวเท้าเข้าบ้านแล้วต้องทำงานบ้าน พฤติกรรมลักษณะนี้เรียกว่า ‘The Second Shift’ หรือภาระงานบ้านและการดูแลครอบครัวที่ไม่ได้รับค่าจ้างซึ่งผู้หญิงต้องทำต่อให้เสร็จ หลังจากกลับจากการทำงานประจำที่ได้รับค่าจ้างในกะแรกแล้ว

พฤติกรรมข้างต้นกลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม จากการทำให้เป็นปกติ (Normalization) ของปิตาธิปไตยทุนนิยม ที่จัดระบบทางสังคม ให้ผู้หญิงต้องรับผิดชอบ ‘งานดูแลที่ไม่ได้รับค่าจ้าง’ ทั้งการรับผิดชอบงานบ้าน งานดูแล และการจัดการอารมณ์ของสมาชิกในครอบครัว แม้พวกเธอจะต้องเผชิญกับปัญหาจำนวนมากเมื่อออกไปทำงานนอกบ้าน และแม้ว่าความจริงแล้ว งานดูแลดังกล่าวล้วนเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคม

แต่นั่นอาจยังไม่เจ็บปวดเท่ากับ ‘แรงงานหญิงที่อยู่ในบ้าน’ เพราะเมื่อธุรกิจกลายเป็นเรื่องในบ้าน นอกจากงานดูแลบ้านและลูกที่ผู้หญิงในฐานะภรรยาหรือแม่ต้องทำแล้ว พวกเธอยังต้องช่วยขายของ ดูแลร้าน ทำความสะอาด รับลูกค้า ทำบัญชี เลี้ยงลูก ทำอาหารเพื่อเลี้ยงครอบครัวอย่างไร้ซึ่งเส้นแบ่งของพื้นที่ ปริมณฑล ตลอดจนเวลา กระทั่งชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกัน

หากร้านยังไม่ปิด พวกเธอก็ยังทำงาน

หากลูกยังไม่นอน พวกเธอก็ยังทำงาน

และหากวันพรุ่งนี้ร้านยังต้องเปิด พวกเธอก็ต้องตื่นขึ้นมาทำงานอีกครั้ง

ทั้งหมดนี้กลับแทบไม่เคยถูกเรียกว่า ‘งาน’ และพวกเธอกลับไม่เคยถูกนับว่าเป็น ‘แรงงาน’ เพราะการมองว่างานของพวกเธอเป็นเพียงการสนับสนุน มากกว่าการยอมรับว่าเป็นงานที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งที่หากแยกออกมา ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด การดูแลลูก การทำอาหาร การจัดการร้าน การบริหารสินค้าและบริการ หรือแม้แต่การดูแลบัญชี ทั้งหมดล้วนเป็นงานที่จ้างคนมาทำได้ ซึ่งล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น

ภาพเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นภาพที่พบได้ในธุรกิจครอบครัวจำนวนมากในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านโชห่วย หรือกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ภรรยาไม่ได้เป็นเพียงคนช่วยงาน แต่ทำหน้าที่ตั้งแต่ดูแลบัญชี การบริการลูกค้า และหน้าที่อื่นๆ อีกมากมาย ไปจนถึงการบริหารงานในครอบครัวควบคู่กันไป

แม้งานเหล่านี้จะมีคุณค่า และแยกออกเป็นตำแหน่งงานที่ได้รับค่าจ้างได้ทั้งสิ้น แต่เมื่อผู้ปฏิบัติงานคือ ‘ภรรยา’ แรงงานเหล่านั้นกลับถูกเรียกรวมอย่างเรียบง่ายว่า ‘การช่วยเหลือ’ ราวกับว่าสิ่งที่พวกเธอทำเป็นการสนับสนุนมากกว่าการทำงานจริง

นักเศรษฐศาสตร์สตรีนิยมเรียกปรากฏการณ์เช่นนี้ว่า ‘แรงงานที่มองไม่เห็น’ หรือแรงงานที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้รับการนับรวมในความสำเร็จทางธุรกิจ ไม่ได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม และไม่ถูกยอมรับในฐานะผู้สร้างมูลค่า ทั้งที่ในหลายกรณี หากไม่มีแรงงานของภรรยา ธุรกิจครอบครัวจำนวนไม่น้อยอาจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้

เมื่อย้อนกลับไปที่คำสัมภาษณ์ จะพบว่าสิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงความต้องการมีภรรยาหลายคน หากแต่เป็นเหตุผลที่ใช้อธิบายการมีภรรยาเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น

“เปิดสาขาที่จีนคนหนึ่ง อยู่จีน”

“เปิดอเมริกาอีกคน ก็คุมที่นั่น”

“ไม่จ้างผู้จัดการ มันไม่ลึก ต้องเป็นเมีย”

ประโยคเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่ถูกคาดหวังจาก ‘ภรรยา’ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบทบาทของคู่ชีวิต แต่รวมถึงการเป็นผู้จัดการ หรือผู้ที่พร้อมอุทิศแรงงานให้กับธุรกิจ เพราะสถานะ ‘เมีย’ ถูกวางให้มีความไว้วางใจ ความภักดี และความผูกพัน มากกว่าความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้าง

ดังนั้น จึงอาจต้องตั้งคำถามว่า เหตุใด ‘ความเป็นภรรยา’ ถึงยังถูกจินตนาการให้เป็นทรัพยากรที่นำมาใช้ได้ ทั้งยังคาดหวังให้ต้องอุทิศความเสียสละและความรับผิดชอบ โดยที่สังคมยังมองว่าแรงงานของภรรยาเป็นทรัพยากรที่เรียกใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทน และไม่จำเป็นต้องยอมรับในฐานะผู้สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม

แน่นอนว่า ผู้ชายจำนวนไม่น้อยก็ทำงานร่วมกับภรรยาในฐานะหุ้นส่วนทางธุรกิจ และครอบครัวจำนวนมากแบ่งงานดูแลกันอย่างเท่าเทียมมากขึ้น บทความนี้จึงไม่ได้ปฏิเสธความสมัครใจของคู่สมรส หากแต่ชวนตั้งคำถามว่า ความสมัครใจนั้นเกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างทางสังคมแบบใด และเหตุใดจึงยังอธิบายแรงงานของภรรยาด้วยคำว่า ‘ช่วย’ มากกว่าการยอมรับว่าเป็นแรงงานที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ‘ผู้หญิง’ ในสังคมไทย จะยังต้องอยู่ในโครงสร้างและระบบที่มองผู้หญิงในฐานะ ‘ผู้ดูแล’ มากกว่าการมองว่าพวกเธอคือผู้สร้างความสำเร็จในฐานะแรงงาน และผู้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจริงหรือ

เพราะตราบใดที่แรงงานผู้หญิงยังถูกลดทอนให้เป็นเพียง ‘การช่วย’ สังคมก็อาจยังไม่เคยยอมรับอย่างแท้จริงว่า งานที่ทำให้ทั้งครอบครัวและธุรกิจดำรงอยู่ได้ไม่ใช่ความช่วยเหลือ หากแต่คือ ‘งาน’ ที่มีคุณค่าไม่ต่างจากงานอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจ

ที่มา: 
– Federici, S. (1975). Wages Against Housework. Bristol, UK: Power of Women Collective & Falling Wall Press.

– Federici, S. (2004). Caliban and the Witch: Women, the Body and Primitive Accumulation. New York: Autonomedia.

– Hochschild, A. R., & Machung, A. (2012). The second shift: Working families and the revolution at home (Rev. ed.). Penguin Books.

– International Labour Organization. (2018). Care Work and Care Jobs for the Future of Decent Work. Geneva: ILO. 

– OECD. (2023). Joining Forces for Gender Equality: What is Holding us Back?

– Scott, J. W. (1999). Gender and the Politics of History (Revised ed.). New York: Columbia University Press.

– UN Women. (2021). Whose Time to Care? Unpaid Care and Domestic Work During COVID-19. New York: UN Women.

https://themomentum.co/gender-polyamory-in-hollywood/

https://www.facebook.com/share/p/19GMM9msmE/

Tags: , , , , , , , , , ,