ใครๆ ก็ปักปากกาลดน้ำหนัก

ทั้งที่เริ่มต้นจากการเป็นนวัตกรรมที่ใช้เพื่อรักษาโรค แต่ปัจจุบัน ดารา อินฟลูเอนเซอร์ ตลอดจนคนรอบตัวกลับใช้มันจนเป็นปกติ

ไม่เกินจริงนัก หากผู้เขียนจะกล่าวว่า ในกลุ่มคนรู้จัก 10 คน มีถึง 5 คนที่ปักปากกาลดน้ำหนักมาแล้ว แต่ที่น่าสังเกตคือ ไม่มีใครอยู่ในเกณฑ์ที่จำเป็นต้องพึ่งตัวช่วยนี้เลย ทุกคนล้วนมีรูปร่างสมส่วน หรือน้ำหนักน้อยอยู่แล้วก็มี ช่วงที่ผ่านมากระแสปากกาลดน้ำหนักกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวาง บ้างว่าไม่ดีต่อสุขภาพ ทำให้กล้ามเนื้อหาย สุดท้ายก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม บ้างว่าแล้วแต่การใช้งาน เรื่องของเขา อย่างน้อยก็ดีกว่าอ้วน

ปัญหาหลักอาจไม่ใช่การมีอยู่ของปากกาลดน้ำหนัก หรือนวัตกรรมเพื่อความงามใดๆ หากแต่เป็นความจริงที่ว่า คนจำนวนมากรู้สึกว่ารูปลักษณ์ของตัวเองยังไม่ดีพอ จนยอมทำทุกวิถีทางซึ่งรวมถึงวิธีทางการแพทย์เช่นนี้ เพื่อเข้าใกล้มาตรฐานความงามที่สังคมสร้างไว้ และช่วยกันสร้างมันต่อไป ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

“ตอนประกวด เรารู้ว่าเราตัวใหญ่กว่า แต่เราต้องเป็นคนตัวใหญ่กว่าที่ผู้คนยังสามารถยอมรับได้”

แอนชิลี สก็อต-เคมมิส เจ้าของตำแหน่ง Miss Universe Thailand 2021 ให้สัมภาษณ์ในรายการ Kim’s Mirror ว่า ช่วงอยู่ในกองนางงาม เธอดูแลรูปร่างตัวเองด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องนัก ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อชดเชยหลังจากรู้สึกว่ากินมากเกินไป หรือแม้กระทั่งการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ทั้งที่ในเวลานั้นเธอกำลังเป็นผู้ผลักดันแคมเปญ #RealSizeBeauty เพื่อรณรงค์ให้ผู้คนรักรูปร่างอันหลากหลาย และเชื่อว่าร่างกายทุกรูปแบบสวยงาม

คำบอกเล่าของแอนทำให้เห็นว่า แม้แต่ผู้ที่ผลักดันประเด็นนี้อย่างเธอก็ยังหนีแรงกดดันจากมาตรฐานความงามไม่พ้น แน่นอนว่ามองอย่างไรแอนก็เป็นผู้หญิงที่สวยมาก แต่ภายใต้ค่านิยมแบบเอเชีย รูปร่างแข็งแรงแบบนักกีฬาลูกครึ่งของเธอกลับยังถูกมองว่าใหญ่เกินไป เพราะในสังคมที่ยกย่องความงามเพียงไม่กี่แบบ ความแตกต่างแม้เพียงเล็กน้อยก็กลายเป็นข้อบกพร่องในสายตาของใครได้เสมอ

แม้จะใหม่สำหรับเวทีประกวดนางงามไทยในตอนนั้น แต่จริงๆ แล้ว Real Size Beauty พูดเรื่องเดียวกันกับแนวคิด Body Positivity ซึ่งเป็นกระแสมาก่อนหน้านั้นหลายปี 

Body Positivity มีรากฐานมาจาก Fat Acceptance Movement ในช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อกลุ่มคนอ้วน คนผิวดำ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมตัวกันเพื่อต่อต้านการเลือกปฏิบัติและการตีตราจากสังคม รวมถึงผลักดันให้ผู้คนยอมรับความหลากหลายของรูปร่าง ซึ่งพัฒนามาเป็นแนวคิดเรื่องการรักร่างกายตนเองอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิด Body Positivity แพร่หลายอย่างมากบนโซเชียลมีเดีย ทุกคนต่างพูดเรื่องรักตัวเอง ประเด็นอยู่ที่ว่า จากที่เคยเป็นแนวคิดเพื่อคนชายขอบ ตอนนี้คนที่ออกมาสอนให้รักตัวเองมักเป็นคนที่ดูดีตามแบบฉบับอยู่แล้ว สวยมั่นใจใครๆ ก็ชื่นชม ขณะที่ผู้ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน หากพูดเรื่องเดียวกันก็มักจะเผชิญกับการล้อเลียน การคุกคาม หรือโดนกล่าวหาว่าส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 

ธุรกิจเกี่ยวกับความงามยิ่งตอกย้ำให้ผู้คนเชื่อว่า ความมั่นใจกับรูปลักษณ์ภายนอกเป็นสิ่งที่แปรผันตรงกัน แบรนด์ต่างๆ ได้โอกาสหยิบยกความคิดตามแบบ Body Positivity มาใช้เป็นเครื่องมือขายสินค้า จนแม้แต่คนที่สวยตามค่านิยมยังรู้สึกว่าตัวเองต้องสวยขึ้นอีก คนที่ผอมยังต้องปักปากกา คนหน้าเล็กยังต้องฉีดโบท็อกซ์ แล้วคนที่ห่างไกลจากมาตรฐานเหล่านั้นจะเหลือพื้นที่ให้รักตัวเองได้มากแค่ไหน 

“หรือบางทีเมื่อมองกระจกแล้ว เราอาจไม่ต้องรักสิ่งที่เห็น และไม่จำเป็นต้องคิดว่ามันสวยงาม”

ตราบใดที่ผู้คนยังคงวิ่งตามค่านิยม ปากกาลดน้ำหนัก การศัลยกรรม และธุรกิจความงามก็จะยังเป็นที่นิยมต่อไป เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้อาจไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่กำลังขายความหวังว่าเราจะดีพอ 

ลองปรับจาก Body Positivity มาเป็น Body Neutrality ดูบ้าง แทนที่จะพยายามคิดบวกกับร่างกายตัวเอง จริงๆ แล้ว เราอาจไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไรกับมันเป็นพิเศษเลยก็ได้ ไม่ใช่ทุกสิ่งในชีวิตต้องถูกตัดสินผ่านกรอบบางอย่างเสมอไป บางครั้งการมองอย่างเป็นกลาง โดยไม่ชอบและไม่ชัง อาจทำให้ใจสงบกว่าการเฝ้าสังเกตความเป็นไปของร่างกาย เพื่อรอวันที่เราจะรักมันได้เสียที

ที่มา:

https://www.bbc.co.uk/bitesize/articles/z2w7dp

https://youtu.be/-Nzrsqo5KyM?si=6aLKTqXBOVHchU7K 

https://withinhealth.com/learn/articles/body-neutral-affirmations

Tags: , , , , ,