ปัจจุบันมีผู้หญิงในช่วงอายุ 31-49 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder: ADHD) เพิ่มขึ้นกว่าทศวรรษก่อนมากถึง 694% และสาเหตุไม่ใช่เพราะเพิ่งมีปัจจัยภายนอกเข้ามาทำให้พวกเธอสมาธิสั้นลงแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะในอดีต มีเด็กผู้หญิงจำนวนมากที่เป็นโรคสมาธิสั้น แต่ไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง ผู้หญิงหลายคนจึงต้องเติบโตมากับมัน คอยรับมือมันโดยขาดความเข้าใจ ก่อนจะมาค้นพบเอาตอนโตว่า มีโรคนี้แฝงอยู่กับตัวมาโดยตลอด
หนึ่งในกรณีอคติทางเพศในการวินิจฉัยโรค (Gender Bias in Medical Diagnosis) ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งคือ ผู้ป่วยหญิงถูกแพทย์เลือกปฏิบัติโดยการไม่รับฟังอย่างจริงจัง ปฏิเสธไม่ยอมรักษา เพราะคิดว่าพวกเธอเพียงไม่อดทนต่ออาการเจ็บป่วยเท่าผู้ชาย หรือกระทั่งตรวจโรคไม่ถี่ถ้วนจนวินิจฉัยโรคผิดเป็นอีกอย่างไปเลย
โรคสมาธิสั้นเอง ก็นับเป็นภาวะผิดปกติทางระบบประสาทที่นักวิทยาศาสตร์และบุคลากรทางการแพทย์ศึกษา โดยเอนเอียงไปทางตัวอย่างที่เป็นเด็กชายมากที่สุดโรคหนึ่ง หลักฐานสำคัญคือ กระทั่งในปัจจุบัน เกณฑ์การวินิจฉัยที่ปรากฏใน DSM-5 (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, 5th Edition) ตำราวินิจฉัยโรคทางจิตเวชที่ใช้กันเป็นสากลมายาวนาน ยังคงยึดโยงกับผลการศึกษาเหล่านี้อยู่
บทบาททางเพศมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมให้เด็กผู้หญิงแสดงอาการน้อยกว่า หรือแสดงผ่านช่องทางที่ต่างไปจากผู้ชาย โดยเด็กผู้หญิงจะเริ่มถูกคาดหวัง สอน และฝึกให้อยู่นิ่งๆ สุภาพเรียบร้อย และรู้จักควบคุมอารมณ์เร็วกว่าเด็กผู้ชายมาก อย่างในสังคมไทย มีชุดคำห้ามปรามพฤติกรรมดื้อซนชุดหนึ่งที่เป็นของเด็กผู้หญิงโดยเฉพาะ
“เป็นสาวเป็นนาง ทำท่าแบบนี้ไม่ได้นะลูก”
“โตเป็นสาวแล้ว รู้จักสำรวมหน่อย”
“กุลสตรีเขาไม่ทำกันแบบนี้”
“เป็นผู้หญิงประสาอะไร”
ทักษะการปกปิดอาการที่เราเรียกกันว่า ‘Masking’ ของเด็กผู้หญิงจึงพัฒนาเร็วกว่า และฝังอยู่ในรูปแบบพฤติกรรมลึกกว่าเด็กชายอย่างมีนัยสำคัญ
สัญญาณของ ADHD ในเด็กผู้หญิง
ลำพังเพียงภาพจำเดิมๆ อย่างเด็กดื้อซนอยู่ไม่สุข หรือเด็กกรี๊ดอาละวาดเอาแต่ใจนั้น ไม่ได้สะท้อนในประสบการณ์วัยเด็กของผู้หญิงจำนวนมาก อันที่จริง เด็กผู้หญิง (รวมถึงคนที่วัยเด็กถูกเลี้ยงอย่างเด็กหญิง) มักแสดงอาการบ่งชี้โรคในรูปแบบดังต่อไปนี้
– กระสับกระส่ายอยู่ข้างใน มากกว่าที่จะแสดงพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่งออกมาตรงๆ กล่าวคือ มักตกอยู่ในสภาวะที่ความคิดและเสียงรบกวนต่างๆ ตีกันยุ่งเหยิง จนทำใจให้ผ่อนคลายไม่ได้ แม้จะล้าสมองมากแล้วก็ตาม
– ชอบเอาใจคนอื่นจนเดือดร้อนตนเอง (People-Pleasing) ทั้งเพื่อเติมเต็มปมในใจหรือกลบเกลื่อนความรู้สึกลึกๆ ในใจว่าตนไม่ดีพอ ไม่ปกติเหมือนคนอื่น จึงพยายามอย่างหนักเพื่อตอบสนองความคาดหวังของคนรอบตัว แม้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางใจมหาศาล
– มีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ แต่บางครั้งอาจไม่ใช่ในรูปแบบเดียวกับเด็กผู้ชายที่มักแสดงออกผ่านพฤติกรรมอดทนรอคอยไม่เป็น หรือเผลอพูดโพล่งแทรกคนอื่น เด็กผู้หญิงจำนวนมากมักจะพอยับยั้งชั่งใจรอคอยจังหวะได้ แต่อาจแสดงอาการนี้ออกมาในรูปแบบที่ซับซ้อนกว่า เช่น อ่อนไหวต่อการถูกปฏิเสธหรือการถูกวิจารณ์ (Rejection Sensitivity) หรืออารมณ์เหวี่ยงกลับไปกลับมาจากปัจจัยยิบย่อย
ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ผู้หญิงที่มีอาการบ่งชี้โรคสมาธิสั้นกลุ่มนี้ มักได้รับการวินิจฉัยทางจิตเวชว่าเป็นโรคอื่นมาก่อน เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือไบโพลาร์ เป็นต้น ซึ่งหมายความว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเธอได้รับยาที่ไม่เหมาะกับอาการของตัวเองต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน
– เรียนเก่ง ดูทำทุกอย่างได้ดีเกินกว่าจะเป็นเด็กสมาธิสั้น (High-Functioning) กับดักความคิดหนึ่งที่ผู้ใหญ่ยุคก่อนๆ เคยเชื่อคือ เด็กเรียนเก่งเป็นเด็กสมาธิดี ส่วนเด็กสมาธิสั้นจะขาดความรับผิดชอบ และไม่สามารถจดจ่อกับบทเรียนได้
แต่ในความเป็นจริง ภายใต้ฉากหน้าที่ดูเรียนเก่ง ความรับผิดชอบดีเยี่ยม พวกเขาบางคนอาจทำทุกอย่างนั้นโดยใช้ความพยายามอย่างมากที่จะควบคุมไม่ให้เหลวไหล ผู้หญิงหลายคนที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยภายหลัง เล่าย้อนกลับไปถึงชีวิตวัยเรียนว่า “รู้สึกเหมือนทุกความรับผิดชอบที่มีแขวนอยู่บนเส้นด้าย”
– เหนื่อยล้าสะสมและภาวะหมดไฟเรื้อรัง เป็นผลต่อเนื่องจากข้อก่อนหน้า เพราะต้องพยายามชดเชยอาการสมาธิสั้นของตนเองด้วยความพยายามประคองตัวเองให้ดู ‘ปกติ’ พร้อมๆ กับหาสารพัดวิธีพัฒนาตัวเองใหม่ๆ ตลอดเวลา
หลายครั้งเด็กผู้ชายซึ่งมีโอกาสได้รับการวินิจฉัยมากกว่า จะเริ่มทำความเข้าใจอาการตัวเองได้ตั้งแต่วัยรุ่น แต่สำหรับผู้หญิงหลายคน กว่าจะได้รับการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้อง พวกเธอก็เหนื่อยล้าสะสมมาแล้วหลายปี (หรือบางกรณีหลายสิบปี)
ผลกระทบของการได้รับการวินิจฉัยช้าเกินไป
การที่คนเราต้องมาสังเกตตัวเอง หาเวลาไปเข้าพบแพทย์ จนกระทั่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ADHD ในวัยผู้ใหญ่นั้น สามารถสร้างประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ซับซ้อนอย่างมาก ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นหญิงหรือชาย หลายคนอธิบายว่า มันคือการปะทะกันของความรู้สึกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น
– ความโล่งใจ: เหมือนในที่สุดก็ได้คำอธิบายสักทีว่า ทำไมถึงรู้สึกว่าการใช้ชีวิตมันช่างยากเย็นเมื่อเทียบกับคนอื่น เหมือนได้ยกภูเขาจากการต้องถูกตำหนิว่า หัวไม่ดี บกพร่อง ไม่มีความพยายาม หรือไม่มีวินัยตลอดเวลาออกไป
– ความเศร้า: ต่อช่วงเวลาหลายปีที่หมดไปกับการโทษตัวเอง ต่อความช่วยเหลือที่มาช้าเกินไป และต่อความเป็นไปได้มากมายหลายเส้นทางที่หวนกลับไปเลือกไม่ได้แล้ว ได้แต่วนเวียนอยู่กับความคิดว่า ชีวิตจะเป็นอย่างไรหากได้รับการเข้าใจตั้งแต่ต้น
– ความโกรธ: ต่อระบบ ต่อครอบครัว หรือต่อผู้เชี่ยวชาญที่มองข้ามสัญญาณโรค
– ความเข้าใจตัวเอง: มาจากการมีโอกาสย้อนกลับไปมองประสบการณ์ ทั้งชีวิตผ่านเลนส์ของ ADHD ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ ส่วนมากจะต้องใช้เวลาทบทวน ทำความเข้าใจ และให้อภัยตัวเองนานพอสมควร
ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับทั้งยา กระบวนการบำบัด และความเข้าใจจากคนรอบข้าง มักต้องทนอยู่กับความรู้สึกอาย เหนื่อยล้า และถูกเข้าใจผิดเป็นเวลานาน จึงมักประสบปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้า
อ้างอิง:
– https://neurobetter.org/advice-hub/neurodiversity/adhd/women-and-late-diagnosis
– https://www.healthline.com/health/adhd/adhd-in-women
Tags: พฤติกรรม, สมาธิสั้น, เด็กผู้หญิง, การควบคุมอารมณ์, โรคสมาธิสั้น, ภาวะสมาธิสั้น, Gender, ผู้หญิง, Masking, ADHD




