ปี 2556 ระดับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีขึ้นไปถึง 3.31 เมตร ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีในเวลานั้นบอกว่า เป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2533 คนปราจีนฯ จดจำน้ำปีนั้นไว้เป็นหมุดหมายเสมอ

13 ปีต่อมา หมุดหมายนั้นถูกแทนที่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ยอมรับว่าปริมาณน้ำในลุ่มน้ำภาคตะวันออกรอบนี้ ทั้งปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา มีราว 2,100 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าปี 2556 และมากกว่าเป็นสิบเท่าของความจุเขื่อนขุนด่านปราการชล ที่ระดับน้ำสูงสุดยังไม่แซงปี 2556 เพียงเพราะมวลน้ำส่วนหนึ่งถูกผลักไปทางกรุงเทพฯ และฉะเชิงเทรา

แต่สำหรับปราจีนบุรี ปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่ปัญหาเดียวที่ ‘ตอผุด’ ขึ้นมา เรื่องราวหลากหลายที่เกิดขึ้นกับจังหวัดเล็กๆ ทางภาคตะวันออกสะท้อนภาพใหญ่ของประเทศไทยระยะหลังได้ดี เริ่มตั้งแต่วิธีการลงทุนเพื่อรับมือภัยพิบัติ การทำงานของ ‘อำนาจ’ กระทั่งวิธีที่ประเทศนี้ปล่อยให้บางเรื่องเติบโตอยู่ใต้จมูกจนกระทั่งน้ำมาเปิดให้เห็น

1

จนถึงวันนี้ หอการค้าจังหวัดปราจีนบุรีประเมินเบื้องต้นว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท

ฝนตกหนัก 3 วัน 3 คืนในปลายเดือนกันยายนเป็นตัวจุดชนวน แต่น้ำไม่ได้มาจากฟ้าอย่างเดียว น้ำจากอ่างเก็บน้ำต้นน้ำ แม่น้ำนครนายก เขื่อนขุนด่านปราการชล และคลองท่าลาด ไหลมาบรรจบกันที่ตัวเมืองปราจีนบุรี ซึ่งแม่น้ำกว้างแค่ราว 100 เมตร จากนั้นทั้งหมดก็ไหลไปกองที่บ้านสร้าง พื้นที่ลุ่มต่ำที่ต้องรับน้ำต่อ ส่วนปลายทางคือแม่น้ำบางปะกงก็ระบายไม่ทัน ส่งให้ฉะเชิงเทรามีน้ำท่วมหนักที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน

ที่น่าสนใจก็คือ จังหวัดนี้มีอ่างเก็บน้ำหลัก 4 แห่ง ความจุรวมกว่า 300 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 26 กันยายน อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาวันเดียวรับน้ำเข้าไปถึง 32 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่น้ำก็ยังท่วมเมือง

เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ปราจีนบุรีเจอน้ำสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี หลังจากนั้นมีการพูดกันเรื่องแผนบริหารจัดการน้ำมาตลอด มีแผนแม่บทใหม่ หน่วยงานใหม่ และงบประมาณใหม่ แต่เมื่อน้ำมาจริง ภาพที่เห็นก็คือน้ำไหลไปรวมกันที่จุดเดิม พื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำเหมือนเดิม และปลายทางระบายไม่ทันเหมือนเดิม อีกทั้งยังมาแบบไม่ทันตั้งตัว

แม้เหตุจะเกิดซ้ำซาก แต่ในภาพใหญ่ก็ยังไม่มีการบริหารน้ำทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ ไม่มีพื้นที่หน่วงน้ำที่วางแผนไว้จริงจัง และไม่มีผังเมืองที่รู้ว่าน้ำจะไหลไปทางไหน ข้อเสนอของหอการค้าจังหวัดปราจีนบุรีหลังน้ำลดก็คือ ให้ศึกษาเพิ่มความจุอ่าง พัฒนาพื้นที่หน่วงน้ำ และ ‘รื้อแผนบริหารทั้งลุ่มน้ำ’ ซึ่งเท่ากับว่า เอกชนเห็นว่าแผนที่มีอยู่ใช้ไม่ได้

คำถามที่ไม่มีใครตอบก็คือ ถ้าโครงสร้างที่เรามีรับมือน้ำปีนี้ไม่ได้ แล้วเงินหลายหมื่นล้านที่ลงไปกับการบริหารน้ำตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ซื้ออะไรให้คนในพื้นที่บ้าง

2

วันที่ 4 ตุลาคม 2569 นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ไปเยี่ยมโรงพยาบาลสนามค่ายจักรพงษ์และศูนย์พักพิงที่ปราจีนบุรี ให้กำลังใจผู้ป่วยและทีมแพทย์ และรับปากว่าจะมีงบซ่อมบ้าน วันเดียวกันนั้นก็ไปงานวันเกิดครบ 68 ปีของ เนวิน ชิดชอบ ที่บุรีรัมย์ด้วย

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.พรรคประชาชน ตั้งกระทู้สดในสภาฯ ว่า นายกฯ อยู่งานวันเกิดครึ่งวัน แต่อยู่พื้นที่น้ำท่วมราว 30 นาที แล้วถามว่าความเสียหายรอบนี้มาจากธรรมชาติกี่เปอร์เซ็นต์ มาจากการบริหารกี่เปอร์เซ็นต์ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลุกขึ้นตอบแทนว่าตอบไม่ได้ และเรียกการพูดถึงงานวันเกิดว่าเป็น ‘เรื่องไร้สาระ’

ที่แปลกก็คือ เวลาในพื้นที่ที่สั้นขนาดนั้นไม่ได้ทำให้อำนาจรัฐเชื่องช้าตามไปด้วย อย่างน้อยก็ในเรื่องหนึ่ง

อีกไม่กี่วันถัดมา เช้าวันที่ 7 ตุลาคม คุณอนุทินซึ่งนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย พูดถึง คุณเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง ต่อหน้าข้าราชการมหาดไทยระดับสูงว่า “น่าอับอาย น่าละอายอย่างมาก ที่มีคนแบบนี้อยู่ในระบบราชการของเรา” และว่า “คนแบบนี้ ถ้าแย่อย่างนั้นจริง รับราชการไม่ได้” แล้วสั่งให้สอบทั้งเรื่องวินัยและ ‘ทัศนคติ’ และให้เรียกตัวไปอบรมที่โรงเรียนนายอำเภอ จากนั้น คุณนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ก็มีคำสั่งให้นายอำเภอไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง 30 วัน มีผลทันที

ต้นเรื่องคือหนังสือขอย้ายที่ คุณวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ลงนามเมื่อวันที่ 30 กันยายน ซึ่งเป็นวันทำงานวันสุดท้ายก่อนเกษียณ ให้เหตุผลว่านายอำเภอไม่ให้ความร่วมมือกับจังหวัด และมีปัญหาการทำงานสะสมมาราว 4 ปี ไม่มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง นายกฯ ให้เหตุผลว่าเป็นช่วงฉุกเฉิน และเมื่อ ‘แม่ทัพ’ บอกว่าขุนพลคนนี้ใช้ไม่ได้ ก็ต้องเชื่อ

ผมไม่ได้จะบอกว่านายอำเภอคนนี้ทำงานดีหรือไม่ดี แต่ความน่าสนใจคือ ‘ลำดับเวลา’ รัฐไทยย้ายข้าราชการระดับอำเภอได้เร็วแทบจะเท่าดีดนิ้วกลางภาวะฉุกเฉิน ไม่ต้องรอผลสอบ ไม่ต้องฟังอีกฝ่าย และนายกฯ ก็ประณามกลางที่ประชุมระดับชาติ ผลจากการประณาม ไม่มีใครสอบนายอำเภอคนนี้ว่าทำชั่วช้าอย่างที่นายกฯ ประณามกลางที่ประชุมหรือไม่ และเมื่อเสียงวิพากษ์หนักเข้า นายอำเภอก็ได้รับคำสั่งย้ายไปที่อำเภอลำสนธิ ลพบุรี อย่างรวดเร็ว

ขณะที่โรงงานซึ่งชาวบ้านร้องเรียนมาหลายปี กลับต้องรอให้น้ำท่วมเสียก่อน รัฐถึงจะมองเห็น

3

น้ำท่วมปราจีนยังเปิดแผลที่ลึกกว่านั้นอีก วันที่ 29 กันยายน ภาพถ่ายมุมสูงในตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ เห็นคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันลอยบนผิวน้ำที่ท่วมทุ่งนา ยาวอย่างน้อย 1 กิโลเมตร ไหลไปทางชุมชนในอำเภอศรีมโหสถและทุ่งบางพลวง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญของจังหวัด ต้นทางคือบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ที่ถือใบอนุญาตโรงงานลำดับที่ 105 (คัดแยกและฝังกลบ) และ 106 (นำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วมาผลิตเชื้อเพลิง) โดรนของเจ้าหน้าที่พบว่าพนังกั้นน้ำของโรงงานแตก

ฝ่ายผู้ประกอบการอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจากฝนตกหนัก แต่ภาคประชาชนในพื้นที่ยืนยันว่า คราบน้ำมันและสารเคมีรั่วออกนอกโรงงานมาตั้งแต่ก่อนน้ำท่วม น้ำเพียงทำให้ทุกอย่างไหลไปไกลขึ้นและเร็วขึ้น ที่น่ากังวลกว่าคราบที่ลอยให้เห็นคือสิ่งที่มองไม่เห็น คุณพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าน้ำมันทำปฏิกิริยากับแผ่นรอง HDPE ใต้หลุมฝังกลบจนรั่ว สารปนเปื้อนก็จะซึมลงดินและน้ำบาดาล ขณะที่คำสั่งของรัฐยังมีแค่ให้หยุดรับขยะชั่วคราวและปิดคลุมกองขยะ โดยไม่มีกำหนดเวลาชัดเจน

ถึงกลางเดือนตุลาคม ปลาตายเกลื่อนคลองลำผักชีและหลายจุดของแม่น้ำปราจีนบุรี เพราะออกซิเจนในน้ำลดฮวบ บางจุดค่าออกซิเจนละลายในน้ำต่ำกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่าสารเคมีที่ทำให้แม่น้ำเปลี่ยนสีมาจากโรงงานไหน และน้ำทั้งหมดนี้ก็กำลังไหลลงบางปะกง ที่หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรอีก 3 จังหวัด

ไม่มีใครรู้ว่าวิกฤตรอบสองจะตามมาหรือไม่ คนปราจีนฯ กว่า 2,000 คนไม่ยอมรอให้รู้ จึงออกมารวมตัวเรียกร้องให้ปิดโรงงานถาวรและขนภูเขาขยะออกไป บางคนถือป้ายถามคำถามที่ตรงที่สุดในเรื่องนี้ว่า ใครเป็นคนนำขยะเข้ามา

4

ที่จริงแผลนี้ไม่ใช่แผลใหม่ ปราจีนบุรีเป็นเมืองรีไซเคิลมานานแล้ว

ราวปี 2560-2561 หลังจีนเริ่มปิดประตูรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมรีไซเคิลก็ย้ายมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยกลายเป็นปลายทางสำคัญ ในปี 2560 ไทยนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ราว 5.3 หมื่นตัน เฉพาะ 4 เดือนแรกของปี 2561 ก็กว่า 3.7 หมื่นตันแล้ว ปราจีนบุรีอยู่ในรายชื่อจังหวัดที่กรมควบคุมโรคประเมินว่ามีชุมชนคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ก็เชื่อแล้วว่า เบื้องหลังคือนักธุรกิจจีนที่จับมือกับคนไทยนำเข้าขยะโดยสำแดงเท็จ

ผ่านไปเกือบ 10 ปี เครือข่ายภาคประชาชนในจังหวัดเคยรายงานต่อกรรมาธิการสภาฯ ว่า มีจุดลักลอบทิ้งขยะและน้ำเสียอย่างน้อย 67 จุด แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยน จนกระทั่งน้ำมา

พอน้ำลด ขยะก็โผล่ กรมโรงงานอุตสาหกรรมสั่งหยุดประกอบกิจการ 3 โรงงาน ส่วนกรมป่าไม้ก็พบว่าที่ดินของโรงงานแห่งหนึ่งทับป่าสงวนแห่งชาติป่าแควระบม-สียัด อ้างสิทธิด้วย น.ส.3 ก. 3 ฉบับ ทั้งที่พื้นที่นั้นเคยเป็นป่าสงวนเมื่อปี 2530

คุณพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นว่า โรงงานต้นตอส่วนใหญ่เป็นทุนจีน บางแห่งมีข้อสงสัยว่าใช้คนไทยเป็นนอมินี บางบริษัททุนจดทะเบียนกระโดดจาก 5 ล้านเป็น 105 ล้านบาท อีกบริษัทจาก 3 ล้านเป็น 300 ล้านบาท และบริษัทที่ทำกิจการคล้ายกันในจังหวัดถูกเรียกตรวจถึง 86 บริษัท ที่สำคัญคือ ขยะเกือบทั้งหมดน่าจะนำเข้าจากต่างประเทศ ผ่านช่องโหว่การสำแดงสินค้าที่ท่าเรือ

เรื่องเน่าๆ แบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในคืนเดียว และไม่ได้ซ่อนอยู่ในที่ที่ไม่มีใครเห็น ตู้คอนเทนเนอร์ขยะผ่านท่าเรือเข้ามา โรงงานมีใบอนุญาต ที่ดินมีเอกสารสิทธิ ทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าก็ต้องผ่านการจดทะเบียน ทุกขั้นตอนต้องผ่านมือรัฐทั้งนั้น

เป็นความเละที่ดำรงอยู่ต่อเนื่องนานนับทศวรรษ

5

ตอนนี้ทุกคนพากันเล่นบทขึงขัง คุณวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่แล้วบอกว่า “เป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจ” ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีผู้มีชื่อเสียงในจังหวัดโทรหารัฐมนตรีบางคนให้ช่วยเคลียร์ แล้วสั่งอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศตรวจโรงงานประเภท 105 และ 106 ราว 3,000 แห่ง พร้อมประสาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้ตามตัวและตามเส้นทางเงิน

ส่วน คุณสุชาติ ชมกลิ่น รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ประกาศที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเช้าวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ว่า “ผมเปิดสงครามกับคนเหล่านี้แน่นอน” และ “จะเอาความเสี่ยงเรื่องสุขภาพประชาชนมาเป็นตัวประกันไม่ได้” จะผลักให้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ ให้ ปปง.ตามยึดทรัพย์ เพิกถอนใบอนุญาตถาวรถ้าทำผิดซ้ำ และเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกโดยมิชอบ

ฟังดูดี และผมก็อยากให้ทำได้จริง แต่ขอถามตรงๆ กฎหมายโรงงาน กฎหมายป่าสงวน กฎหมายสิ่งแวดล้อม และกฎหมายศุลกากรที่ยกมาอ้าง ไม่ได้เพิ่งออกเมื่อวาน กฎหมายเหล่านี้อยู่มานานแล้ว แล้วก่อนหน้านี้หน่วยงานรัฐอยู่ที่ไหน

ย้อนไปยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 ยกเว้นผังเมืองให้โรงงานคัดแยกและรีไซเคิลไปตั้งในพื้นที่สีเขียวได้ ซึ่งเดิมทำไม่ได้ เวลาผ่านไปราว 2 ปี โรงงาน 2 ประเภทนี้เพิ่มขึ้น 516 แห่งทั่วประเทศ เฉพาะฉะเชิงเทรา จังหวัดเพื่อนบ้านที่อยู่ลุ่มน้ำเดียวกับปราจีนบุรี ก็เพิ่มขึ้น 82 แห่ง หลายแห่งไปตั้งติดนาข้าว ไร่มัน และชุมชน

ตอนที่ชาวบ้านร้องเรียน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในขณะนั้น ตอบว่าคำสั่งนี้ไม่เกี่ยวกับปัญหา ปัญหาอยู่ที่ว่าโรงงานทำผิดกฎหมายหรือไม่

นั่นแปลว่า รัฐบาลชุดต่างๆ โดยเฉพาะยุค คสช.หลับตาข้างหนึ่งให้กิจการพวกนี้เติบโตอย่าง ‘ถูกกฎหมาย’ บนกระดาษ จนเปิดประตูให้ทุนเทาเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ใช่หรือไม่

แล้วหน่วยงานตรวจสอบที่ขึงขัง ปราบทุจริต ปราบโกง สร้างนิติรัฐ นิติธรรมในประเทศนี้ ก็มองไม่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นที่ปราจีนบุรีเลยใช่หรือไม่

6

ภาพเล็กๆ ที่ปราจีนบุรี จึงสะท้อนภาพใหญ่ของประเทศไทย

เราไม่ได้ลงทุนกับการป้องกันวิกฤตอย่างจริงจัง สร้างอ่างสร้างเขื่อน แต่ไม่เคยคิดเรื่องน้ำทั้งลุ่มน้ำ ผ่านน้ำท่วมใหญ่มาแล้ว 2 ครั้งในรอบ 15 ปี แต่น้ำครั้งที่ 3 ก็ยังไหลไปรวมกันที่จุดเดิม

เรามีระบบราชการที่เข้มแข็ง ย้ายนายอำเภอได้ในพริบตา ประณามได้กลางที่ประชุม แต่กลับปล่อยให้ขบวนการผิดกฎหมายโตขึ้นเรื่อยๆ ใต้จมูก เพราะเงินมีอำนาจมากกว่าใบอนุญาต แล้วพอวิกฤตมาถึง ก็จะมีคนออกมาเล่นบทขึงขัง ประกาศสงคราม ลงพื้นที่ถ่ายรูป สั่งตรวจทั่วประเทศ

จากนั้นเมื่อน้ำลดและข่าวเงียบ เรื่องทั้งหมดก็มักหายไปกับสายลม เราเคยเห็นแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง ทั้งขยะอิเล็กทรอนิกส์เมื่อปี 2561 และบ่อขยะพิษอีกหลายจังหวัดในภาคตะวันออก

ถ้าครั้งนี้จะมีใครถูกลงโทษ จะเป็นใคร นายอำเภอ 1 คน เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดอีก 2-3 คน หรือนอมินีชาวไทยที่มีชื่ออยู่ในหนังสือรับรองบริษัท หรือเราจะได้เห็นชื่อคนที่เซ็นใบอนุญาต คนที่ออกเอกสารสิทธิในป่าสงวน คนที่ปล่อยขยะผ่านท่าเรือ คนที่โทรหารัฐมนตรี และคนที่ได้ประโยชน์จากภูเขาขยะเหล่านี้มาตลอดหลายปี

เรื่องพวกนี้ไม่ต้องตอบ ทั้งผมและคุณต่างก็เดาได้

เพราะเราเห็นสูตรนี้มาจนชิน ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ความรับผิดชอบในประเทศนี้ไหลลงที่ต่ำเหมือนน้ำ จากรัฐมนตรีไหลลงไปที่อธิบดี จากอธิบดีลงไปที่ผู้ว่าฯ จากผู้ว่าฯ ลงไปที่นายอำเภอ แล้วไปกองอยู่ที่คนตัวเล็กที่สุดที่ไม่มีใครยื่นมือมาช่วย ไม่ต่างอะไรกับน้ำที่ไหลจากทุกสารทิศไปกองอยู่ที่บ้านสร้าง

ส่วนคนที่อยู่ ‘ต้นน้ำ’ ไม่เคยต้องเปียก ทั้งคนที่เขียนกติกาให้โรงงานขยะไปตั้งกลางทุ่งนาได้ คนที่เซ็นอนุญาตโดยไม่ถามว่าขยะมาจากไหน และคนที่รู้ว่าเวลามีเรื่องต้องโทรหาใคร

แล้วอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อน้ำมาอีกครั้ง เราจะเห็นภาพเดิมหรือไม่ น้ำไหลไปกองที่เดิม ขยะโผล่ที่เดิม นายอำเภอถูกย้ายอีกคน รัฐมนตรีประกาศสงครามอีกรอบ และคนที่ควรต้องรับผิดชอบก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม

น้ำลดเมื่อไร ตอก็ผุด

แต่ในประเทศนี้ ตอที่ใหญ่ที่สุดไม่เคยผุดขึ้นมาให้ใครเห็น… แต่รับรู้กัน เท่านั้นเอง

Tags: , , , , , , ,