ผมคิดว่าตั้งแต่การเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 จนถึงวันเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นพรุ่งนี้ เราอยู่กับ ‘ความผิดหวัง’ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
2 ปีผ่านไป ประเทศนี้เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไป 3 คน อันดับคอร์รัปชันไม่ได้กระเตื้องขึ้น เศรษฐกิจไทยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ย่ำแย่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ภาคการลงทุนไม่มีอนาคต เป็นความจริงที่ว่าประเทศไทยหยุดพัฒนา ผลพวงจากระบบการเมืองที่ล้มเหลวตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา จากความพยายามที่จะ ‘หยุดเวลา’ เอาไว้ที่เดิม ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ไม่พร้อมเปลี่ยนแปลง และไม่ยอมเปลี่ยนแปลง
ผลจากการต่อสู้ทางการเมืองของคนรุ่นก่อน ทำให้คนรุ่นหลังต้องรับสภาพนี้โดยไม่เต็มใจ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความไร้เสถียรภาพที่วนอยู่ในลูป 2-3 ปีนี้ ยังอยู่ภายใต้ ‘วังวน’ เดิม เป็นวังวนของความไม่พร้อมเปลี่ยนแปลง
คำถามคือเราจะอยู่ในวังวนนี้ต่อไปอีกนานเท่าไร
เราจะอยู่เฉยๆ ยอมรับความจริง เหนื่อยล้า อยู่กับความผิดหวัง อยู่กับวังวนเดิม หรือจะเดินไปสู่อนาคตที่ดีกว่า อนาคตที่ประชาชนเลือกด้วยตัวเอง
เมื่อปีที่แล้วคนไทยเผชิญกับความเหนื่อยล้า นอกจากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย เรายังเจอปัญหาหลายอย่างที่ซุกอยู่ใต้พรม ภายใต้ความล้มเหลวของการบริหารประเทศ
แผ่นดินไหวหนึ่งครั้ง สะเทือนปัญหาการคอร์รัปชัน เมื่อตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม จากระบบจัดซื้อ-จัดจ้าง ประมูลงานภาครัฐที่มีปัญหา และในเวลาไม่ถึง 1 ปีถัดมา คนไทยเจอเหตุการณ์เครนถล่มทับรถไฟที่จังหวัดนครราชสีมาและถนนพระราม 2 ภายในเวลาห่างกันไม่ถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งชัดเจนว่าต้นเหตุอาจมาจากเรื่องเดียวกัน
เหตุปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา ปะทุขึ้นจากความซับซ้อนที่โยงใยไปถึงการเมืองระหว่างประเทศ ปัญหาสแกมเมอร์ ปัญหาเงินเทาที่กัดกร่อนทั้งระบบเศรษฐกิจและระบบราชการไทยมาช้านาน
มหาอุทกภัยที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สะท้อนถึงความไม่พร้อมในระบบเตือนภัย ขั้นตอนการกู้ภัย และการเยียวยาที่ทิ้งคนตัวเล็กตัวน้อยไว้ข้างหลังเต็มไปหมด
ความเน่าเฟะในสำนักงานประกันสังคม เงินสมทบผู้ประกันตนถูกนำไปซื้ออาคารร้างด้วยราคาที่สูงเกินจริง ถูกนำไปใช้สร้างโรงอาหาร นำไปตัดสูทให้พนักงาน ทั้งที่ในเวลาเดียวกัน เมื่อเทียบกับสิทธิรักษาพยาบาลอื่นๆ สิทธิของผู้ประกันตนนั้นล้าหลังที่สุด
ทั้งหมดสะท้อนว่า คนไทยต้องการอนาคตที่ดีกว่านี้ ต้องการรัฐบาลที่มีเจตจำนงในการรื้อสิ่งที่อยู่ใต้พรม ปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ ทลายปัญหาคอร์รัปชัน และสร้างอนาคตที่ดีกว่านี้ สร้างความหวังที่มากกว่านี้ และพาเราออกจากวังวนแห่งความสิ้นหวังนี้เสียที
ขณะเดียวกันยังมีอีกโจทย์ที่ต้องต่อสู้ โจทย์ที่ว่าด้วย ‘ใบอนุญาต’ มีความเชื่อหนึ่งว่า คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เป็นรัฐบาลได้ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจาก ‘ผู้มีอำนาจ’ เท่านั้น
ทว่า ณ วันเลือกตั้ง ข้อสำคัญคือไม่มีใครมีอำนาจสูงสุดเท่ากับประชาชน ไม่มีใครมีอำนาจสูงสุดเท่ากับเส้นปากกาที่ขีดกากบาท เพื่อเลือก ‘ผู้แทนราษฎร’ และขีดกากบาทเพื่อลงประชามติ เปิดประตูให้กับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
พรุ่งนี้จึงไม่ใช่แค่วันเลือกตั้ง แต่คือวันที่ประชาชนได้ทวงคืนสิทธิ์ในการกำหนดอนาคตของตัวเองอีกครั้ง
ไม่ใช่การเลือกด้วยความกลัว ไม่ใช่การเลือกเพราะจำใจ แต่เป็นการเลือกด้วยความหวังว่า ‘ประเทศไทยควรดีกว่านี้’
การกาบัตร 1 ใบ อาจจะไม่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชั่วข้ามคืน แต่คือการส่งสัญญาณว่า เราจะไม่ยอมรับความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติอีกต่อไป
เลือกอย่างที่ใจปรารถนา และเปลี่ยนประเทศไทยให้ดีขึ้นไปด้วยกัน
Tags: From The Desk, เลือกตั้ง 69, 8 กุมภาพันธ์ 2569, เลือกตั้ง, ประชาธิปไตย




