(1)
ผมเจอคุณชัชชาติครั้งแรกตั้งแต่ปี 2556 ที่กระทรวงคมนาคม วันนั้น คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาล คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รับผิดชอบโครงการกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ที่ผมฟังแล้วก็ตาลุกวาว
ใช่ครับ เป็นโครงการเดียวกับที่ คุณสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ให้ความเห็นว่า “ให้ลูกรังหมดก่อน” แม้ว่าคุณชัชชาติและรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์จะให้เหตุผลอย่างไรก็ไม่เป็นผล
หลังจากนั้นไม่นาน คุณชัชชาติก็ถูกรัฐประหาร และก็น่าจะเข็ดกับการเมืองไปพักใหญ่… ผมเจอคุณชัชชาติอีกทีก็อีก 9 ปีถัดมา เมื่อคุณชัชชาติลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
สิ่งที่ต้องชื่นชมก็คือ คุณชัชชาติยังเป็นคน ‘มีไฟ’ เหมือนเดิม ผมเดินตามคุณชัชชาติตั้งแต่ห้วงแรกของการลงสมัครที่ตลาดยิ่งเจริญ ไปจนถึงวันที่คุณชัชชาติปฏิเสธเวทีปราศรัยใหญ่ หอบลังไม้หนึ่งลังกับลำโพง-ไมโครโฟนไปปราศรัยที่ถนนข้าวสารปิดท้าย จนรู้สึกว่า อย่างไรกรุงเทพมหานครก็เปลี่ยนแปลงแน่ และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ฝ่าย ‘ประชาธิปไตย’ จะยึด กทม.ได้เป็นครั้งแรกในรอบไม่รู้กี่ปี
แน่นอนว่า ‘ความหวัง’ นั้นพุ่งขึ้นสูงสุด คุณชัชชาติเป็นตัวแทนของ ‘ฝ่ายเรา’ ในการบริหารเมืองในช่วงเวลาที่ ‘ประยุทธ์’ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังเป็นใหญ่ในบ้านเมือง และแฟนคลับค่าย ส้ม-แดง ยังไม่แตกยับเหมือนในเวลานี้
(2)
หากเทียบมาตรฐานการทำงาน คุณชัชชาติถือเป็นผู้ว่าฯ ที่ทำงานได้โดดเด่น อันที่จริง การมี Traffy Fondue นั้น ช่วยเปลี่ยนเมืองให้ง่ายขึ้น ทำให้การร้องเรียนเป็นเรื่องใกล้ตัว และทำให้การตรวจสอบ-ติดตามได้ผล อย่างน้อย ข้าราชการ กทม.ก็แอ็กทีฟมากขึ้น ขณะเดียวกัน การระบายน้ำในช่วงน้ำท่วม ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังทุกรอบ ไม่มีใครแก้ได้ ในยุคคุณชัชชาติก็ดีขึ้นทันตาเห็น
อย่างน้อยสิ่งที่คุณชัชชาติทำได้ ก็คือการทำให้เวลาเห็น ‘ปัญหา’ เราเห็นผู้ว่าฯ กทม.อยู่ตรงนั้นไปพร้อมกับปัญหา วันที่ฝนตกหนักแถววงเวียนบางเขนบ้านผม ขับรถผ่านไปอีกทีก็เห็นผู้ว่าฯ กทม.อยู่ตรงนั้นด้วย เช่นเดียวกับถ้าหากฟังเวลาคุณชัชชาติไลฟ์ ก็ได้ความรู้ ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ เวลาข้าราชการรายงาน ไม่ใช่รายงานกับ ‘ผู้บังคับบัญชา’ ตามเดิม แต่คือการรายงานตรงกับประชาชน
อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือความเป็น ‘วิศวกร’ ของคุณชัชชาติ เพราะเมืองนี้มีปัญหากายภาพที่ต้องการความรู้เชิง ‘วิศวะโยธา’ แบบคุณชัชชาติมากจริงๆ ตั้งแต่ระบบระบายน้ำช่วงน้ำท่วม หลุมยุบ ทางด่วนพัง ตึกถล่ม ซึ่งการที่เมืองนี้มีผู้ว่าฯ ที่มีความรู้เหล่านี้เป็นพื้นฐาน ย่อมเป็น ‘แต้มต่อ’ เป็นการเซ็ตมาตรฐานใหม่ ที่ใครก็เทียบเท่าได้ยาก
ผมยังคิดเสมอว่า เป็นโชคดีที่ได้คุณชัชชาติมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.ในห้วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา
(3)
แต่ถามว่า เมืองนี้ต้องการผู้ว่าฯ กทม.ที่ดีกว่านี้ไหม แน่นอนว่าคำตอบคือ ใช่
กทม.ยังมีปัญหาอีกหลายอย่างที่ต้องการสะสาง โรงเรียนของ กทม.ในช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีจุดเปลี่ยนมากนัก ยังเป็นโรงเรียนของผู้มีรายได้น้อยเช่นเดิม ระบบสาธารณสุขในกรุงเทพฯ ถึงแม้ กทม.จะมีอำนาจเพียงน้อยนิด แต่สำนักอนามัย สำนักการแพทย์ ก็ควรมีบทบาทมากกว่านี้ในการจัดระบบ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ตอนหาเสียงรอบที่แล้ว
กทม.ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้รับการสะสาง ตอนหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.รอบที่แล้ว หลายคนพูดเรื่องระบบ Feeder ออกจากตรอก ซอก ซอย ป้อนคนเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนเส้นเลือดใหญ่ แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นภาพใหญ่ทั้งระบบ
ทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวมปัญหาการ ‘คอร์รัปชัน’ หลายเสียงบ่นกับผมว่าการ ‘ขอใบอนุญาต’ ยังต้องมีค่าน้ำร้อนน้ำชาให้กับข้าราชการ การจัดซื้อจัดจ้างบางอย่างยังคงถูกตั้งคำถามเรื่องราคา ถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติ ถามว่าคุณชัชชาติและทีมงานเข้าไปพัวพันด้วยไหม ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น เพียงแต่ในเชิงระบบ คุณชัชชาติอาจเข้าไป ‘ทุบ’ ได้ไม่มากพอ ด้วยข้อจำกัดของอำนาจ และด้วยขีดจำกัดของระบบราชการ
หรืออย่างเรื่องที่ไม่ยากนักอย่างการย้ายศาลาว่าการ กทม.เสาชิงช้า ไปอยู่ที่ศาลาว่าการ กทม.ดินแดง และปรับอาคารหลังเดิมให้เป็น ‘พิพิธภัณฑ์เมือง’ ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีอะไร และควรจัดการเสร็จสิ้นภายใน 1 ปี เมื่อเวลาผ่านไป 4 ปี ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ก็น่าสงสัยว่าคุณชัชชาติไปเจอกับอะไรเข้า บางเรื่องที่ง่ายจึงกลายเป็นยาก
(4)
ในวาระแรก คุณชัชชาติพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ผู้ว่าฯ กทม.ควรทำงานแบบใกล้ชิดประชาชน ควรตอบคำถามประชาชน ควรเห็นปัญหาเล็กๆ เป็นเรื่องใหญ่ และควรทำให้ระบบราชการขยับตัวมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
แต่ในวาระถัดไป หากคุณชัชชาติจะไปต่อ สิ่งที่เมืองนี้ต้องการ อาจไม่ใช่เพียงผู้ว่าฯ กทม.ที่รับฟังและอยู่เคียงข้างเท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ว่าฯ ที่กล้าตัดสินใจและกล้าชนมากกว่าเดิม
คุณชัชชาติต้องกล้าชนกับระบบราชการที่แข็งตัว ต้องกล้าทุบโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ต้องกล้าลดการประนีประนอมในบางเรื่องที่ประนีประนอมไม่ได้ และกล้าทำเรื่องใหญ่ที่อาจกระทบคนบางกลุ่ม ให้เมืองนี้เป็นเมืองที่ดีขึ้นสำหรับทุกคนจริงๆ ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีต้นทุนพอจะอยู่รอดในกรุงเทพฯ เท่านั้น
ขณะเดียวกัน บรรดา ‘กองเชียร์’ ก็ควรรับฟังมากขึ้น เพราะการตรวจสอบ การวิจารณ์ ตั้งคำถาม ไม่ได้แปลว่าไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่ผู้ว่าฯ ทำมา เพราะในฐานะคนที่เห็นคุณชัชชาติมายาวนาน ผมยังเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า คุณชัชชาติอยากทำมากกว่านี้ และศักยภาพของของผู้ว่าฯ กทม.ก็ยังทำอะไรได้มากกว่านี้
(5)
อีกราว 1 เดือนเศษๆ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) จะเกิดขึ้น แน่นอนว่าคุณชัชชาติเป็นตัวเต็งคนสำคัญ รายล้อมด้วยผู้สมัครจากพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัครอิสระที่เสนอตัวเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ
แน่นอนว่าหลายนโยบายจะถูกนำเสนอ หลากข้อคิดจะถูกตั้งคำถาม เพราะถึงที่สุด มหานครแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เมืองนี้เป็นทั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามภูมิลำเนา 6 ล้านคน และเป็นของ ‘ประชากรแฝง’ อีกหลายล้านคน ที่ไม่เคยมีสิทธิส่งเสียงว่าเมืองนี้ควรเป็นอย่างไร
คนเหล่านี้ล้วนมีสิทธิถามว่ากรุงเทพฯ จะดีกว่านี้ได้อีกไหม จะทำอย่างไรให้ โรงเรียนกทม.ดีกว่านี้ ระบบขนส่งสาธารณะจะเชื่อมถึงกันมากกว่านี้ได้ไหม เรื่อยไปจนถึงระบบอนุญาต ระบบจัดซื้อจัดจ้าง ระบบราชการ กทม.จะทำอย่างไรให้เป็นมิตรกับทุกคนมากกว่านี้
ความคาดหวังเกิดจากความเชื่อที่ว่าเมืองนี้ยังไปได้ไกลกว่านี้ และผู้ว่าฯ คนนี้ก็ยังไปไกลกว่านี้ได้เช่นกัน
Tags: กรุงเทพมหานคร, กทม., ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, ผู้ว่า




