ย้อนเวลากลับไปในยุคการเมืองหลังรัฐประหาร ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ดูจะมีบทบาทอย่างมาก ในการเป็นตัวกำหนดเกมและ ‘เปลี่ยนเกม’ การเมือง

เพราะธรรมนัสมีทั้งเงิน มีทั้งเครือข่าย และมีพลังอำนาจมหาศาลในการเดินเกมบนดินและใต้ดิน ขณะเดียวกันในเกมการเมืองอันผันผวน ดูจะมีเพียงธรรมนัสคนเดียวที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนอื่นร่วงโรย และเลือนหายไปตามกาลเวลา

The Momentum พาย้อนเวลากลับไปดูฝีมือขอธรรมนัสในเกมพลิกอำนาจ ที่ทำให้เขาอยู่ยงคงกระพันไม่ว่าใครจะถืออำนาจสูงสุด ไม่ว่านายกรัฐมนตรีคนนั้นจะชื่ออะไร 

1. หักเหลี่ยม ‘ลุงตู่’ เดินเกมรัฐประหารเงียบ

หลังการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 พรรคพลังประชารัฐได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพื่อชู พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ จากการเลือกตั้ง แต่หากนับด้วยคะแนนเสียง ก็นับว่า ‘ปริ่มน้ำ’

ในเวลานั้นพี่น้อง 3 ป.มอบหมายให้ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ที่สุด เป็นคนคอยคุมพรรค คุมนักการเมืองให้เข้ารูปเข้ารอย และคุมเสียงในสภาฯ ให้อยู่ได้ ฉะนั้นธรรมนัสจึงได้รับมอบหมายให้ดำเนินการแจกกล้วยพรรคเล็ก เพื่อรวมเสียงในสภาฯ ให้มากพอ เพื่อผ่านกฎหมายสำคัญๆ และทำให้รัฐนาวาพลเอกประยุทธ์อยู่รอด

ทว่าในเดือนกันยายน 2564 เกิดปัญหาภายในรัฐบาลรุมเร้า พรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาลกลับไม่มี ‘เก้าอี้’ รัฐมนตรีให้กับแกนนำพรรคมากพอ เพราะพลเอกประยุทธ์นั้นยึดเก้าอี้กระทรวงเกรดเออย่างกระทรวงมหาดไทยให้กับอีก ป.คือ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ขณะที่กระทรวงพลังงานก็ยังเป็นโควตาของพลเอกประยุทธ์เช่นเคย ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์-กระทรวงพาณิชย์ เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นของพรรคภูมิใจไทย

เสียงจากบรรดา สส.พรรคพลังประชารัฐดังเข้า เลยบอกว่าอย่ากระนั้นเลย เดินเกม ‘ล้ม’ ลุงตู่ ผ่านการโหวต ‘ไม่ไว้วางใจ’ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจดีกว่า

ข่าวว่ามีการเตรียมขุมกำลัง เตรียม ‘กระสุน’ จำนวนหนึ่ง ทว่าแผนกลับล่วงรู้ไปถึงพลเอกประยุทธ์ ลุงตู่เลยดำเนินการสู้กลับ ค่อยๆ เจรจากับ สส.ในกลุ่ม จนในที่สุดเปลี่ยนใจกลับมาโหวตหนุนลุงตู่

เมื่อเป็นกบฏก็ต้องแพ้ไป หลังความพยายามรัฐประหารเงียบครั้งนั้น ลุงตู่ลงนามในคำสั่งปลดธรรมนัสออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปลด นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน

ก่อนเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่นาน ธรรมนัสเพิ่งเปิดเผยผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอว่า ‘ลุงป้อม’ อยู่เบื้องหลังในเกมนี้

2. ดูด สส.จาก ‘ลุงป้อม’ ทุบพลังประชารัฐจนแตกละเอียด

แม้จะเป็นกบฏจากลุงตู่ แต่หลังจากนั้น ผู้กองธรรมนัสยังคงเป็นมือขวาของลุงป้อมอยู่อีกนาน คอยเดินเกมรวบรวม สส. ดูแลยุทธปัจจัยในการสู้ศึกเลือกตั้ง และในการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ก็ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐของลุงป้อม คุมศึกเลือกตั้งสู้กับพรรครวมไทยสร้างชาติของลุงตู่

หลังตั้งรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน พลเอกประวิตรส่งน้องชาย พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รับตำแหน่งรองนายกฯ ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ธรรมนัสรับตำแหน่งในกระทรวงเกรดเอ ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทว่าอยู่ไปได้สักพัก รัฐบาลพรรคเพื่อไทยอยากสลัดพลตำรวจเอกพัชรวาททิ้ง กระชับอำนาจภายในพรรคพลังประชารัฐมากขึ้น ขณะเดียวกันอยู่ดีๆ ธรรมนัสก็มีสายสัมพันธ์ร้าวลึกกับลุงป้อม ไม่มีใครรู้รายละเอียดว่าเป็นเรื่องอะไร แต่กลายเป็นว่ากลุ่มของธรรมนัสนั้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ใหญ่มากพอที่จะแยกมาตั้งพรรคการเมืองอีกพรรค พร้อมกับปรากฏภาพความสัมพันธ์กับ ทักษิณ ชินวัตร ที่แนบแน่นขึ้นจนผิดสังเกต

แต่การจะ ‘ปลดแอก’ ออกมาตั้งพรรคการเมืองของตัวเอง ต้องอาศัยให้พรรคพลังประชารัฐขับกลุ่ม สส.ดังกล่าวออกจากพรรค เพื่อแยกมาตั้งพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งจนแล้วจนรอด ลุงป้อมก็ไม่ยอมขับออกเสียที เพราะการขับออก แน่นอนว่าจะทำให้เสียอำนาจต่อรองบางอย่างไป เสียโควตากรรมาธิการไปโดยปริยาย

เกมใต้ดินจึงเริ่มขึ้น เริ่มจากการปล่อยคลิปเสียงลุงป้อมกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทย และคลิปเสียงลุงป้อมคุยกับคนชื่อ ‘โอ๋’ ที่บอกว่ารับเงินไปแล้วไม่แบ่ง

จากนั้นไม่พอ ในเดือนธันวาคม 2567 นฤมลซึ่งในเวลานั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกคำสั่งตรวจสอบไร่ภูนับดาว อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ที่ดินคนใกล้ชิดลุงป้อมโดยนำเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สนธิกำลังลงไปในพื้นที่เพื่อตรวจสอบว่า มีการใช้ที่ ส.ป.ก.ผิดประเภทหรือไม่ และมีเรื่องอะไรผิดกฎหมายหรือไม่

ถึงที่สุด เมื่อแตะกล่องดวงใจลุงป้อม พรรคพลังประชารัฐก็มีมติขับ 20 สส.กลุ่มธรรมนัสพ้นจากพรรคในวันที่ 11 ธันวาคม 2567 และร่วมกันสร้างดาวดวงใหม่ที่พรรคกล้าธรรม

เป็นอันจบสัมพันธ์ลุงป้อม-ผู้กองธรรมนัส ที่ผูกพันกันมาอย่างยาวนาน

3. ทิ้ง ‘ทักษิณ’ ตั้งรัฐบาลอนุทิน

เดือนมิถุนายน 2568 รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร เริ่มมีเสียงปริ่มน้ำ เพราะพรรคภูมิใจไทยถอนตัวออกจากรัฐบาล ในเวลานั้น ‘ผู้กอง’ สนิทกับทักษิณมาก มากเสียจนรับปากว่าจะหาเสียงมาเติมให้ ดูดงูเห่าจากพรรคต่างๆ มาเพิ่มให้ เพื่อให้รัฐบาลอยู่รอดปลอดภัย

กระนั้นเองวันที่ 29 สิงหาคม 2568 แพทองธารถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะผิดจริยธรรมร้ายแรงจากกรณีคลิปเสียง ‘อังเคิล’ ฝั่งพรรคเพื่อไทยเดินเกมรวมเสียงทันที เพื่อเตรียมเสนอให้ ชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ อีกคนขึ้นเป็นนายกฯ แทน พร้อมจัดแถลงข่าวทันทีที่โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง

พรรคร่วมรัฐบาลเดิมมากันพร้อมหน้า แต่จนแล้วจนรอด พรรคกล้าธรรมก็ไม่มาปรากฏตัว นฤมลในฐานะหัวหน้าพรรคแถลงข่าวในค่ำคืนวันนั้นว่า พร้อม ‘เปิดรับ’ ทุกข้อเสนอในการเข้าร่วมรัฐบาล เป็นสัญญาณว่าพร้อมผละออกจากรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนทันที

ว่ากันว่าทักษิณแค้นมากที่ธรรมนัสพา สส.จากพรรคกล้าธรรมออกไป ซึ่งทำให้อนุทินตั้งรัฐบาลได้สะดวกมากขึ้น มีเสียงเพียงพอมากขึ้น

ขณะที่เรื่องเล่าจากอีกฟากฝั่งก็คือ มีสายโทรศัพท์ลึกลับโทรมาเพื่อขอให้ธรรมนัสเปลี่ยนขั้วมาสนับสนุนอนุทิน เป็นการเดินเกมโดย ‘รัฐพันลึก’ ไม่ใช่การจงใจหักหลังโดยธรรมนัส

ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ แต่หลังจัดตั้งรัฐบาล พรรคกล้าธรรมได้โควตาเก้าอี้กระทรวงใหญ่ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

และแน่นอน นี่เป็นปมปัญหาที่ค้างคาต่อไป ค้างคาสืบเนื่องมาจนหลังเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

4. สถานะยังคลุมเครือ ธรรมนัส-อนุทิน

หลังเลือกตั้งรอบนี้ ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ได้เสียงเกินคาด เหนือความคาดหมาย หักปากกาเซียนของใครหลายคน

ลำพังเสียง 2 พรรรวมกันก็เกินครึ่งสภาฯ เลือกนายกฯ ได้ ตั้งรัฐบาลได้สบาย และพรรคกล้าธรรมนั้นก็เกิดมาเพื่อเป็นรัฐบาล รอบนี้ธรรมนัสจึงไม่ขออะไรมาก ขอกระทรวงใหญ่ 4 กระทรวงเดิมไว้ทำงานต่อก็เพียงพอแล้ว

แต่การเมืองเป็นเรื่องไม่แน่นอน ผู้กองจึงพยายามเดินเกมเหมือนการเลือกตั้ง 2562 ไปตุนพรรคเล็กไว้ในมือ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้ตัวเอง เบ่งเสียงกล้าธรรมให้ใหญ่ขึ้นเป็น 70 เสียง

ทว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เนวิน ชิดชอบ เดินอีกเกมหนึ่ง ไปรวบรวมพรรคเล็กมาไว้ก่อน และดีลพรรคเพื่อไทยที่หมดสภาพ ไร้อำนาจต่อรอง หนีบมาไว้ด้วยกัน เพื่อทำให้ธรรมนัสเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องมีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลก็ได้

ถึงตอนนี้ รัฐบาลเสี่ยหนูมีเสียงตุนไว้แล้ว 290 เสียง หากรวมเสียงพรรคกล้าธรรมก็ล้นเกินไป แต่หากไม่มีพรรคกล้าธรรมก็เสี่ยงเกินไปอีก เพราะหากพรรคเพื่อไทยถอยพรรคเดียว รัฐบาลก็ล่ม

ขณะที่ธรรมนัสยังไม่ยอม ‘หมอบ’ หากวิเคราะห์จากการเดินเกมในอดีต ก็แปลว่าธรรมนัสอาจยังมีไพ่อื่นในมือที่ไม่ได้โชว์ให้เห็น

และนี่คือจุดที่เกมยังไม่จบ เพราะสำหรับ ‘ผู้กองธรรมนัส’ การเมืองไม่เคยมีคำว่าข้างเดียวตลอดไป มีแต่คำว่าจังหวะและอำนาจต่อรอง

เขาเคยอยู่กับลุงตู่ เคยเป็นมือขวาลุงป้อม เคยแนบแน่นกับทักษิณ เคยยืนเคียงอนุทิน แต่ทุกครั้งเขาไม่เคยเป็นเพียงผู้ตามเกม ทว่าเป็นคนที่ถือไพ่สำคัญบางใบไว้ในมือเสมอ

คำถามจึงไม่ใช่ว่า ธรรมนัสจะอยู่ฝ่ายไหน แต่คือเขาจะเลือกเปิดไพ่เมื่อไร

ในสมการรัฐบาลที่ตัวเลขดูเหมือนนิ่ง แต่ความจริงยังไม่นิ่ง ในความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนแน่นแฟ้น แต่แฝงด้วยแรงระแวง ในสมดุลอำนาจที่ดูเหมือนพอเพียง แต่พร้อมพลิกได้ทุกเมื่อ

เพราะในเกมการเมืองไทย คนที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่คนที่มีอำนาจมากที่สุด แต่คือคนที่ทำให้ ‘อำนาจของคนอื่น’ ไม่มั่นคง

และตราบใดที่เกมยังไม่ปิดโต๊ะ ชื่อของผู้กองธรรมนัส ก็ยังเป็นตัวแปรที่ไม่มีใครกล้าตัดออกจากสมการ

Tags: , , , , , , ,