ส่วนอันดับต่อมาได้แก่พรรคประชาชน 86 คน พรรคเพื่อไทย 59 คน พรรคกล้าธรรม 57 คน และพรรคประชาธิปัตย์ 9 คน
หากดูแผนที่ประเทศไทย จะบอกว่าส่วนใหญ่ของแผนที่เป็น ‘สีน้ำเงิน’ ก็คงไม่ผิดหนัก พรรคภูมิใจไทยได้สส. ยกจังหวัดในหลายจังหวัด อาทิ พระนครศรีอยุธยา บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ บึงกาฬ ยโสธร เพชรบุรี เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ชุมพร พิจิตร ระนอง พังงา สตูล กระบี่ จันทบุรี ปราจีนบุรี ตราด
ขณะเดียวกันภูมิใจไทยได้สส. เป็นส่วนใหญ่ในจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครสวรรค์ กาญจนบุรี แพร่ พิษณุโลก
แน่นอนว่าฐานเดิมของภูมิใจไทยนั้นแข็งแรงเต็มพิกัด เพราะสส. เดิมรอบที่แล้วได้เกือบครบทั้งหมด สำทับด้วยสส. บ้านใหญ่ ที่ย้ายเข้ามาก็ทำคะแนนได้เข้าเป้าเกือบหมดเช่นกัน ด้วยจำนวนสส. ภูมิใจไทย ทำให้แผนที่ประเทศนี้เป็นสีน้ำเงินเสียส่วนใหญ่
ลำดับถัดมา อันดับที่สองคือพรรคประชาชน – แน่นอนว่าผลงานที่น่าประทับใจอยู่ที่กรุงเทพฯ นนทบุรี ที่ได้ยกจังหวัดเหมือนเคย อย่างไรก็ตาม ปทุมธานีที่เคยได้ทั้งจังหวัด เสียไปทั้งสิ้น 3 เขต ได้แก่ เขต 7 เขต 8 และเขต 2 ที่งอกมาใหม่ ก็เป็นของศุภชัย นพขำ จากพรรคเพื่อไทย ขณะที่สมุทรปราการเขต 6 อำเภอพระประแดง วีรภัทร คันธะ สส. เดิม ก็เสียที่นั่งให้กับ ฐาปกรณ์ กุลเจริญ จากพรรคภูมิใจไทย
นอกจากนี้ พรรคส้มยังถูกเจาะพื้นที่ที่เคยได้เป็นกอบเป็นกำเดิมทั้ง เชียงใหม่ ถูกพรรคกล้าธรรมเจาะไป 2 เขต ชลบุรี จาก 7 เขต เหลือเพียง 4 เขต โดยที่น่าเจ็บใจที่สุดคือเขตของ วรท ศิริรักษ์ ที่ถูกบ้านใหญ่กับบ้านใหม่จับมือกัน จนคู่แข่งคนสำคัญของพรรคประชาชนอย่าง สุชาติ ชมกลิ่น ได้นั่งเป็นสส. เขต 1 ชนะวรทขาด
นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังถูกตีแตกในพื้นที่ภาคตะวันออก จากที่เคยเป็นสีส้ม กลายเป็นสีน้ำเงินเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี ขณะที่ระยอง พรรคประชาชนได้ 2 เขต แบ่ง 1 เขตให้ประชาธิปัตย์ และ 1 เขตให้ภูมิใจไทย
โดยสรุปภาพรวม เขตเก่าถูกตีแตกยับ เขตใหม่ก็แทบไม่ได้เพิ่ม พรรคประชาชนอาจต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่คือลงพื้นที่ให้ถี่ขึ้น ให้ชาวบ้านเห็นหน้ามากขึ้น มากพอที่จะเลือกในรอบต่อไป
ขณะที่พรรคเพื่อไทยเจอศึกขนาบข้าง ถูกตีภาคอีสานและภาคเหนือแตกกระจุย ภาคอีสานถูกภูมิใจไทยตีหลายจังหวัด รวมถึงกล้าธรรมก็สอดแทรกเข้ามาได้ที่สกลนคร ขอนแก่น หนองบัวลำภู ขณะที่ภาคเหนือกลายเป็นภาคของกล้าธรรมโดยสมบูรณ์ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า สามารถขยายอิทธิพลไปยังจังหวัดน่าน ตีฐานที่มั่นเขต 2 ของ นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว เสียแตกกระจุย ด้านจังหวัดเชียงราย ก็กลายเป็นพื้นที่ของกล้าธรรมเสียส่วนใหญ่ ขนาดที่ว่าพื้นที่เขต 4 วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ภรรยาของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ก็แพ้ให้กับสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ จากพรรคกล้าธรรม
น่าสนใจวิธีการทำพรรคของร้อยเอกธรรมนัส เพราะแทบไม่ติดผลโพลใดๆ และเวทีดีเบต ตัวแทนจากพรรคกล้าธรรมก็ปรากฎกายน้อยมาก เช่นเดียวกับนโยบายพรรค ที่แทบไม่มีใครสนใจว่าพรรคกล้าธรรมมีนโยบายอะไร แต่สามารถตีสส. เขตแตกกระจุยได้ถึง 57 เขต มีสส. ครบทุกภาค กระทั่ง นราธิวาส สงขลา พัทลุง สุราษฎร์ธานี ก็มีสส. พรรคกล้าธรรม และด้วยตัวเลขนี้ เท่ากับว่ากล้าธรรมมีสส. เป็นกอบเป็นกำ ปริมาณเดียวกับพรรคเพื่อไทยที่มีราว 59 คน
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ฟื้นคืนชีพได้ แต่ก็ได้ไม่มาก มีเพียงระยอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา เท่านั้น ที่เข้าเป้า โชคยังดีที่มีคะแนนระบบบัญชีรายชื่อถ่ายเทมาถึงพรรคสีฟ้าอยู่บ้าง
ทั้งภูมิใจไทย และกล้าธรรม ต่างก็สร้างภูมิทัศน์ใหม่ให้กับการเมืองไทย หักปากกาเซียน และเปลี่ยนโฉมหน้ารัฐบาลให้ปีกอนุรักษนิยมเข้มแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้ว ส่วนจะดีหรือร้ายอย่างไร อีกไม่ช้าไม่นานได้เห็นกัน
Tags: ผลเลือกตั้ง 2569



