หากพูดถึงสถานที่ซึ่งเป็น ‘ศูนย์รวมจิตใจ’ หลายๆ คนคงนึกถึงวัด เพราะเป็นแหล่งรวมศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นประเพณีหรืองานบุญ วัดจะเข้ามามีบทบาทกับกิจกรรมของคนในชุมชนอยู่เสมอ มากกว่าการเป็นสถานที่จัดงาน วัดคือโรงเรียนสำหรับผู้ที่ขาดทุนทรัพย์ในการเข้าโรงเรียนรัฐหรือเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายสูง และยังเป็น ‘บ้าน’ ของผู้ที่ไร้ที่ไปด้วย
อีกบทบาทหนึ่งของวัดที่กำลังกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น คือการเป็นจุดให้บริการทางสุขภาพ ที่ไม่ใช่แค่การเป็นสถานที่นัดพบระหว่างคนในชุมชนกับหน่วยงานสาธารณสุขเพื่อให้บริการด้านสุขภาพ แต่เป็นผู้ให้บริการเองในฐานะ ‘สถานชีวาภิบาล’ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐ เพื่อแบ่งเบาภาระในการรองรับผู้ป่วยของโรงพยาบาล
วัดหนองกระดูกเนื้อ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นหนึ่งในโมเดลเริ่มต้นการเป็นสถานชีวาภิบาล โดยแบ่งสรรพื้นที่ของวัดไว้สร้างอาคารสำหรับรองรับผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงที่ถูกส่งมาจากทั่วประเทศ และให้การดูแลผ่านผู้เชี่ยวชาญ โดยไม่แบ่งแยกว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือฆราวาส ผ่านการสนับสนุนทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเงินบริจาคจากคณะศรัทธา
อย่างไรก็ดี โมเดลสาธารณสุขที่วัดมีบทบาทในการให้บริการ กำลังสั่นคลอนจากวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นกับวัดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นข่าวฉาวเรื่องสีกา หรือสถานพยาบาลภายในวัดที่ถูกพบว่ามีการฟอกเงิน ทำให้วัดหนองกระดูกเนื้อพลอยได้รับผลกระทบตามไปด้วย บุคลากรภายในวัดจึงถึงคราวต้องปรับตัว เพื่อให้บทบาทในการเป็นที่พึ่งด้านสุขภาพยังเดินหน้าต่อไปได้
The Momentum ลงพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ พูดคุยกับ พระครูนิติสุตากร ดร. เจ้าอาวาสวัดหนองกระดูกเนื้อ และ ผศ.ดร.ปฏิธรรม สำเนียง อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วิทยาเขตนครสวรรค์ ในฐานะรองผู้จัดการโครงการการพัฒนาศูนย์ประสานงานสุขภาวะวิถีพุทธ เพื่อสำรวจที่มาของวัดกับการเป็นสถานชีวาภิบาล บอกเล่าผลกระทบจากวิกฤตศรัทธาต่อการให้บริการด้านสุขภาพของวัด รวมไปถึงตอบคำถามว่า มีความจำเป็นมากแค่ไหนที่วัดจะเข้ามามีบทบาทให้บริการด้านสาธารณสุข
วัดและชุมชน: ความสัมพันธ์ที่เกาะเกี่ยวด้านสุขภาพมาตั้งแต่อดีต
ตั้งแต่อดีตนานมาแล้ว ที่วัดและชุมชนมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น ด้วยกิจวัตรของสงฆ์ที่ต้องออกบิณฑบาตไปรอบๆ ชุมชน เพื่อให้ญาติโยมเข้าถึงได้ง่าย ทำเลที่ตั้งของวัดส่วนใหญ่จึงอยู่ไม่ห่างจากชุมชนมากนัก หรือบางแห่งก็กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชน และด้วยสถานที่ที่กว้างขวาง ประกอบกับวิถีชีวิตของผู้คนที่ศาสนาเข้าไปมีอิทธิพล วัดจึงกลายเป็นแหล่งพบปะรวมตัวของคนในชุมชนในวาระงานบุญ งานขาวดำ งานรื่นเริง หรืองานประเพณีไปโดยปริยาย
และด้วยความใกล้ชิดระหว่างวัดกับชุมชน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของวัดในการเข้ามามีบทบาทด้านการดูแลสุขภาวะของชุมชน โดยปฏิธรรมเล่าว่า วัดเข้ามามีบทบาทดูแลสุขภาพให้กับชุมชนตั้งแต่โบราณ ด้วยบริบทในอดีตที่การเข้าถึงบริการในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทำได้ยาก วัดจึงกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนในชุมชนจะนึกถึงยามเจ็บป่วย
“ตั้งแต่โบร่ำโบราณ เวลามีใครป่วย เขาจะไม่ไปหาหมอในโรงพยาบาล เพราะยังมีน้อย เข้าถึงยาก วัดจึงเป็นสถานที่พึ่งให้กับประชาชน เพราะทั้งยาลูกกลอน นวดน้ำมัน สมุนไพรต่างๆ อยู่ในวัดทั้งนั้น”
“อีกทั้งในอดีต ญาติโยมเขาจะมาใส่บาตรกันทุกวัน พอวันไหนหายไป พระท่านจะถามว่า ทำไมวันนี้คุณตาหรือคุณยายคนนั้นไม่มาใส่บาตร พอถามไถ่จึงรู้ว่า เพราะเจ็บป่วยจึงไม่ได้มา พระท่านจึงไปเยี่ยมที่บ้าน ซึ่งเป็นกิจของสงฆ์อยู่แล้ว เรียกว่า ‘สาธารณสงเคราะห์’ คือการเยี่ยมเยียนผู้ป่วย ผู้ยากไร้ในชุมชน นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของพระที่เข้าไปมีบทบาทในการดูแลสุขภาวะของชุมชนและสังคม”
เช่นเดียวกันกับการเกิดขึ้นของ ‘คิลานสถาน’ วัดหนองกระดูกเนื้อ ซึ่งมีที่มาจากการเข้าไปมีบทบาทด้านสุขภาวะของคนในชุมชน ทั้งการเยี่ยมผู้มีภาวะพึ่งพิงและผู้สูงอายุติดเตียง ร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยยึดหลัก ‘พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข’ ซึ่งเป็นแนวคิดของธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 ตามมติมหาเถรสมาคมและภาคีด้านสุขภาพ ซึ่งหนึ่งในข้อกำหนดของธรรมนูญดังกล่าว ระบุให้พระสงฆ์เป็นผู้นำสุขภาวะของชุมชนและสังคม
ต่อมาในปี 2566 บอร์ดคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ มีมติเห็นชอบให้เพิ่มสถานชีวาภิบาลตามนโยบาย ‘Quick Win 100 วัน’ โดยกำหนดให้มีบริการสถานชีวาภิบาลจังหวัดละ 1 แห่ง ทั้งยังมีแนวทางร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนา เพื่อจัดตั้งสถานชีวาภิบาลภายในวัด วัดหนองกระดูกเนื้อจึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่หน่วยงานรัฐมองเห็นศักยภาพในการเป็นสถานชีวาภิบาลดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงและผู้ป่วยระยะท้าย
นับตั้งแต่ตอนนั้น จึงมีการจัดสรรพื้นที่ภายในวัดหนองกระดูกเนื้อให้กลายเป็นสถานชีวาภิบาล โดยแปรสภาพศาลาภายในวัดให้กลายเป็นอาคารรองรับผู้ป่วย ซึ่งรองรับได้ราว 10 เตียงในช่วงแรกเริ่ม ภายใต้ชื่อ ‘คิลานสถาน’ ซึ่งเป็นชื่อทางการของสถานชีวาภิบาล วัดหนองกระดูกเนื้อ นับตั้งแต่พิธีวางศิลาฤกษ์อาคาร เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567
คิลานสถาน: สถานที่แบ่งเบาภาระของโรงพยาบาล
ระบบการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงและผู้ป่วยติดเตียงภายใน ‘คิลานสถาน’ นั้น มีรูปแบบที่ชัดเจน อาคารออกแบบให้เป็นรูปตัว ‘U’ ปีกซ้ายของอาคารคือสถานชีวาภิบาล รองรับเฉพาะฆราวาส ส่วนปีกขวาคือกุฏิชีวาภิบาล รองรับพระสงฆ์ โดยผู้ดูแลมีทั้งพยาบาลวิชาชีพ อาสาสมัครในชุมชน และสามเณร ผลัดเปลี่ยนเวรเช้าและเวรกลางคืน เข้ามาช่วยผู้ป่วยทำกิจวัตรประจำวัน เช่น ตื่นนอน กินข้าว อาบน้ำ รวมไปถึงการพลิกตัวผู้ป่วยในช่วงกลางคืน เพื่อป้องกันบาดแผลกดทับ
พระครูนิติสุตากร ดร.ระบุว่า บุคลากรภายในคิลานสถานจะได้รับค่าตอบแทนแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่
1. เงินเดือน สำหรับเจ้าหน้าที่ประจำสถานชีวาภิบาล จำนวน 2 คน
2. ค่าจ้างรายวัน สำหรับนักบริบาลหรือผู้ดูแลที่ไม่ได้เข้ามาทำงานทุกวัน แต่ผลัดเปลี่ยนตามตารางเวรที่จัดไว้ ซึ่งรวมถึงสามเณรที่ต้องเข้ามาดูแลผู้ป่วยในช่วงกลางคืน
ทั้งนี้ มูลค่าของค่าตอบแทน เป็นจำนวนที่ทางวัดพิจารณาร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
คิลานสถานยังให้บริการสถานชีวาภิบาลภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ จากการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านชีวาภิบาล ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เพื่อรับงบประมาณสำหรับจัดบริการให้กับพระภิกษุ สามเณร และประชาชนที่มีภาวะพึ่งพิงจาก สปสช.แบบรายหัวไม่เกิน 10,442 บาทต่อคนต่อปี เฉพาะผู้ป่วยที่เข้าเงื่อนไขค่าบริการรายบุคคลของ สปสช.เท่านั้น
“เรายังมีหัวหน้าศูนย์ชีวาภิบาลอยู่ที่โรงพยาบาลลาดยาว อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ทำหน้าที่สแกนเคสผู้ป่วยก่อนจะเข้ามาอยู่ในความดูแลของคิลานสถาน ดังนั้นการรับเข้าและส่งผู้ป่วยออกจากสถานชีวาภิบาลต้องผ่านการพิจารณาของโรงพยาบาลลาดยาวก่อน ซึ่งในการรับเข้า พยาบาลจะสำรวจว่า ผู้ขอเข้ารับบริการป่วยด้วยโรคอะไร รวมถึงประเมินค่าความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน (ADL) ว่าต่ำกว่า 11 หรือไม่ เป็นผู้ป่วยระยะท้าย หรือเป็นผู้ยากไร้ที่ไม่มีญาติดูแลจริงหรือเปล่า
“เมื่อโรงพยาบาลวิเคราะห์แล้วระบุว่า ผ่านเกณฑ์การรับเข้าสถานชีวาภิบาล จึงจะมีการทำนัดกับคิลานสถานและส่งผู้ป่วยให้ดูแลต่อไป แต่หากผู้ป่วยเคสไหนที่เราประเมินแล้วสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ดังเดิม ทางคิลานสถานก็จะส่งผู้ป่วยรายนั้นกลับไปยังถิ่นฐานที่เขาถูกส่งตัวมา” ประธานคณะกรรมการสถานชีวาภิบาลวัดหนองกระดูกเนื้อกล่าว
เช่นเดียวกับการดูแลผู้ป่วย แม้จะมีการส่งตัวมายังคิลานสถานแล้ว แต่การดูแลอาการเจ็บป่วยยังคงอยู่ภายใต้ความดูแลของโรงพยาบาลลาดยาว โดย Caregiver ต้องรายงานการดูแลผู้เจ็บป่วยภายในสถานชีวาภิบาลให้กับแพทย์ผ่านโทรศัพท์ และในกรณีที่ผู้ดูแลต้องการคำปรึกษา สามารถติดต่อไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายในโรงพยาบาลลาดยาวโดยตรง เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพ
แม้ว่าคิลานสถานของวัดหนองกระดูกเนื้อจะมีบุคลากรส่วนหนึ่งเป็นอาสาสมัคร ทว่าทุกคนต้องผ่านหลักสูตรการดูแลแบบประคับประคอง จึงจะเข้ามาให้การดูแลผู้ป่วยภายในสถานชีวาภิบาลได้ โดยเฉพาะสามเณรที่ต้องผ่าน ‘หลักสูตรพระคิลานุปัฏฐาก’ ของกรมอนามัย จำนวน 70 ชั่วโมง ไม่เพียงเท่านั้น วัดหนองกระดูกเนื้อยังมอบหมายให้สามเณรเข้าอบรมหลักสูตรเพิ่มเติมของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อยกระดับการดูแลภายในคิลานสถานด้วย
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงมีสถานชีวาภิบาลภายในวัดแทนที่จะอยู่ภายในโรงพยาบาล และรูปแบบการให้บริการด้านสุขภาพเช่นนี้จะเป็นการทับซ้อนกับการบริการของหน่วยงานสุขภาพของรัฐหรือไม่ ปฏิธรรมชี้ว่า วัดเพียงเข้าไปมีบทบาทเสริมให้หน่วยงานด้านสุขภาพของรัฐทำงานได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
“คนอาจจะตั้งคำถามว่า ทำไมผู้ป่วยระยะท้ายจึงไม่อยู่ในโรงพยาบาล เพราะโรงพยาบาลมีเตียงพยาบาล มีถังออกซิเจน ทำไมต้องมาอยู่ในสถานชีวาภิบาลของวัด เพราะถ้าผู้ป่วยระยะท้ายเหล่านี้ไปครองเตียงที่โรงพยาบาลทั้งหมด คนที่เขาป่วยจริงๆ แล้วต้องการเข้าไปรักษาก็ต้องนอนอยู่หน้าลิฟต์ นอนอยู่หน้าทางเดิน แบบที่พวกเราเห็นกันอยู่ทุกวัน
“ดังนั้น การทำสถานชีวาภิบาลในวัดจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบผิดฝาผิดตัว แต่เป็นการหนุนเสริมศักยภาพของหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ให้ทำงานได้ดีขึ้น”
ด้านพระครูนิติสุตากร ดร.เห็นตรงกัน โดยระบุว่า “การทำงานของสถานชีวาภิบาลไม่ได้ทับซ้อนกับโรงพยาบาล เพราะไม่ได้มีการเข้าไปแย่งการรักษา แต่เป็นจุดรับผู้ป่วยต่อจากแพทย์หรือพยาบาล ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาล”
ศรัทธา: ความไม่แน่นอนของสถานชีวาภิบาลภายในวัด
แม้คิลานสถานของวัดหนองกระดูกเนื้อจะอยู่ในสายตาและการกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ มากกว่าจะแยกตัวเป็นเอกเทศ ทว่าสถานชีวาภิบาลยังคงเปราะบางจากกระแสศรัทธาในศาสนาพุทธที่มีขึ้นมีลงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
โดยเฉพาะข่าวดังในเดือนสิงหาคม 2568 ที่กระทรวงสาธารณสุขลงพื้นที่ตรวจวัดพระบาทน้ำพุ หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเอชไอวี และพบศพผู้ป่วยโรคเอดส์ถูกดองเอาไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ของวัด รวมไปถึงกรณีการจับกุมพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จากข้อกล่าวหาการทุจริตหรือการยักยอกเงินของวัด ซึ่งกระทบกับความเชื่อมั่นต่อเงินบริจาคของวัดในการดูแลผู้ป่วย
เอาเพียง 2 กรณีที่เกิดขึ้น ก็ทำให้คนตั้งคำถามว่า สถานชีวาภิบาลในวัดอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 400 กว่าแห่งทั่วประเทศมีปัญหาแบบเดียวกันหรือไม่ ทั้งการรับบริจาค การใช้เงิน ผู้ป่วยที่อยู่ภายใต้ความดูแลของวัดถูกนำมาเป็นตุ๊กตาเรียกศรัทธา แต่กลับซุกซ่อนความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการเงินเอาไว้ด้วยหรือไม่
ปฏิธรรมระบุว่า แม้ในบางกรณีอาจยังไม่ชัดว่าการทำสถานชีวาภิบาลผิดโดยตรง หรือเป็นพฤติกรรมของวัด แต่ผลกระทบเกิดขึ้นกับสถานชีวาภิบาลของวัดทั่วประเทศ เพราะการเหมารวมว่า ‘พระ’ หรือ ‘วัด’ มีปัญหาเหมือนกันทั้งหมด
“เพราะตัวสถานชีวาภิบาลในวัดจะอยู่ได้ก็ด้วยต้นทุนทางศรัทธา ดังนั้นหากวัดไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ก็ไม่สามารถเรียกต้นทุนทางศรัทธากลับคืนมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข่าวเสียหายเกิดขึ้นกับสถานชีวาภิบาลในวัดอื่นๆ ยิ่งทำให้สถานชีวาภิบาลของวัดที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบไปด้วย”
พระครูนิติสุตากร ดร.ก็สะท้อนว่า เมื่อสถานชีวาภิบาลตั้งอยู่ภายในวัด ดังนั้นการให้บริการจึงต้อง “อาศัยพลังจากศรัทธาอยู่แล้ว แม้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนส่วนหนึ่งในการดำเนินการ แต่ยังไม่เพียงพอ จึงต้องอาศัยศรัทธาจากญาติโยมเข้ามาร่วมบริจาคเพิ่ม เพื่อให้โครงการขับเคลื่อนต่อไปได้
“แต่เมื่อเกิดวิกฤตศรัทธาต่อศาสนาขึ้นแล้ว จึงทำให้หลายๆ คนเกิดความไม่สบายใจในการทำบุญ ดังนั้นมันจึงเป็นช่วงเวลาวิกฤตของสถานชีวาภิบาลด้วย เพราะทุกคนมองว่า สถานชีวาภิบาลหรือการเอาผู้ป่วยมาอยู่ในนี้ เป็นการเอามาแสวงทุน หรือเรียกร้องความสนใจให้คนมาบริจาค แต่จริงๆ แล้วเอาเงินไปทำอย่างอื่น อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราก็ต้องอยู่ให้ได้ในสถานการณ์แบบนี้”
สถานชีวาภิบาลของวัดหนองกระดูกเนื้อสร้างขึ้นด้วยทุนจากเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา แม้แต่อาคารที่ใช้รองรับผู้ป่วยก็สร้างขึ้นจากเงินบริจาคเกือบ 6 ล้านบาท เมื่อเกิดข่าวเสียหายในแวดวงศาสนาขึ้น เงินบริจาคเหล่านี้ก็ลดลงไป ทำให้วัดต้องควักทุนสำรองมาใช้เพื่อไม่ให้การทำสถานชีวาภิบาลติดขัด
“ถามว่าวิกฤตขนาดไหน ตอนแรกเรามีทุนในการเปิดสถานชีวาภิบาล ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นเพื่อเอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วย รวมทั้งค่าแรงของ Caregiver แต่เมื่องบประมาณที่มาจากศรัทธาของญาติโยมไม่เพียงพอ แม้จะมีงบประมาณสนับสนุนจาก สปสช.ก็ไม่พอทั้งหมด ทางวัดจึงต้องหาเงินกันต่อไป
“ตอนนั้นก็คิดว่าอยากเลิกทำ มีการคุยกับพระในวัดว่าเราจะไปต่อกันได้ไหม แต่เมื่อมองอีกด้าน วัดก็เป็นที่พึ่ง และเป็นศูนย์กลางของคนทั้งหลายในชุมชน พวกเขาเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหน เลยกลับมานั่งทบทวนว่า เราก็ไปต่อทั้งที่วิกฤตนี่แหละ อย่างน้อยเราก็ส่งเขาจนถึงปลายทางสุดท้ายของชีวิต”
ปรับระบบใหม่: สถานชีวาภิบาลต้องโปร่งใส
เพื่อให้สถานชีวาภิบาลยังคงให้บริการต่อไปได้ ไม่เพียงแต่การวางแผนการใช้เงินที่ต้องรัดกุมมากขึ้น แต่ต้องปรับเปลี่ยนระบบการบริหารสถานชีวาภิบาลให้มีความโปร่งใสมากขึ้นด้วย ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพื่อให้หลุดพ้นจากการตกเป็นเป้าสายตา แต่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีจิตศรัทธาว่า วัดหนองกระดูกเนื้อมีความตั้งใจจริงที่จะทำให้ ‘คิลานสถาน’ เป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้ามารับบริการได้อย่างสบายใจ
นอกจากการทำให้การดำเนินงานของสถานชีวาภิบาลอยู่ในสายตาของหน่วยงานภาครัฐแล้ว สิ่งสำคัญคือการปฏิรูปการตัดสินใจต่างๆ โดยเฉพาะการจัดสรรและการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับคิลานสถาน ซึ่งจะมีคณะกรรมการเข้ามาร่วมพิจารณาการใช้จ่าย การเบิกจ่าย ซึ่งป้องกันไม่ให้เจ้าอาวาสนำเงินจากงบประมาณสนับสนุนสถานชีวาภิบาลไปใช้จ่ายได้โดยทันที
“ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลลาดยาว โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลก็ต้องเข้ามารับทราบการดำเนินงานของคิลานสถาน ไม่สามารถดำเนินการภายในสถานชีวาภิบาลเพียงคนเดียวได้ วัดต้องเปิดให้หน่วยงานเหล่านี้เห็นว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่”
ปฏิธรรมเสริมว่า แรกเริ่ม พระสงฆ์มักบริหารจัดการงบประมาณด้วยวิธีการง่ายๆ ไม่ได้มีระเบียบมากมาย แต่เมื่อเกิดประเด็นในวงการสงฆ์ขึ้น หรือเมื่อต้องการความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐ จึงต้องมีการให้ความรู้แก่พระสงฆ์ว่า มีกฎ ระเบียบ หรือเอกสารใดที่ต้องรับผิดชอบ
“แต่ตอนนี้มีการพัฒนาขึ้น คือรัฐจะต้องเข้ามาทำงานร่วมกับวัดในหลายส่วน วัดจะต้องมีคู่มือ ระบบ กลไกในการบริหารจัดการ อย่างที่วัดหนองกระดูกเนื้อตั้งกลไกมาในรูปแบบของคณะกรรมการหลายชุด ซึ่งแต่ละชุดมีบทบาทหน้าที่ในการรับผิดชอบตามแต่ละฝ่าย
“สิ่งนี้ก็เป็นการเรียนรู้ปรับตัวของวัดที่จะต้องพัฒนาระบบกลไก เพื่อตอบสนองต่อสังคมที่พยายามมองเข้ามาด้านในเพื่อตรวจสอบ”
แม้ว่าข้าวของสำหรับดูแลผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นแพมเพิร์ส แมสก์ ทิชชู หรือแม้แต่อุปกรณ์ต่างๆ จะบางตาลง เพราะไม่มีงบประมาณที่มากพอจะซื้อข้าวของให้กลับมาเต็มชั้นวางอีกครั้ง แต่คิลานสถานยังคงเดินหน้าดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและผู้ป่วยติดเตียงด้วยศักยภาพของบุคลากรที่ยังคงเต็มเปี่ยม แม้ในยามวิกฤตที่ทำให้สถานชีวาภิบาลได้รับผลกระทบ
ปฏิธรรมทิ้งท้ายว่า ในวันหนึ่งหากว่าระบบสุขภาพของประเทศดีขึ้น บทบาทของวัดกับการทำสถานชีวาภิบาลก็อาจจะลดน้อยลง และนั่นไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย แต่กลับเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่ระบบสาธารณสุขของประเทศจะดีขึ้น จนวัดไม่ต้องเข้าไปมีบทบาทแล้ว
อ้างอิง:
– https://peacefuldeath.co/1-ปีสถานชีวาภิบาลเพื่อกา/
Tags: คิลานสถาน, palliative care, วัดหนองกระดูกเนื้อ, พระสงฆ์, ฆราวาส, วัด, Caregiver, Who cares for the Caregiver, การดูแลแบบประคับประคอง, สถานชีวาภิบาล, กุฏิชีวาภิบาล




