สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดปราจีนบุรีไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงบ้านเรือนและพื้นที่เกษตร แต่ยังซ้ำเติมปัญหามลพิษจากอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม โดยมีรายงานพบคราบน้ำสีรุ้งคล้ายน้ำมัน น้ำสีดำไหลลงแม่น้ำปราจีนบุรี ปลาตายจำนวนมาก สร้างความกังวลว่าน้ำท่วมอาจพัดพาสารเคมีและกากอุตสาหกรรมเข้าสู่แหล่งน้ำของชุมชน
ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2569 ระบุว่า น้ำท่วมยังส่งผลกระทบใน 5 อำเภอ ได้แก่ กบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ เมืองปราจีนบุรี บ้านสร้าง และศรีมโหสถ รวม 50 ตำบล 535 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบ 51,390 ครัวเรือน และเสียชีวิต 26 ราย แม้ระดับน้ำจะเริ่มลดลง แต่ความเสียหายยังครอบคลุมทั้งที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน
ด้านการเกษตร มีพื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบ 127,569 ไร่ จากเกษตรกร 9,491 รายใน 7 อำเภอ ส่วนด้านประมงมีผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ 4,471 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 58,732.75 ไร่ ขณะที่ด้านปศุสัตว์มีสัตว์ตายหรือสูญหายเบื้องต้น 466,792 ตัว ความเสียหายเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อรายได้และการดำรงชีวิตของประชาชน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือปัญหามลพิษที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นจากน้ำท่วม The Momentum สรุปเหตุการณ์ภายใต้ประเด็น ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ปราจีนบุรีซึ่งมีปัญหาการจัดการกากอุตสาหกรรมและการลักลอบทิ้งของเสียอยู่ก่อนแล้ว อาจเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อน้ำท่วมพัดพาสารปนเปื้อนเข้าสู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม
คราบน้ำสีรุ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม
หนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความกังวล คือการพบคราบน้ำสีรุ้งคล้ายน้ำมันปะปนมากับน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่บ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด โดยมีรายงานว่า น้ำและคราบปนเปื้อนไหลออกนอกพื้นที่โรงงานเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมและบริเวณใกล้เคียง
ผลตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำจากพื้นที่ท้ายน้ำบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม 3 จุด พบว่าจุดที่อยู่ใกล้คันดินซึ่งมีรายงานการรั่วไหลมากที่สุด ระยะประมาณ 65 เมตร ตรวจพบสารกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนสูงถึง 114,860 มิลลิกรัมต่อลิตร พร้อมโลหะบางชนิด เช่น เหล็กและอะลูมิเนียม ส่วนจุดที่อยู่ห่างออกไปพบค่าปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนและโลหะหนักในปริมาณลดลง
นอกจากนี้ยังตรวจพบคราบคล้ายน้ำมันสีรุ้งและน้ำสีดำในท้องร่องและแปลงนาข้าวในตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอกบินทร์บุรี รวมถึงมีรายงานคราบน้ำมันลอยอยู่ในคลองลำผักชี บริเวณตำบลคู้ลำพันและตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่โรงงานฝังกลบและโรงงานรีไซเคิล
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมมีคำสั่งให้โรงงานในพื้นที่ตำบลหัวหว้า 2 แห่ง ซึ่งเป็นโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 หยุดประกอบกิจการชั่วคราวตามมาตรา 37 และ 39 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงาน ภายหลังกรณีตรวจพบการรั่วไหลของสารปนเปื้อน โดยมีการนำป้ายคำสั่งตามกฎหมายไปติดไว้หน้าโรงงาน
น้ำ 2 สีในแม่น้ำปราจีนบุรี
บริเวณประตูระบายน้ำเพชรเอิม ตำบลวังดาล อำเภอกบินทร์บุรี มีน้ำสีดำไหลจากพื้นที่น้ำท่วมลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี จนเห็นความแตกต่างระหว่างน้ำสีดำกับน้ำสีน้ำตาล พร้อมมีรายงานกลิ่นเหม็นฉุนจากบริเวณดังกล่าว
พื้นที่ต้นทางเป็นทุ่งนาหลายพันไร่ที่ถูกน้ำท่วมก่อนหน้านี้ เมื่อมีการระบายน้ำออกจากทุ่งลงสู่แม่น้ำ จึงเกิดข้อกังวลว่า น้ำที่ไหลออกมาอาจพาสารปนเปื้อนหรือสิ่งสกปรกจากพื้นที่น้ำท่วมขังลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบเบื้องต้น และระบุว่าตัวอย่างน้ำที่เก็บมาตรวจมีผลอยู่ในเกณฑ์ ‘มาตรฐาน’ แหล่งน้ำผิวดินทุกพารามิเตอร์ และตั้งข้อสังเกตว่ากลิ่นอาจมาจากวัชพืชเน่าเสียในพื้นที่น้ำท่วมขัง
ปลาตายจำนวนมาก สะท้อนปัญหาคุณภาพน้ำ
ขณะเดียวกันมีรายงานปลาตายจำนวนมากในหลายพื้นที่ ทั้งอำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอเมืองปราจีนบุรี และอำเภอบ้านสร้าง โดยบริเวณกระชังปลาบางจุดตรวจพบออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) ต่ำกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่เสี่ยงทำให้ปลาเกิดภาวะขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง
หนึ่งในข้อสันนิษฐานคือ น้ำท่วมอาจพัดพาสารอินทรีย์และน้ำเน่าเสียจากพื้นที่น้ำขังลงสู่แม่น้ำ ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นสาเหตุเดียวของการตายของปลา และยังต้องตรวจสอบปัจจัยอื่นประกอบ
ข้อมูลจากศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร จังหวัดปราจีนบุรี ระบุว่า ความเสียหายของปลาทับทิมในกระชังครอบคลุมเกษตรกรในอำเภอศรีมหาโพธิ 25 ราย จำนวน 518 กระชัง อำเภอเมืองปราจีนบุรี 36 ราย จำนวน 621 กระชัง และอำเภอบ้านสร้าง 13 ราย จำนวน 99 กระชัง
ขณะเดียวกัน ข้อมูลสำนักงานประมงจังหวัด ณ วันที่ 19 ตุลาคม ระบุว่า ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อดินได้รับผลกระทบ 4,471 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 58,732.75 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เลี้ยงปลาและสัตว์น้ำอื่น 49,632 ไร่ และพื้นที่เลี้ยงกุ้งก้ามกรามหรือกุ้งทะเล 9,100.75 ไร่
หมูตายเกือบหมื่นตัว ซ้ำเติมความเสียหายด้านปศุสัตว์
ความเสียหายจากน้ำท่วมยังครอบคลุมถึงปศุสัตว์ โดยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 อธิบดีกรมการค้าภายในเปิดเผยว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีสุกรขุนตายเกือบ 1 หมื่นตัว จากสถานการณ์น้ำท่วม คิดเป็นประมาณ 0.47% ของปริมาณสุกรที่ส่งเข้าโรงฆ่าสัตว์ทั่วประเทศต่อเดือน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.95 ล้านตัว
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าแม่พันธุ์และพ่อพันธุ์สุกรไม่ได้รับความเสียหาย จึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณสุกรในภาพรวมตามข้อมูลที่เปิดเผยในขณะนั้น โดยกรมปศุสัตว์ได้บูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขนย้ายและฝังกลบซากสุกรตามหลักสุขาภิบาล พร้อมฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันโรค ลดกลิ่น และดูแลสุขอนามัยของชุมชน
ส่วนข้อมูลจากศูนย์ติดตามภัยพิบัติด้านการเกษตร จังหวัดปราจีนบุรี ณ วันที่ 19 ตุลาคม ระบุว่า มีเกษตรกรด้านปศุสัตว์ในพื้นที่ประสบภัย 1,990 ราย และมีสัตว์ตายหรือสูญหายเบื้องต้นรวม 466,792 ตัว
เมื่อพิจารณาความเสียหายทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ จะเห็นได้ว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้ทำลายเพียงทรัพย์สิน แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงทางอาชีพ ชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง
กองขยะและกากอุตสาหกรรม ปัญหาที่มีมาก่อนน้ำท่วม
สิ่งที่ทำให้น่ากังวลยิ่งขึ้นคือ ปราจีนบุรีมีปัญหาการลักลอบทิ้งของเสียและการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ต้องติดตามมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นพร้อมกับน้ำท่วมครั้งนี้
ในหลายพื้นที่มีรายงานการพบกองขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เศษสายไฟ ภาชนะบรรจุสารเคมี ถุงมือยาง ขวดแก้ว ไปจนถึงบ่อน้ำขุ่นที่มีฟอง บางพื้นที่ยังมีรายงานกลิ่นฉุนรุนแรง โดยเฉพาะหลังฝนตกหนัก
เมื่อเกิดน้ำท่วม น้ำที่ไหลผ่านพื้นที่เหล่านี้อาจพัดพาของเสียและสารปนเปื้อนลงสู่พื้นที่ต่ำกว่า ทั้งทุ่งนา ชุมชน และแม่น้ำใกล้เคียง ขณะที่สารบางชนิดอาจตกค้างในดินหรือตะกอน ซึ่งถึงแม้ระดับน้ำจะลดลงแล้วก็ตาม หากมีสารอันตรายตกค้างจริง ก็อาจกระทบต่อการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์น้ำ และการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำในอนาคต
ชุมชนพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก
“ตลอดชีวิตที่อยู่ในพื้นที่ ไม่เคยพบสภาพน้ำเช่นนี้”
ธีระ ศรีมงคล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 บ้านสระมะเขือ ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ให้ข้อมูลกับ The Momentum ว่า น้ำเริ่มท่วมพื้นที่ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 หลังฝนตกต่อเนื่อง โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นทุ่งรับน้ำของชลประทานบางปะกง หรือพื้นที่แก้มลิงที่ช่วยลดปริมาณน้ำไม่ให้ไหลเข้าท่วมพื้นที่อำเภอบ้านสร้างมากเกินไป แต่หลังน้ำหลากเพียง 1-2 วัน กลับพบคราบน้ำสีรุ้งคล้ายน้ำมันปะปนมากับน้ำในทุ่งนา ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ฝังกลบกากอุตสาหกรรม
ผู้ใหญ่บ้านระบุว่า หลังน้ำท่วม บ่อฝังกลบและบ่อบำบัดภายในพื้นที่อุตสาหกรรมถูกน้ำท่วมจนเกิดข้อกังวลเรื่องสารเคมี โลหะหนัก และน้ำมันรั่วไหล ขณะที่ปัจจุบันน้ำเริ่มลดลง แต่กลับมีสีดำและกลิ่นเหม็นรุนแรงผิดไปจากที่เคยพบในอดีต โดยยืนยันว่าตลอดชีวิตที่อยู่ในพื้นที่ ไม่เคยพบสภาพน้ำเช่นนี้ แม้ในช่วงน้ำหลากที่เกิดขึ้นทุก 3-5 ปีก็ตาม
นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ธีระยังเปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 6-7 ตุลาคม มีหน่วยงานเข้าตรวจคัดกรองสารโลหะหนักในปัสสาวะของประชาชน และพบผู้มีผลตรวจผิดปกติ 73 ราย รวมถึงตัวผู้ใหญ่บ้านเอง โดยยังรอผลอย่างเป็นทางการและรายละเอียดจากแพทย์ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า การปนเปื้อนเกิดขึ้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้โดยตรง หรือสะสมมาก่อนหน้านี้
ระหว่างน้ำท่วม ชาวบ้านยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของปลาและสัตว์น้ำที่จับได้ตามวิถีชีวิตในพื้นที่ จึงได้ประชาสัมพันธ์ให้งดนำปลามาบริโภค ขณะที่ระบบประปาหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่กลางทุ่งก็สร้างความกังวลเรื่องความปลอดภัย แม้ชุมชนจะทำคันดินป้องกันน้ำไว้ได้ทันก็ตาม แต่ชาวบ้านและหน่วยงานท้องถิ่นจึงพยายามหาแหล่งน้ำอื่นมาทดแทน โดยผู้ใหญ่บ้านระบุว่า ชุมชนยังต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลัก และยังไม่เห็นมาตรการจัดการสารปนเปื้อนที่เป็นรูปธรรม
ปัญหาจากพื้นที่อุตสาหกรรมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงน้ำท่วม
ผู้ใหญ่ธีระยังกล่าวด้วยว่า ปัญหาจากพื้นที่อุตสาหกรรมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงน้ำท่วม แต่ตลอด 4 ปีนับตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการ ชาวบ้านต้องเผชิญกลิ่นสารเคมีรุนแรงและฝุ่นจากพื้นที่กองของเสีย โดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่กลิ่นเข้มข้นขึ้น บางครั้งผู้สูงอายุมีอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่ทัน ขณะที่เกษตรกรต้องรีบออกจากแปลงนาเพราะทนกลิ่นไม่ไหว
ผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ยังสร้างความเสียหายต่อนาข้าวหลายพันไร่ในพื้นที่ โดยธีระระบุว่าเสียหายทั้งหมด และกังวลว่าสารปนเปื้อนที่อาจตกค้างในดินจะกระทบการเพาะปลูกในอนาคต ผู้ใหญ่บ้านจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสารปนเปื้อน พร้อมกำหนดมาตรการฟื้นฟูดินและแหล่งน้ำอย่างจริงจัง เนื่องจากชาวบ้านยังไม่มั่นใจว่าจะกลับมาทำเกษตรกรรมและใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ตลอดจนยังไม่เห็นการแสดงความรับผิดชอบหรือมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนจากผู้ประกอบการ
“ช่วงน้ำท่วม ชาวบ้านต้องช่วยเหลือกันเองเป็นหลัก อย่างน้ำกินน้ำใช้ ชาวบ้านก็ต้องช่วยกันหาทางออกกันเอง เพราะทุกคนต่างกังวลว่าน้ำจะปนเปื้อน สิ่งที่ชาวบ้านต้องการคือการตรวจน้ำและดินให้ชัดเจน เปิดเผยผลให้ประชาชนรู้ และบอกให้ได้ว่าจะจัดการกับสิ่งปนเปื้อนอย่างไร เพราะหลังน้ำลด ชีวิตของชาวบ้านก็ยังต้องเดินต่อ”
หลังน้ำลด สิ่งที่ต้องจัดการคือ ‘ต้นตอ’ ของปัญหา
จะเห็นได้ว่า วิกฤตน้ำท่วมปราจีนบุรีครั้งนี้ซับซ้อนกว่าความเสียหายจากน้ำที่เข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทำกิน เพราะยังมีข้อกังวลเรื่องมลพิษจากพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งอาจซ้ำเติมผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
แม้ระดับน้ำจะเริ่มลดลงในหลายพื้นที่ แต่ยังต้องเฝ้าระวังสารปนเปื้อนที่อาจตกค้างในดิน ตะกอน แหล่งน้ำ และพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งอาจกระทบการใช้น้ำ การทำเกษตร และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในระยะยาว หากไม่มีการตรวจสอบและจัดการอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ ต้องตรวจสอบไปถึงต้นตอของปัญหา โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมและกิจการจัดการกากของเสียที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบแหล่งที่มาของคราบน้ำมันและสารปนเปื้อน เปิดเผยผลตรวจน้ำ ดิน และตะกอนให้ประชาชนเข้าถึงได้ พร้อมติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเมินความเสียหายต่อพื้นที่เกษตร แหล่งประมง และปศุสัตว์ เพื่อกำหนดแนวทางฟื้นฟูที่เหมาะสม
อ้างอิง:
– https://prachinburi-flood.supat7428.workers.dev/
– https://www.facebook.com/share/p/1DGdTtHYuj/
– https://www.diw.go.th/webdiw/pr69-453/
– https://www.facebook.com/share/p/1NCpPTyRqD/
– https://www.facebook.com/share/p/14qFqrRJD7S/
– https://www.thaipbs.or.th/news/content/571158
ภาพ: หยุดอีอีซีปกป้องปราจีนบุรี, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปราจีนบุรี, นราธิป ทองถนอม
Tags: สารเคมีปนเปื้อน, น้ำเสีย, ผลกระทบชุมชน, สิ่งแวดล้อม, โรงงานเถื่อนปราจีนบุรี, ขยะอิเล็กทรอนิกส์, โรงงานเถื่อน, กากอุตสาหกรรม, ปลาตาย, ปราจีนบุรี, น้ำท่วมปราจีนบุรี, มลพิษอุตสาหกรรม




