ผ่านมาหลายวันแล้ว นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 จนถึงวันนี้ ประชาชนในจังหวัดสระบุรีต้องทนอยู่กับคลองสีดำ มีกลิ่นฉุน โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในน้ำคืออะไร รู้แต่เพียงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องปกติ และมีคนที่ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น

จากผลวิเคราะห์ของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 จากการเก็บตัวอย่างน้ำในแหล่งน้ำ 7 จุดของจังหวัดสระบุรี พบสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งมีกลิ่นเหม็นทุกจุด และยังพบว่าสภาพน้ำมีภาวะเสื่อมโทรมรุนแรง

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ที่พบปัญหาน้ำสีดำและมีกลิ่นเหม็น หนึ่งในมาตรการช่วงแรกที่ภาครัฐดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาคือ การโยน EM Ball ลงจุดที่มีน้ำเสีย ทั้งในคลองหนองน้ำเขียว คลองเกด และคลองห้วยตะเข้ ในจังหวัดสระบุรี เพื่อปรับสภาพน้ำและบรรเทากลิ่นเหม็น
แต่สิ่งที่พวกเขายังทำไม่ได้คือ การหาตัวผู้ก่อมลพิษมารับผิดชอบกับสภาพแวดล้อมที่ทรุดโทรมของจังหวัดสระบุรี

The Momentum พร้อมทีมสื่อมวลชน มูลนิธิบูรณะนิเวศ และชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงลงพื้นที่โดยใช้เวลาเพียง 1 วันในการสำรวจ เก็บตัวอย่างตะกอนและน้ำ เพื่อนำกลับไปหาค่าการปนเปื้อนในห้องแล็บ และภาพทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พวกเราพบ ซึ่งเป็นโฉมหน้าของสภาพแวดล้อมที่ชาวสระบุรีต้องทนใช้ชีวิตอยู่

1. บ่อกากอุตสาหกรรม

ภาพข้างต้นคือบ่อกากอุตสาหกรรมของบริษัท เวสท์ รีโคเวอรี่ จำกัด ผู้ประกอบกิจการน้ำมันผสมสีทาบ้าน โดยใช้น้ำมันเครื่องใช้แล้วมาทำผลิตภัณฑ์ โดยของเสียจากการประกอบกิจการอุตสาหกรรมถูกนำมาใส่ไว้ภายในบ่อดิน ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากคลองเพรียว คลองสายเล็กที่จะไหลไปสมทบกับแม่น้ำสายหลักอย่างแม่น้ำป่าสัก

จากการตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ของบริษัทดังกล่าว ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการในปี 2546 มีเงื่อนไขบางข้อที่ระบุรายละเอียดวิธีการเก็บและกำจัดของเสียจากการประกอบกิจการ ดังนี้

 

– สถานที่จัดเก็บวัตถุดิบหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเหลว ต้องจัดให้มีคันกั้น (Bund) ล้อมรอบ ปูพื้นด้วยวัสดุกันซึม และมีความจุไม่น้อยกว่าถังใหญ่ที่สุดที่อยู่ภายในคันกั้น

– ต้องเก็บวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ และกากของเสียที่เหลือจากกระบวนการผลิตขั้นสุดท้ายภายในอาคารที่มีหลังคาคลุมและพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ในกรณีที่เป็นของเหลว เช่น น้ำมัน สารทำละลาย สารไวไฟ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น ต้องบรรจุในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด และมีคันกั้นโดยรอบพื้นที่จัดเก็บด้วย

– กากของเสียที่เหลือจากกระบวนการผลิตขั้นสุดท้าย ต้องนำไปกำจัดโดยใช้บริการโรงงานผู้ให้บริการกำจัดกากอุตสาหกรรม (Waste Processor) ที่ได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้วเท่านั้น

– ต้องมีสัญญาหรือหนังสือยินยอมการให้บริการระหว่างโรงงานผู้ให้บริการกำจัดกากอุตสาหกรรม กับโรงงานผู้ใช้บริการกำจัดกากอุตสาหกรรม (Waste Generator) ทุกราย

– ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ระบบเอกสารกำกับการขนส่งของเสียอันตราย พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2547 หมายความว่า หากบริษัทมีกากอุตสาหกรรมจากกระบวนการผลิตและต้องการขนออกนอกโรงงานไปกำจัด จะต้องมีเอกสารกำกับการขนส่ง

The Momentum สอบถามผู้ประกอบการ และได้รับข้อมูลว่า กากอุตสาหกรรมภายในบ่อดินอยู่ระหว่างการส่งให้กับโรงงานผู้รับกำจัดหรือบำบัด ตามคำสั่งของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และอาจใช้เวลาราว 2-3 ปี จึงจะกำจัดได้อย่างหมดจด ทั้งนี้ เขาอ้างว่า ไม่สามารถกำจัดของเสียภายในบ่อดินแห่งนี้ให้แล้วเสร็จภายในครั้งเดียวได้ ด้วยข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณในการจัดกา

2. น้ำสีสนิม ใกล้กับโรงงานฝังกลบของเสีย

ทีมข่าวขยับจากบริษัท เวสท์ รีโคเวอรี่ฯ เดินทางมายังบริเวณริมทางรถไฟ ตำบลห้วยแห้ง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ใกล้กับบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นโรงงานประเภท 101, 105 และ 106 ประกอบกิจการปรับคุณภาพของเสียรวม รับฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตราย และรับคัดแยกฝังกลบวัสดุที่ไม่อันตราย

จากการเดินสำรวจขนานไปกับทางรถไฟ ซึ่งสร้างอยู่บนคันดินยกสูง พบท่อระบายน้ำใต้คันดินซึ่งอยู่ใกล้กับบริษัทดังกล่าว มีน้ำไหลเจิ่งนองออกมาบนพื้นถนนริมทางรถไฟ โดยน้ำมีสีส้มแดงคล้ายสนิม และบางจุดมีสีเข้มคล้ายกับน้ำมัน

นอกจากนี้ บริเวณใกล้กับจุดที่ท่อระบายน้ำมีน้ำไหลออกมายังอยู่ใกล้กับคลองเกด ทั้งยังมีบ่อที่ป้ายปักว่า ‘บ่อกักเก็บน้ำฝน’ ตั้งอยู่ใกล้ๆ ทั้งนี้ พื้นที่ทั้งหมดอยู่ไม่ไกลจากคลองหนองน้ำเขียวและคลองเกด ซึ่งเชื่อมต่อไปยังคลองเพรียว และไหลไปถึงแม่น้ำป่าสัก โดยปลายน้ำบางจุดมีการนำน้ำดิบขึ้นมาใช้ในการผลิตน้ำประปา

3. น้ำด่างจัด เกินค่ามาตรฐาน

บริเวณใกล้กับต้นน้ำคลองหนองน้ำเขียว เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทีมผู้สื่อข่าวและมูลนิธิบูรณะนิเวศ รวมถึงคนในพื้นที่เข้ามาสังเกตการณ์และเก็บตัวอย่างตะกอนดิน เพื่อนำไปตรวจสอบการปนเปื้อนของสารเคมี

จากการสำรวจพบว่า น้ำภายในคลองดังกล่าวมีสีขุ่นข้นและมีกลิ่นฉุน ทีมมูลนิธิบูรณะนิเวศจึงใช้เครื่องมือวัดคุณภาพน้ำแบบพกพา HORIBA LAQUAact วัดคุณภาพน้ำในบริเวณดังกล่าว พบว่ามีสารละลายอยู่ในน้ำราว 1.29 กรัมต่อ 1 ลิตร หรือเท่ากับ 1,290 มิลลิกรัมต่อลิตร

การวัดสารละลายแล้วได้ตัวเลขเท่านี้ อาจเป็นไปได้ว่า ในน้ำมีสารละลายปริมาณสูง ซึ่งอาจมีที่มาจากธรรมชาติ น้ำเสีย น้ำชะขยะ อุตสาหกรรม ปุ๋ย หรือ น้ำทิ้งจากกิจกรรมมนุษย์

อย่างไรก็ตาม การที่น้ำมีสารละลายมาก จำเป็นต้องนำตัวอย่างน้ำไปตรวจเพื่อดูว่า มีสารอะไรปนเปื้อนอยู่ เพราะการมีสารละลายที่มากเกินไป อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าในน้ำต้องมีอะไรบางอย่าง เช่น สารโลหะหนัก กระทั่งสารเคมีจากอุตสาหกรรมที่กระทบต่อสุขภาพได้

ทั้งนี้ บริเวณต้นน้ำของคลองหนองน้ำเขียวที่ทีมสื่อมวลชนและมูลนิธิบูรณะนิเวศลงพื้นที่ไปเก็บตัวอย่างตะกอนดินและคุณภาพน้ำ อยู่ไม่ไกลจากจุดที่ตั้งของบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีนฯ

4. คลองน้ำเน่า

ฝายน้ำล้นคลองห้วยตะเข้ ซึ่งอยู่ติดกับโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สระบุรี เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เห็นภาพความไม่ปกติอย่างชัดเจน ซึ่งไม่เพียงแต่ลักษณะของน้ำที่เป็นสีดำตลอดทั้งลำคลองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลิ่นที่ฉุนผิดปกติ จนหลายคนที่ขับรถข้ามคลองแห่งนี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มีอาการมึนหัวเมื่อสูดดมกลิ่นเข้าไป

จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำในระบบคลองดังกล่าวโดยกรมควบคุมมลพิษ ชี้ว่า มีสารหนูและตะกั่วเกินค่ามาตรฐานในบางจุด และพบสารอินทรีย์ระเหยง่ายหลายชนิด ซึ่งบ่งชี้ความเป็นไปได้ว่า แหล่งกำเนิดมลพิษอาจเกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ภาครัฐยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาคลองปนเปื้อนด้วยการระบุและจัดการต้นตอมลพิษได้ หากแต่ทำการดูดตะกอนที่มีกลิ่นเหม็นออกจากลำคลองแทน เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 โดยอ้างว่าเพื่อแก้ปัญหาคลองเป็นสีดำ

สิ่งที่เราเจอเป็นเพียง ‘ส่วนหนึ่ง’ ของสภาพแวดล้อมที่ชาวสระบุรีต้องอดทนใช้ชีวิตร่วมกับมันในทุกๆ วัน ซึ่งหากภาครัฐไม่แก้ไข สภาพแวดล้อมแบบที่เห็นอยู่ในภาพนี้ ก็จะอยู่อิงแอบกับชีวิตของคนในจังหวัดนี้ไปอีกนาน เหมือนกับที่ชาวแม่น้ำกกต้องอยู่กับสารหนู เหมือนกับที่ชาวไทยเกือบทั้งประเทศต้องอยู่กับ PM2.5 ซึ่งหากเป็นแบบนั้น หน่วยงานรัฐคงต้องตั้งคำถามถึงศักยภาพของตัวเองว่า ทำไมจึงไม่สามารถจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เลยสักอย่าง

Tags: , , , , , , , ,