“ก่อนนี้ก็เลิกมาหลายครั้งแล้วล่ะ บางคราวทนได้แป๊บๆ บางคราวนานหน่อย แต่สุดท้ายกลับไปสูบตลอด ชีวิตสมัยเป็นฆราวาสมันมีเรื่องให้เครียดทุกวัน ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ก็ต้องพึ่งสิ่งคลายเครียด”
พระมนตร์ธัช นำแสงรังษี ย้อนเล่าถึงช่วงชีวิตแสนสะบักสะบอมเมื่อครั้งยังหนุ่มกว่านี้ เขานิยามตนเองเป็นหลายสิ่ง ทั้งเด็กคลุกฝุ่น วัยรุ่นขาโจ๋ ไอ้หนุ่มตังเก คนขับรถ กรรมกรหาเช้ากินค่ำและนักเลงเก่า คำเตือนแรกที่หลวงพ่อมอบให้คือ ชีวิตของเขาไม่สวยหรูนัก เป็นเส้นทางสีทึมเทาไม่ต่างกับควันของสิ่งเสพติดที่อยู่กับเขามาค่อนชีวิต
“มวนแรก (หัวเราะ) สมัยรุ่นๆ นู่นเลย จุดเริ่มต้นไม่ได้ต่างจากคนอื่นที่สูบนักหรอก เกิดจากความอยากรู้อยากลองตอนอยู่กับเพื่อน สมัยอายุ 17-18 ได้มั้ง จำได้ว่าอาตมายังอยู่บ้านเกิดที่แม่กลองอยู่เลย เป็นช่วงปิดเทอมที่ต้องหาบเร่ขายน้ำปลาหากะตังค์
“พอเริ่มติดก็สูบอย่างนั้นมาตลอด คิดถัวๆ ซองหนึ่งจะอยู่ได้สัก 2-3 วัน ซึ่งถ้าพูดตรงๆ เทียบกับสังคมรอบตัวที่สูบกันมวนต่อมวน หมดกันเป็นซองๆ ในวันเดียว อย่างอาตมานี่ไม่ได้ถือว่าสูบจัดอะไรเลย”
พระพุทธศาสนากับบุหรี่
หลวงพ่อมนตร์ธัชอธิบายให้ฟังว่า โดยมากแล้ว คนในพระพุทธศาสนาไม่ได้มองการสูบบุหรี่เป็นการทำผิดศีลหรือพระธรรมวินัยโดยตรง เนื่องจากไม่ใช่สุราเมรัย และไม่มีบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็น ‘มัชชะ’ ในศีลข้อ 5 หรือสิ่งที่ก่อความมึนเมาให้กับร่างกาย ภิกษุบางรูปจึงเลือกเข้าไปสู่ทางธรรมโดยไม่ตัดขาดจากสหายเก่าแก่ที่มีชื่อว่านิโคตินเสียทีเดียว หลวงพ่อมนตร์ธัชเองก็เป็นพระรูปหนึ่งที่บวชเข้ามาโดยยังสูบอยู่ แม้ว่าการสูบบุหรี่จะไม่ใช่กิจปกติของสงฆ์ และมีพระ รวมถึงศาสนิกชนจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่มองการสูบบุหรี่เป็นการบั่นทอนชีวิตของตนเองให้สั้นลงก็ตาม
“ที่ชัดเจนที่สุดคือ สายตาตัดสินของญาติโยม แม้ว่าพระภิกษุจะไม่สูบบุหรี่กันโจ่งแจ้งอยู่แล้ว แต่มันไม่ใช่สิ่งที่สามารถปิดบังกันไปตลอดได้ ความอยากบุหรี่มันผูกติดมากับกิจวัตรประจำวัน บ่มมากับนิสัยตอนเป็นฆราวาส อย่างอาตมาช่วงบวชใหม่ๆ ความอยากจะเริ่มมาตอนฉันเสร็จ หรือหลังเสร็จกิจในสุขา เพราะตอนยังไม่บวชเราก็มักจะอาศัยจังหวะแบบนี้หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ”
บทบาทของสายด่วน
เนื่องจากได้ยินเรื่องราวการเลิกบุหรี่ของหลวงพ่อมาว่ามีชนวนหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 ของศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ หน่วยบริการร่วมในระบบบัตรทองที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคน ทุกสิทธิการรักษา โทรเข้ามารับบริการคำปรึกษา และวางแผนการเลิกบุหรี่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
เรื่องแรกๆ ที่เราอดนมัสการถามไม่ได้คือ นึกอย่างไรถึงติดต่อไป
และคำตอบที่ได้ยินไม่ใช่สิ่งที่เราคาดคิดเอาไว้เลย
“อาตมาไม่ได้เป็นคนโทรหรอก สายด่วนเขาต่างหากที่ติดต่อมา อาตมาอุปสมบทเข้ามาที่นี่ (วัดอนัมนิกายาราม หรือที่เรียกติดปากกันว่า วัดญวนบางโพ) ด้วยวัยและปัญหาสุขภาพที่สะสมมาหลายปี ถึงจุดที่ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาล แล้วบางทีด้วยอาการความดันสูง เหนื่อยง่าย ปวดเมื่อย ก้าวขาขึ้นบันไดเตี้ยๆ ยังไม่ไหวเลย ไหนจะเบาหวานอีก สายด่วนกับทางโรงพยาบาลเขาส่งเรื่องให้กันอยู่แล้ว ถึงได้รู้ว่าต้องติดต่อหาใคร
“ถามว่าคุยอะไรกัน จริงๆ ไม่ได้คุยมากมาย เขาโทรมาถามไถ่ทุกเดือน ให้คำแนะนำบ้าง บอกวิธีลดหรือตัวช่วยทดแทน อาตมาฟังแล้วทำตามในสิ่งที่ทำได้ ไม่ใช่ทุกอย่างจะเหมาะกับทุกคน ไม่มีใครรู้จักตัวเองดีไปกว่าตัวเรา อาตมารู้ดีว่าสำหรับตัวอาตมาวิธีไหนจะได้ผลชะงัด มันต้องหักดิบเท่านั้น ไม่มีต่อรอง”
ทิศทางลมที่เปลี่ยนไป กับกองไฟที่ตั้งใจจะดับมาตั้งแต่แรก
“เลิกขาดมาตั้งแต่ปี 2566 ฉะนั้นถึงวันนี้เกือบ 2 ปีแล้ว ย้อนกลับไปตอนนั้น ถ้าไม่นับเรื่องสุขภาพ ครอบครัวที่กำลังเติบโต คือแรงสะกิดสำคัญที่ทำให้คิดเลิก ถึงไม่มีหมอเตือน ไม่มีสายด่วนโทรมา อาตมาก็ตั้งใจแต่แรกว่า ลูกชายคนโตมีหลานเมื่อไรจะต้องเลิกให้ขาด ช่วงนั้นลูกชายคนเล็กเข้าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อพอดี ปัญหาสุขภาพที่รุมเร้าทำให้เรากลัวว่าจะอยู่ส่งเขาได้ไม่ถึงฝั่ง
“ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รับสาย อาตมาถึงแน่วแน่มาตลอด ไม่คิดเผื่อใจไว้ในกรณีที่ไม่สำเร็จเลย อย่างไรก็ต้องสำเร็จให้ได้”
ช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดคือ เดือนแรกหลังโยนไฟแช็กและบุหรี่ทุกมวนที่มีทิ้งไป หลวงพ่อยืนยันในฐานะคนที่เลิกมาหลายครั้งว่า เมื่อผ่านเดือนแรกไปได้ ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งก็ตรงกับข้อมูลทางการแพทย์ที่มักระบุให้ช่วงเวลาอันเข้มข้น 2-4 สัปดาห์แรกเป็น Golden Time แห่งการเลิกบุหรี่ ซึ่งผู้เลิกจะต้องใส่ใจกำจัดสิ่งเร้าและรับมือกับอาการถอนบุหรี่ให้ถูกวิธี
“แต่ถึงจะผ่านพ้นเดือนแรกจนรู้สึกเหมือนเอาชนะตัวเองได้แล้ว สิ่งถัดมาที่ต้องระวังให้มากคือความชะล่าใจ ครั้งที่ผ่านมาไม่ใช่อาตมาเลิกไม่ได้ เลิกขาดเป็นปีก็เคยมาแล้ว โดยเฉพาะสมัยที่ทำงานเป็นโชเฟอร์ขับรถรับส่งนาย ถ้านายไม่ชอบ เราก็ไม่มีทางเลือก ต้องเลิกให้ขาด
“แต่ที่สุดท้ายกลับมาตายรังอยู่ดี เพราะมาชะล่าใจเอาตอนหลัง คิดว่าแน่ เลิกขาดแล้ว ฉะนั้นก็เอาสักหน่อย ดูดต่อจากเพื่อนบ้างล่ะ แค่ตัวเดียวบ้างล่ะ ครึ่งตัวบ้างล่ะ เหลือก้นแค่ปื้ดเดียวบ้างล่ะ พังกันมาเยอะกับไอ้คำว่า แค่ นี่แหละ”
คำแนะนำจากรุ่นพี่ (อดีต) สิงห์อมควัน
นอกจากอนาคตครอบครัวกับวิถีชีวิตของสงฆ์ที่เอื้อให้จิตใจนิ่งสงบมากขึ้นแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่บันดาลใจให้พระมนตร์ธัชไม่นึกอยากกลับไปสูบคือ สุขภาพที่ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
แน่นอนว่า ไม่ใช่โรคภัยทุกอย่างจะหายเป็นปลิดทิ้ง แต่อย่างน้อยที่สุด เขากลับมาเดินเหินคล่องแคล่วไม่เหนื่อยหอบ อารมณ์ที่เคยแปรปรวนไปตามสภาพร่างกายและอาการเจ็บป่วยก็กลับมาสงบนิ่ง
“ข้อคิดชีวิตที่สำคัญที่สุด อาตมาได้มาจากพระธุดงค์รูปหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ยังไม่บวช อาตมามีโอกาสไปตามพระธุดงค์ที่จังหวัดเลย เส้นทางต้องลัดเลาะเขาขึ้นไปทางภูเรือ เดินลำบากมาก ข้าวของที่แบกอยู่ก็หนักพะรุงพะรัง
“อาตมามองไม่ออกเลยในตอนนั้นว่า จะเดินเท้าขึ้นไปถึงยอดได้อย่างไร ที่หมายมันอยู่ไกลมาก ไกลออกไปหลายสิบกิโล พระรูปนั้นเหมือนอ่านใจอาตมาออก ท่านว่า ‘โยม เลิกแหงนหน้ามองยอดเขา แล้วสนใจทางข้างหน้าเถอะ อย่าไปทุกข์กับอนาคต อยู่กับปัจจุบันก็พอ’ เชื่อไหม พอทำตามท่านว่า อาตมาก็ทุกข์น้อยลงทันที มัวแต่จดจ่ออยู่กับทางข้างหน้า จนรู้ตัวอีกทีก็ถึงที่หมาย
“การเลิกบุหรี่ก็ไม่ต่างกับเส้นทางธุดงค์วันนั้นมากนักหรอกโยม ใครก็ตามที่อยากเลิก แต่รู้สึกว่ามันยาก แทนที่จะนั่งกลัวภาพในอนาคต กังวลว่าจะต้องใช้ชีวิตอย่างอดทนอดกลั้นอย่างนี้อีกกี่เดือนหรือกี่ปี โยมปล่อยวางเรื่องทั้งหมดนั้นลงก่อน แล้วจดจ่ออยู่กับสิ่งที่พอจะทำได้ในวันนี้ดูหรือยัง”




