หากวางเหล็กข้ออ้อย 2 เส้นไว้ข้างกัน เส้นหนึ่งจากเตา IF อีกเส้นจากเตา EF แทบไม่มีใครแยกออกด้วยตาเปล่า ขนาดเท่ากัน บั้งเหมือนกัน และทั้ง 2 เส้นอาจมีใบอนุญาตผลิตตาม มอก.เหมือนกันด้วยซ้ำ ความต่างอยู่ที่เตาที่หลอมเหล็กขึ้นมา และความต่างนี้กลายเป็นวาระระดับชาติ หลังเหล็กเส้นแบบ IF กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่พังถล่มทั้งหลังเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จากเหตุแผ่นดินไหว

กระบวนการผลิตเหล็กก่อสร้างในโลกมี 3 วิธีหลัก คือเตาถลุงเหล็กและเตาเบสิกออกซิเจน (BF/ BOF) เตาอาร์กไฟฟ้า (EAF/ EF) และเตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) โดย 2 วิธีแรกมีขั้นตอน Refining ถึง 2 ครั้ง ซึ่งขั้นตอน Refining เป็นกระบวนการ ‘ปรับคุณภาพน้ำเหล็ก’ เพื่อกำจัดสารมลทิน เช่น ฟอสฟอรัส (P) กำมะถัน (S) และสิ่งเจือปนบางชนิด พร้อมปรับองค์ประกอบทางเคมีให้ได้ตามที่ต้องการ ก่อนหล่อเป็นเหล็กแท่ง (Billet) ขณะที่เตา IF ไม่มีระบบ Oxidation และการสร้าง Slag ที่ดูดซับสารมลทินอย่างฟอสฟอรัส กำมะถัน หรือสิ่งเจือปนที่ติดมากับเศษเหล็กอย่างโบรอน

พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด เตา IF คือเตาที่หลอมเศษเหล็กเก่ามารีไซเคิลเป็นเหล็กเส้น จุดเด่นคือลงทุนเริ่มต้นต่ำ ระบบไม่ซับซ้อน หลอมได้รวดเร็ว แต่คุณภาพเหล็กขึ้นอยู่กับเกรดของเศษเหล็กที่ใส่ลงไปทั้งหมด หากเศษเหล็กมีสิ่งเจือปน จะควบคุมได้ยาก กระบวนการผลิตไม่สามารถกำจัดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คำถามของมาตรฐานจึงไม่ใช่ว่า ‘เตา IF ผลิตเหล็กที่ผ่านมาตรฐานได้หรือไม่’ แต่คือ ‘ผลิตเหล็กที่ผ่านมาตรฐานได้อย่างสม่ำเสมอ ทุก Heat หรือไม่’ เพราะความปลอดภัยของโครงสร้างไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหล็กที่ดีที่สุดเพียงบางเส้น แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของกระบวนการผลิตในการควบคุมคุณภาพ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดอย่างต่อเนื่องและตรวจสอบได้

พูดให้ตรงประเด็น ไม่ใช่ว่าเหล็ก IF ทุกเส้นไม่ได้มาตรฐาน แต่คือระบบการผลิตไม่มีกลไกรับประกันว่า เส้นไหนจะได้มาตรฐานบ้าง สอดคล้องกับที่คณะทำงานของสภาเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียน (AISC) ตรวจพบว่า เหล็กจากเตา IF จำนวนหนึ่งไม่ผ่านเกณฑ์องค์ประกอบทางเคมี และมีปริมาณ Inclusion (สิ่งเจือปนขนาดเล็กที่ฝังอยู่ภายในเนื้อเหล็ก ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแตกร้าว เมื่อเหล็กรับแรงกระแทกหรือแรงสลับ) สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ผลคือความเหนียวลดลง ความเปราะเพิ่มขึ้น คุณสมบัติที่ไม่แสดงตัวในการใช้งานปกติ แต่จะเผยตัวในวันที่โครงสร้างถูกทดสอบด้วยแรงที่ไม่คาดคิด เช่น เหตุแผ่นดินไหว

การตั้งคำถามกับเหล็ก IF ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากคือฉันทมติที่ก่อตัวมาเกือบทศวรรษ จีน ประเทศต้นทางของเทคโนโลยีนี้เอง ห้ามใช้เตา IF ผลิตเหล็กก่อสร้างตั้งแต่ปี 2560 หลังบทเรียนแผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนเกือบ 9 หมื่นราย และการตรวจสอบพบเหล็กจากเตา IF จำนวนมากในซากอาคารที่ถล่ม การกวาดล้างครั้งนั้นปิดกำลังการผลิตราว 140 ล้านตัน จากนั้นอินเดีย มาเลเซีย เวียดนาม ทยอยจำกัดการใช้ ขณะที่ AISC เตือนมาตั้งแต่ปี 2561 ให้รัฐบาลอาเซียนสกัดกั้นการนำเข้าเครื่องจักร IF

ทว่าเมื่อประเทศหนึ่งแบนเทคโนโลยี เครื่องจักรไม่ได้หายไปจากโลก หากแค่ย้ายฐานมาปักหลักในประเทศที่มาตรฐานยังเปิดรับ หนึ่งในนั้นคือประเทศไทย ซึ่งออกมาตรฐานรับรองเหล็กข้ออ้อยจากเตา IF ตั้งแต่ปี 2559 จังหวะเวลาไล่เลี่ยกับที่จีนเตรียมแบนในบ้านตัวเอง

ไทม์ไลน์กลางปี 2569 ยิ่งน่าสนใจ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 กรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาตให้บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ผู้ผลิตเหล็กที่ตรวจพบว่าบางรายการไม่ผ่านมาตรฐาน และเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอาคาร สตง.กลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง

ถัดจากนั้น 18 วัน ที่ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้น จำกัดกรรมวิธีทำเหล็กแท่งสำหรับเหล็กข้ออ้อยให้เหลือเฉพาะวิธี BO หรือ EF เท่ากับปิดทางเหล็กจากเตา IF ไม่ให้ถูกใช้ทำเสาและคาน ความลักลั่นคือ รัฐเพิ่งอนุญาตให้โรงงาน IF กลับมาเดินเครื่อง แต่รัฐอีกกลไกหนึ่งมีมติว่า เหล็กจากเตาประเภทนั้นไม่ควรนำมาใช้ทำเสาและคานอีกต่อไป

และทันทีที่ร่างมาตรฐานใหม่เข้าสู่ช่วงรับฟังความคิดเห็น เสียงคัดค้านก็ตามมาเป็นชุด โรงงานอาจต้องปิด แรงงานจะตกงาน ราคาเหล็กจะแพงขึ้น ต้องพึ่งพาการนำเข้า

สังเกตให้ดี ข้อโต้แย้งเกือบทั้งหมดคือคำถามเรื่อง ‘ต้นทุนของผู้ผลิต’ ขณะที่คำถามตั้งต้นของเรื่องนี้คือ ‘ความปลอดภัยของประชาชน’ ว่าเหล็กที่ใช้สร้างบ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล และสะพาน มีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ บทวิเคราะห์นี้จึงขอไล่ตอบทีละข้อ

‘แบนแล้วเหล็กจะขาด ต้องพึ่งการนำเข้า’ จริงหรือ?

ตัวเลขตอบได้ชัด กำลังการผลิตเหล็กด้วยเตา EAF ของไทยอยู่ที่ 4.3 ล้านตันต่อปี รวมผู้นำเข้าบิลเล็ตมารีดอีก 2 ล้านตันต่อปี ขณะที่ความต้องการเหล็กเส้นในประเทศอยู่ที่ราว 3.2 ล้านตันต่อปี สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์กไฟฟ้ายืนยันว่า กำลังการผลิตรวมสูงกว่าความต้องการ 2 เท่า ถึงขั้นที่โรงงาน EAF ส่วนใหญ่เดินเครื่องเฉพาะช่วงกลางคืน (Off-Peak) เท่านั้น หากความต้องการเพิ่มขึ้น แค่เดินเครื่องช่วงกลางวันก็รองรับได้ทันที โดยไม่ต้องสร้างโรงงานใหม่

ปัญหาของอุตสาหกรรมเหล็กเส้นไทยวันนี้จึงไม่ใช่ ‘ผลิตไม่พอ’ แต่คือ ‘ผลิตเกิน’ ส่วนข้อกังวลว่าไทยจะต้อง ‘เริ่ม’ นำเข้าบิลเล็ตนั้นคลาดเคลื่อน เพราะไทยนำเข้าบิลเล็ตเป็นปกติอยู่แล้ว ข้อมูลกรมศุลกากรระบุว่า ปี 2568 ไทยนำเข้ารวมประมาณ 1.5 ล้านตัน และการตรวจสอบย้อนกลับก็ไม่ได้ขึ้นกับว่าผลิตในประเทศหรือนำเข้า หากแต่ขึ้นกับระบบเอกสารอย่าง Mill Certificate และการสุ่มตรวจที่มีประสิทธิภาพ

‘เหล็กจะแพงขึ้น’ ว่าด้วยบ้าน 1 หลัง กับส่วนต่างราคา 1,000-2,000 บาท

เหล็ก IF ถูกกว่าเหล็ก EF จริง แต่คำว่า ‘ถูกกว่า’ ต้องอ่านเทียบกับคุณค่าที่ได้รับ ลองพิจารณาบ้าน 2 ชั้น มูลค่า 1 ล้านบาท ค่าเหล็กเส้นในงานโครงสร้างอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นบาท ใช้เหล็กราว 2 ตัน หากส่วนต่างราคาเหล็ก 2 แบบอยู่ที่ 500-1,000 บาทต่อตัน ส่วนต่างของบ้านทั้งหลังจะอยู่ที่ 1,000-2,000 บาท หรือเพียง 0.1-0.2% ของมูลค่าบ้าน ซึ่งอาจเป็นบ้านที่คนหนึ่งคนสร้างได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต และหากเกิดปัญหาโครงสร้างขึ้นภายหลัง ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและซ่อมแซมย่อมไม่ใช่ 1,000-2,000 บาทแน่ หากราคาถูกลงเพราะผู้บริโภคได้รับการควบคุมคุณภาพน้อยลงกว่าที่ควรจะได้ นั่นไม่ใช่ ‘ของถูก’ แต่คือการโอนความเสี่ยงจากราคาหน้าร้านไปฝังไว้ในเสาและคานของบ้าน

โรงงานต้องลงทุนเพิ่ม แรงงานจะตกงาน รัฐจะเสียภาษี

การยกระดับมาตรฐานย่อมสร้างต้นทุนการปรับตัวเสมอ และนั่นคือกระบวนการปกติของการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรม ต้นทุนการปรับปรุงกระบวนการผลิตคำนวณเป็นเงินได้ แต่ต้นทุนความเสียหายจากโครงสร้างที่มีปัญหา ประเมินด้วยเงินอย่างเดียวไม่ได้

ส่วนเรื่องแรงงานและภาษีมีข้อเท็จจริงที่มักถูกมองข้ามไป นั่นคือ การเปลี่ยนกระบวนการผลิตไม่ได้ทำให้ความต้องการใช้เหล็กของประเทศหายไป เหล็กจำนวนเท่าเดิมยังต้องถูกผลิต กิจกรรมทางเศรษฐกิจและฐานภาษียังอยู่ เพียงย้ายไปอยู่กับกระบวนการที่ได้มาตรฐาน ผู้ที่อ้างผลกระทบจึงควรแสดงตัวเลขให้ชัดว่า การจ้างงานสุทธิของทั้งอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนอย่างไร ไม่ใช่นับเพียงว่ากระบวนการเดิมมีแรงงานกี่คน

ถ้าคัดเศษเหล็กดี ก็ผลิตเหล็กคุณภาพได้

ในทางทฤษฎีอาจจริง แต่คำถามของมาตรฐานไม่ใช่ ‘ทำได้หรือไม่’ หากคือ ‘ทำได้สม่ำเสมอหรือไม่’ โบรอนเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความแตกต่างของกระบวนการผลิตได้ชัดเจนที่สุด โดยโบรอนคือธาตุที่ปนมากับเศษเหล็กชุมชนซึ่งมีการปนเปื้อนสูง เป็นธาตุผสมที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็ก และต้องควบคุมให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะแม้มีเพียงระดับ ppm (1 ใน 1 ล้านส่วน) ก็สามารถเปลี่ยนคุณสมบัติของเหล็กได้ หากมีมากเกินไป สมดุลระหว่างความแข็งแรงกับความเหนียวอาจเปลี่ยนไป ความสามารถในการเชื่อมลดลง และเหล็กอาจมีแนวโน้มเปราะมาก กระบวนการ BOF และ EAF ขจัดมันได้ด้วยการ Refining แต่เตา IF ทำได้เพียงหลอมให้ละลาย โดยไม่มีกลไกทางเคมีขจัดออก

และนี่ไม่ใช่ข้อถกเถียงทางทฤษฎีอีกต่อไป ข้อมูลที่นำเสนอในการพิจารณามาตรฐานของ สมอ. กำหนดค่าโบรอนสูงสุดไว้ที่ 8 ppm ผลตรวจตัวอย่างเหล็กพบว่า จาก 90 ตัวอย่าง มีตัวอย่างเกินเกณฑ์ถึง 20 ตัวอย่าง ค่าสูงสุดประมาณ 13 ppm สอดคล้องกับผลวิจัยปี 2568 ของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAISI) ร่วมกับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งมาเลเซีย ที่พบว่าเหล็กเส้นจากเตา IF มีอัตราแตกหักจากการทดสอบแรงกระแทกสูงถึง 67% ขณะที่เหล็กจากระบบ EAF ผ่านเกณฑ์ครบ 100% คำถามคือ เราควรเชื่อคำกล่าวว่า ‘หากควบคุมดี ก็ทำได้’ หรือควรเชื่อผลการตรวจสอบจริงที่วางอยู่ตรงหน้า

‘หลายประเทศยังใช้ IF’ แล้วดูฟิลิปปินส์เป็นตัวอย่าง

ชื่อประเทศไม่ใช่หลักฐานคุณภาพ ผลทดสอบผลิตภัณฑ์จริงต่างหากที่เป็นหลักฐาน และหากอยากรู้ว่าประเทศที่ ‘ยังใช้ IF’ โดยรู้ปัญหา แต่ไม่ขยับหน้าตาเป็นอย่างไร ให้มองไปที่ฟิลิปปินส์ ปลายทางสำคัญอีกแห่งของเตา IF จากจีน ที่กำลังการผลิต IF โตจากไม่ถึง 1.5 แสนตันต่อปีในปี 2560 เป็นราว 3 ล้านตันในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 The Nation รายงานว่า เหตุแผ่นดินไหวที่มินดาเนา ทำให้ฟิลิปปินส์กลับมาตรวจสอบคุณภาพเหล็ก IF อีกครั้ง โดยผู้บริหาร SteelAsia ผู้ผลิตรายใหญ่ฝั่ง EAF อ้างงานวิจัยของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าฟิลิปปินส์ (PISI) ว่า 91% ของเหล็กไม่ได้มาตรฐานที่หมุนเวียนในประเทศ มาจากการผลิตด้วยเตา IF

ปี 2569 ฟิลิปปินส์เผชิญทั้งเหตุอาคาร 9 ชั้นถล่มที่จังหวัดปัมปังกา (เสียชีวิตอย่างน้อย 17 ราย) และแผ่นดินไหว 7.8 แมกนิจูด นอกชายฝั่งซารังกานี ภาคอุตสาหกรรมเหล็กจึงเรียกร้องให้รัฐเร่งบังคับใช้มาตรฐานใหม่ (PNS 49:2026) ที่กำหนดเฉพาะเหล็กเกรดต้านแผ่นดินไหว ซึ่งเตา IF ผลิตให้ถึงไม่ได้ แต่จนถึงกลางปี 2569 มาตรฐานที่ร่างเสร็จแล้วก็ยังไม่ถูกประกาศบังคับใช้ ฟิลิปปินส์จึงเป็นภาพสะท้อนของไทย ซึ่งรับเครื่องจักรที่จีนไม่เอาแล้วเช่นกัน มีหลักฐานทางเทคนิคในมือเหมือนกัน เผชิญโศกนาฏกรรมเหมือนกัน และติดอยู่ตรงช่องว่างระหว่าง ‘มติ’ กับ ‘การบังคับใช้’ เหมือนกัน

แล้วนี่คือ ‘การแบนเทคโนโลยี’ หรือไม่?

คำตอบคือไม่ใช่ เพราะร่างมาตรฐานใหม่จำแนกตามระดับความเสี่ยงของการใช้งาน ร่าง มอก.เหล็กเส้นกลมยังอนุญาตให้ใช้กระบวนการ IF ได้ เนื่องจากเหล็กเส้นกลมถูกใช้ในงานองค์ประกอบรอง ขณะที่เหล็กข้ออ้อยคือแกนหลักของเสาและคาน
ร่าง มอก.เหล็กข้ออ้อยจึงจำกัดเฉพาะกระบวนการ BO หรือ EF ที่ให้คุณภาพสม่ำเสมอเท่านั้น มาตรฐานใหม่จึงไม่ได้ตัดสินที่ชื่อเทคโนโลยี แต่ตัดสินที่ความสามารถในการผลิตให้ได้คุณสมบัติตามข้อกำหนดอย่างสม่ำเสมอและพิสูจน์ได้ หากกระบวนการเดิมตอบข้อกำหนดใหม่ไม่ได้ การเปลี่ยนผ่านย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอุตสาหกรรม เหมือนที่ทุกอุตสาหกรรมเคยผ่านมา

ถึงวันนี้ มติ กมอ.ยังไม่ใช่จุดจบ ร่าง มอก.ฉบับใหม่ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นก่อนประกาศเป็นกฎกระทรวง และกรอบเวลานั้นกำลังจะครบ นี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่า มาตรฐานใหม่จะคลอดออกมาในสภาพเดิม ถูกลดทอน หรือถูกดึงกลับไปทบทวน ระหว่างนี้มีข้อเท็จจริงหนึ่งที่ควรบันทึกไว้ หน่วยงานรัฐอย่างกรมท่าอากาศยาน และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยกเลิกการใช้เหล็กข้ออ้อยจากเตา IF ในงานก่อสร้างของตัวเองไปก่อนแล้ว โดยไม่ต้องรอกฎกระทรวง

มาตรฐานอุตสาหกรรมควรเป็นด่านหน้าที่ป้องกันความเสียหายก่อนเกิดอุบัติเหตุ ไม่ใช่เอกสารที่ถูกแก้ไขหลังจากนั้น แต่เส้นทางของเหล็ก IF ในไทยกลับเดินสวนทาง โลกแบนก่อน ไทยรับรอง ตึกถล่ม แล้วจึงทบทวน คำถามที่ยังไม่มีใครตอบคือ ตลอดเกือบ 10 ปีที่ มอก.รับรองเหล็กจากเตา IF มีอาคาร สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานกี่แห่งที่ใช้เหล็กประเภทนี้เป็นเสาและคาน ใครถือบัญชีรายชื่อนั้นอยู่ และจะรู้ได้อย่างไรว่า โครงสร้างเหล่านี้ ‘ปลอดภัย’ สำหรับคนไทยจริงๆ

และในช่วงเวลาของการรับฟังความคิดเห็น รวมถึงทุกวันหลังจากนั้น มีสิ่งเดียวที่สังคมต้องช่วยกันเฝ้าระวัง คืออย่าปล่อยให้ใครเปลี่ยนคำถาม จากมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชน ให้กลายเป็นเพียงต้นทุนของผู้ผลิต

Tags: , , , , ,