เสียงของเด็กอ่อนวัย 0-3 ปี ที่ร้องเป็นคำว่า “เอาะๆ แอะๆ” ฟังดูอาจไม่เข้าใจความหมายที่เขาต้องการสื่อสาร แต่หากดูภาษากายและสีหน้าประกอบด้วย ก็อาจจะพอรู้ว่าเขากำลังเรียกร้องสิ่งใด

พฤติกรรมเหล่านี้ซึมซับมาจากผู้ใหญ่ ผ่านการมองเห็น ได้ยิน และรับฟัง แม้การแสดงออกในช่วงอายุเท่านี้จะยังไม่เด่นชัด เพราะร่างกายยังเปราะบาง แต่เด็กอ่อนนั้นเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นหากพวกเขาไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว ไร้ความอบอุ่นและความรัก ในอนาคตเมื่อโตขึ้น เขาอาจกลายเป็นคนที่ไร้ความอบอุ่น เกิดอาการเจ็บป่วยเพราะขาดการดูแล และใช้ชีวิตไม่ได้เพราะไม่ได้รับการสอน เช่นเดียวกันหากพวกเขาถูกเลี้ยงดูด้วยความรุนแรงและคำดุด่า พฤติกรรมเหล่านั้นก็อาจถูกบันทึกเก็บไว้ในความทรงจำ และนำไปส่งต่อให้กับคนอื่นๆ ได้อีกในอนาคต

เพราะความเปราะบางของเด็กไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม ภายในมุมเล็กๆ ของศูนย์อเนกประสงค์ชุมชน โซน 9 เขตลาดกระบัง จึงเกิดโครงการ ‘บ้านย่ายาย’ ขึ้นมา โดยเป็นโครงการนำร่องเพื่อปิดช่องว่างการดูแลเด็กวัย 0-3 ปี จากครอบครัวกลุ่มเปราะบางในชุมชน ให้เข้ามารับการดูแลจากย่า-ยายที่พร้อมจะมอบช่วงเวลาและความอบอุ่นให้ตลอดทั้งวัน

ด้วยข้อจำกัดของกฎหมายแรงงานในไทย ทำให้พ่อ-แม่ของเด็กไม่สามารถลางานได้เกิน 4 เดือนเพื่อมาดูแลเด็กอ่อน สถานรับเลี้ยงเด็กจึงเป็นความหวังของพวกเขาในการฝากลูกให้อยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่ ซึ่งบางแห่งมีราคาแพง หรืออยู่ห่างจากชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ ขณะเดียวกัน สถานรับเลี้ยงเด็กบางแห่งยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน จึงขาดการสนับสนุน และไม่มีแนวทางที่เหมาะสมในการเลี้ยงดูเด็กอ่อน

โครงการบ้านย่ายายจึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างระหว่างครอบครัวกับเด็กอ่อน โดยใช้กลไกอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) ในการออกสำรวจเด็กอ่อนตามบ้านแต่ละหลัง เพื่อประเมินความจำเป็นในการพาเด็กเข้ามาอยู่ในความดูแลของโครงการ ขณะเดียวกันก็ร่วมงานกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายภาคประชาสังคมอย่าง SOPA ส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม มหาวิทยาลัย รวมทั้งเอกชน ที่ร่วมกันออกทุนและออกแบบสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการดูแลเด็กอ่อน ภายใต้การสนับสนุนที่ดินจากการเคหะแห่งชาติ

อ้อย เชื้อรอด ผู้ดูแลเด็กอ่อนโครงการบ้านย่ายาย วัย 54 ปี อธิบายอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า เด็กที่เข้ามาอยู่ในสถานรับเลี้ยงภายใต้โครงการนี้ จะเป็นเด็กอ่อนอายุ 0-3 ปี ที่มีความเปราะบางเนื่องจากพ่อแม่มีภารกิจต้องออกไปทำงาน จึงทำให้เด็กโดดเดี่ยว บางรายมีปัญหาเรื่องโภชนาการ และปัญหาด้านสุขภาพจากการขาดการเอาใจใส่อย่างเต็มที่

“เงื่อนไขที่เราจะรับเด็กคือ เด็กต้องอยู่ในกลุ่มเปราะบางก่อน เช่น พ่อแม่ของเด็กแยกทางกัน แม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือพ่อเลี้ยงเดี่ยว พ่อแม่ไปทำงานแล้วย่าหรือยายไม่พร้อมที่จะดูแล เราก็จะรับเด็กเข้ามาไว้ก่อน และเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เราจะพิจารณา”

พี่เลี้ยงเด็กซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการบ้านย่ายายนั้น คือผู้สูงอายุภายในชุมชนอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ละคนผ่านประสบการณ์การเลี้ยงดูลูกหลานของตัวเองมาแล้ว ที่สำคัญ ยังผ่านการอบรมการเลี้ยงดูเด็กอ่อนขั้นพื้นฐานกับโรงพยาบาลในสังกัดของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร เพื่อให้เด็กแต่ละคนที่เข้ามาในสถานรับเลี้ยงฯ ได้รับความปลอดภัย และได้รับพัฒนาการที่มีคุณภาพสมกับวัย

“ถ้าเด็กกินอาหารแล้วติดคอ เราจะต้องรู้ว่าเราต้องทำอย่างไร นอกจากเราจะเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ก็มีพี่เลี้ยงที่ดูแลการทำงานของเราเหมือนกัน ซึ่งก็ประจำอยู่ใกล้ๆ กับสถานรับเลี้ยงเด็กบ้านย่ายาย หากว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น เช่น เด็กบาดเจ็บ หัวโน หัวแตก ต้องทำแผล เราก็ส่งเด็กไปรับความช่วยเหลือได้ทันที”

ความน่าสนใจของบ้านย่ายาย คือการเลี้ยงดูเด็กโดยไม่ใช้โทรศัพท์ แต่เป็นการเลี้ยงดูผ่านหนังสือนิทาน อาหารที่ถูกหลักโภชนาการในทุกมื้อ และกิจกรรมที่สมกับวัย อย่างการดูการ์ตูนและการเล่นของเล่น

มองดูผิวเผินอาจเป็นการเลี้ยงดูเด็กอ่อนทั่วไปที่ดูไม่โดดเด่น หากแต่การดูแลที่เอาใจใส่ และเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่อยู่ตลอดเวลานั้น กลับกลายเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กคนหนึ่ง จากที่เคยถูกประเมินว่ามีร่างกายผิดปกติ กลายเป็นเด็กที่มีสุขภาพดี

“น้องเฟย์ (นามสมมติ) อายุ 1 ขวบ 4 เดือน ครอบครัวของน้องแยกทางกัน ตัวน้องเลยอยู่กับพ่อ ซึ่งก็ต้องไปทำงานโดยพาน้องไปด้วย ไปไหนก็อุ้มไปด้วยตลอด ปัญหาคือเด็กไม่ค่อยพูด เอาไปตรวจแล้วคุณหมอลงความเห็นว่า น้องหูหนวก ไม่ได้ยินเสียง

“แต่พอมาอยู่กับย่ายาย กลายเป็นเด็กที่พูดเก่งมากเสียอย่างนั้น แล้วเขาก็ทำกิจกรรมต่างๆ เองทุกอย่าง ซึ่งแปลว่าน้องปกติ แต่อาจจะด้วยวิธีการเลี้ยงดูของครอบครัว ทำให้น้องไม่ค่อยพูด” อ้อยกล่าว

ไม่เพียงแต่กรณีของเฟย์เท่านั้นที่สะท้อนว่าการเลี้ยงดูที่ดีมีผลต่อการแสดงออกของเด็ก ยังมีอีกหลายกรณีที่เมื่อเด็กเข้ามาอยู่ภายใต้ความดูแลของย่ายายแล้ว ตัวเด็กมีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ยกตัวอย่างกรณีของเด็กคนหนึ่งที่แต่ก่อนพ่อแม่นำไปอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนที่ต้องจ่ายเงินค่าดูแล อย่างไรก็ตามเด็กกลับเจอกับปัญหาสุขภาพทำให้ไม่ร่าเริง

“เด็กมีเหาเต็มหัว ทำให้เขาไม่ร่าเริงเลย ตัวเขาไม่เกลี้ยงเกลา พอมาอยู่ในบ้านย่ายาย เราก็สางเหาให้ พาอาบน้ำ พาหวีผม เขาดูร่าเริงขึ้นมาก”

หลักการเลี้ยงดูเด็กภายในบ้านย่ายายนั้น คือการเลี้ยงดูโดยไม่ดุด่า หากเด็กมีความต้องการอะไร ย่า-ยายจะเป็นผู้จัดสรรมาให้ เช่น นม อาหาร ขนม ผลไม้ โดยไม่จำกัดว่าเด็กจะต้องกินเมื่อไร ขึ้นอยู่กับความต้องการของเด็กเอง แลกกับการให้เด็กออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ

“บางคนขี้มูกไหล พ่อแม่เขาก็จะเอายาฝากมากับเด็กด้วย เราก็จะป้อนยาให้กับเขา กิจวัตรประจำวันตอนเช้าพ่อแม่มาส่ง กินข้าวเช้าเสร็จ ก็พาทำกิจกรรม ระบายสี เล่นเลโก้ บางคนก็ให้เราเล่านิทานให้ฟัง สักประมาณ 11 โมง ก็กินข้าวกลางวัน พอช่วงบ่ายก็ให้กินขนม นม ผลไม้ เขาก็จะเล่นกันอีกสักพัก ประมาณบ่าย 3-4 โมง พ่อแม่เด็กก็จะมารับกลับบ้าน” อ้อยกล่าว

ไม่เพียงแต่เด็กที่ได้รับประโยชน์จากโครงการบ้านย่ายาย แต่ตัวของย่าและยายที่เข้ามาเป็นผู้ดูแลเด็กอ่อนภายในสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ ก็ยังคลายเหงาด้วยการมาพบปะเพื่อนในวัยเดียวกัน แถมยังได้รับค่าตอบแทนจากการดูแลเด็กเป็นแบบรายวัน เพื่อนำไปแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

“ที่สำคัญ เราไม่ต้องปรับตัวในการเข้าหาเด็กเลย เพราะเด็กวัยนี้น่ารัก พวกเขาบริสุทธิ์ แสดงออกมาอย่างตรงๆ บางทีเราเครียดๆ อยู่ แต่พอมาเห็นเด็กๆ ทำท่าน่ารักๆ ใส่เรา เราก็อดยิ้มไม่ได้จริงๆ” แสงดาว พนมเสริฐ ผู้ดูแลเด็กอ่อนในโครงการบ้านย่ายาย วัย 53 ปี แสดงความรู้สึกหลังจากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเด็กอ่อนของสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม เด็กจะไม่สามารถอยู่ให้ย่า-ยายดูแลไปได้ตลอดจนโตเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว ดังนั้นเมื่อเด็กต้องออกจากบ้านย่ายายเพื่อไปเข้าโรงเรียนระดับอนุบาล ผู้ดูแลอาจมีความเหงาและรู้สึกคิดถึงเด็กบ้าง

“แต่พอเราได้เห็นพัฒนาการของเด็กที่ก้าวหน้าขึ้น เราเองก็มีความสุขไปด้วย มันเหมือนเราเห็นหลานของตัวเองพูดเก่งขึ้น เราก็รู้สึกดีใจ อาจจะคิดถึงอยู่บ้างเมื่อเขาออกไป แต่วันเวลาก็จะช่วยให้ดีขึ้น พอมีเด็กคนใหม่ๆ เข้ามา ก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นอีกครั้ง” แสงดาวเล่า

โครงการบ้านย่ายายยังคงเป็นโมเดลนำร่อง โดยรับดูแลเด็กจากครอบครัวที่ไม่มีเวลาว่างดูแลเด็กอ่อนหรือครอบครัวเปราะบาง ตั้งแต่ช่วงเช้า-เย็นของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ตั้งแต่เวลา 07.00-17.00 น. ปัจจุบันมีเด็กในความดูแลของโครงการจำนวน 5 คน และผู้ดูแลเด็กอ่อนจำนวน 4 คน โดยผู้ดูแลจะได้รับเงินรายวันที่ 300 บาท สำหรับการเลี้ยงดูเด็กอ่อน ส่วนผู้ปกครองของเด็กต้องจ่ายเงินเพื่อการเลี้ยงดู 20 บาทต่อวัน 

ทั้งนี้โครงการบ้านย่ายายยังคงจำกัดการรับเด็กที่ 6 คน เพื่อไม่ให้เกินระเบียบของรัฐเกี่ยวกับสถานดูแลเด็ก ซึ่งมีบางส่วนไม่สอดคล้องกับความเป็น ‘บ้าน’ เช่น มาตรฐานความปลอดภัย ทางเข้า-ทางออก และบันไดหนีไฟ ขณะนี้ได้มีการร่างข้อบัญญัติใหม่เรื่องศูนย์เด็กเล็ก หากผ่านการพิจารณาและบังคับใช้ ก็จะสามารถขยายการดูแลเด็กอ่อนได้เพิ่มขึ้น

Tags: , , , , , , ,