ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มประเทศสมาชิก BRICS เพิ่งจะจัดการประชุมสุดยอดผู้นำครั้งที่ 18 เสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีอินเดียเป็นเจ้าภาพและมีผู้นำคนสำคัญอย่าง สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ประธานาธิบดีจีน, วลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ประธานาธิบดีรัสเซีย, มาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ประธานาธิบดีอิหร่าน เข้าร่วม นอกจากนี้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ยังเดินทางเข้าร่วมในฐานะประเทศหุ้นส่วนด้วยเช่นกัน
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘Resilience, Innovation, Cooperation and Sustainability: Shaping the Future for Inclusive Global Growth’ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) ท่ามกลางความท้าทายหลายประการที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงเวลานี้
หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตามองคือ การเสนอให้มีการเชื่อมโยงสกุลเงินดิจิทัลจากธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency: CBDC) ของประเทศสมาชิก เพื่อทำให้การค้าระหว่างประเทศสมาชิกสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น แนวคิดดังกล่าวได้รับการเสนอโดย นเรนทรา โมดี (Narendra Modi) นายกรัฐมนตรีอินเดีย ในฐานะประเทศเจ้าภาพจัดการประชุม ทั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งมองว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นความพยายามลดการ ‘พึ่งพา’ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
อันที่จริง ประเด็นเรื่องลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (De-dollarization) เป็นที่พูดถึงภายในกลุ่มประเทศ BRICS มาระยะหนึ่งแล้ว ประเด็นดังกล่าวเป็นที่กล่าวถึงซ้ำไปซ้ำมา ถึงขั้นที่ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยขู่จะขึ้นภาษีสินค้ากับกลุ่มประเทศสมาชิก BRICS มากกว่าร้อยละ 100 หากดำเนินการ De-dollarization จริง
คำถามสำคัญจึงคือ ข้อเสนอของผู้นำอินเดียในการประชุมสุดยอดผู้นำครั้งนี้มีนัยสำคัญอะไร ส่อแววว่า BRICS กำลังพยายามลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จริงหรือไม่ และ BRICS จะทำได้จริงหรือเปล่า
‘สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ’ ยิ่งใหญ่ขนาดไหน
อันดับแรก เราต้องเข้าใจถึงพลังอำนาจของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศเสียก่อน เพื่อให้ทำความเข้าใจต่อได้ว่า เหตุใดแนวคิด De-dollarization จึงกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของกลุ่มประเทศสมาชิก BRICS
จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (World War II) การประชุมที่เบรตตันวูดส์ (Bretton Woods) กำหนดให้ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น ‘สกุลเงินหลัก’ ของระบบการเงินระหว่างประเทศ โดยผูกค่าเงินของประเทศต่างๆ ไว้กับดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ผูกค่าเงินของดอลลาร์สหรัฐฯ ไว้กับทองคำ
ต่อมาหลังสิ้นสุดสงครามเย็น (Cold War) โลกเข้าสู่ภาวะขั้วอำนาจเดียว (Unipolar) นำโดยประเทศมหาอำนาจเกิดใหม่อย่างสหรัฐฯ ที่ไม่เพียงมีอิทธิพลควบคุมระเบียบการเมืองโลกเท่านั้น แต่ยังขยายอิทธิพลไปถึงระบบเศรษฐกิจโลกเกือบทั้งหมดอีกด้วย ดังนั้นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จึงมีอำนาจมากกว่าสกุลเงินอื่นๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้
จวบจนปัจจุบัน ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารของสหรัฐฯ (Federal Reserve System: FED) เปิดเผยว่า เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นสกุลเงินที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศถือไว้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศมากกว่าสกุลเงินอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 58 ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งหมด
ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกของปี 2025 ชาวต่างชาติทั่วโลกถือครองธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฯ มูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 33.32 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฯ ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบการเงินโลก
เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังถูกใช้เป็นสกุลเงินหลักในตลาดการเงินโลกและการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ โดย FED และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ให้ข้อมูลไว้ตรงกันว่า ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 จนถึงปี 2019 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นสกุลเงินหลักที่ถูกใช้เพื่อดำเนินการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศในมากกว่า 132 ชาติทั่วโลก โดยทวีปอเมริกาใช้สกุลเงินดังกล่าวมากถึงร้อยละ 96 ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 74 และอีกร้อยละ 79 จากภูมิภาคอื่นทั่วโลก
นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐฯ ยังเป็นสกุลเงินหลักในการชำระเงินระหว่างประเทศ (ซึ่งรวมถึงการชำระเงินระหว่างประเทศผ่านระบบ SWIFT) และการทำธุรกรรมระหว่างประเทศอื่นๆ ที่ครองสัดส่วนมากถึงร้อยละ 50 ของสกุลเงินทั้งหมดที่ถูกใช้ทำธุรกรรมระหว่างประเทศ
ความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ดอลลาร์สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศพบว่า มีการซื้อ-ขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทั่วโลกมากถึงร้อยละ 88 ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่สกุลเงินยูโร (Euro) ของยุโรปกลับลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา
ขณะเดียวกัน เงินตราระหว่างประเทศในระบบธนาคาร รวมถึงสินเชื่อและสินทรัพย์ในรูปแบบอื่นๆ มากกว่าร้อยละ 55 และหนี้สินอีกร้อยละ 60 ก็อยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เช่นกัน
ด้วยลักษณะที่มีสภาพคล่อง น่าเชื่อถือ ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย และยังฝังตัวอยู่ในระบบการเงินหลายระดับนี้เอง ดอลลาร์สหรัฐฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่เสริมสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจให้แก่สหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมีอำนาจในตัวเองจากการที่ทั่วโลกต้องพึ่งพาและใช้งานดอลลาร์อย่างกว้างขวางด้วยเช่นกัน
ทำไม BRICS ต้องพูดถึงกระแส De-dollarization
มาถึงคำถามนี้ เราต้องย้อนมาทำความเข้าใจจุดตั้งต้นของการรวมตัวดังกล่าวก่อนว่า BRICS เป็นการรวมตัวทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีจำนวนประชากรมากกว่าร้อยละ 49 ของโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มบทบาททั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาบนเวทีโลกให้มากขึ้น
แต่หากมองอีกด้านหนึ่ง การรวมตัวของ BRICS อาจถูกมองว่าเป็นความพยายามของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเพื่อสร้าง ‘ขั้วอำนาจใหม่’ รวมถึง ‘ถ่วงดุลอำนาจ’ ทางการเมืองและเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างกลุ่ม G7 หรือกับชาติตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นผู้กำหนดกติการะหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นคู่แข่งสำคัญของชาติสมาชิกหลักของ BRICS อย่างจีนและรัสเซีย โดยเฉพาะในมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงระหว่างประเทศ
ฉะนั้นการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ จึงอาจเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ BRICS ต้องการผลักดันเมื่อมีโอกาส และสำหรับมิติทางเศรษฐกิจ กระแส De-dollarization ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นพูดคุยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายพลังงานในสกุลเงินหยวนของจีน หรือสกุลเงินรูเบิลของรัสเซีย หรือการมองหารูปแบบการชำระเงินและการทำธุรกรรมระหว่างประเทศในรูปแบบอื่น นอกเหนือจากระบบ SWIFT
แนวคิดนี้ถูกผลักดันให้ไปไกลมากขึ้นในปี 2023 เมื่อ ลูอิส อีนาซียู ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ประธานาธิบดีบราซิล เคยเสนอให้ BRICS สร้าง ‘สกุลเงินร่วม’ สำหรับทำการค้าระหว่างประเทศสมาชิก เช่นเดียวกับสกุลเงินยูโรของยุโรป นอกจากนี้ผู้นำบราซิลยังแสดงเจตนาชัดเจนที่จะผลักดันให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ (New Development Bank: NDB) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินพหุภาคีที่ก่อตั้งโดย BRICS ให้กลายเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนขนาดใหญ่ และอยากต่อยอดให้มีขนาดใหญ่มากกว่าธนาคารโลก (World Bank) เสียด้วยซ้ำ
ท่าทีดังกล่าวจึงทำให้ผู้นำสหรัฐฯ อย่างทรัมป์ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้าร้อยละ 100 กับกลุ่มประเทศสมาชิก BRICS หากประเทศเหล่านี้สร้างสกุลเงินใหม่ หรือพยายามลดทอนความสำคัญของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
และหากเจาะลึกถึงปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้กลุ่มประเทศ BRICS เดินหน้าลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ จะพบว่า กระแส De-dollarization เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกัน ตั้งแต่ความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับชาติสมาชิกของ BRICS บางชาติอย่างจีน รัสเซีย และอิหร่านมีความขัดแย้งกันในหลายมิติ การยังคงพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จึงอาจกลายเป็นความเสี่ยงทางด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์ของประเทศเหล่านี้ได้
นอกจากนี้ จากกรณีที่รัสเซีย หนึ่งในชาติสมาชิกของ BRICS ถูกสหรัฐฯ และบรรดาชาติพันธมิตรคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ จำกัดการเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศอย่างระบบ SWIFT และอายัดทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางรัสเซียมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 9.99 ล้านล้านบาท) จากการบุกโจมตียูเครนตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ทำให้กลุ่มประเทศสมาชิก BRICS โดยเฉพาะจีนและอิหร่านเกิดความกังวลว่า ในอนาคตอาจเสี่ยงถูกตัดออกจากช่องทางการเงินเหล่านี้ได้ หากความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาชาติพันธมิตรเกิดตึงเครียดเพิ่มขึ้น
ไปจนถึงความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่ทำให้ BRICS จำเป็นต้องร่วมกันหาทางเลือกทางการเงินอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงทางการค้ากับชาติมหาอำนาจ สำหรับประเด็นนี้ในการประชุมครั้งล่าสุด กลุ่มประเทศ BRICS ก็เพิ่งจะออกแถลงการณ์คัดค้านการใช้มาตรการทางภาษีแบบฝ่ายเดียว ซึ่งถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณคัดค้านแนวนโยบายการค้าของสหรัฐฯ แม้แถลงการณ์จะไม่ได้เอ่ยชื่อสหรัฐฯ โดยตรงก็ตาม
BRICS จะ De-dollarization ได้จริงหรือ
แม้ De-dollarization จะถูกพูดถึงในพื้นที่การประชุมมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมมากนัก ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยยังมองว่า การผลักดันกระแส De-dollarization ให้เกิดขึ้นจริงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
สำหรับปัจจัยภายนอก ต้องย้อนกลับมาพิจารณาอำนาจของดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ฝังรากอยู่ในระบบการเงินโลกมาเป็นเวลานาน จนเกิดเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีความลึกและสภาพคล่องสูง ซึ่งทำให้สกุลเงินอื่นเข้ามาทดแทนได้ไม่ง่ายนัก
ขณะเดียวกัน อุปสรรคของ De-dollarization ยังเกิดจากอุปสรรคภายในของ BRICS เองด้วย จายันต์ กฤษณะ (Jayant Krishna) ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเชิงกลยุทธ์ระหว่างประเทศของอินเดีย ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว CNBC ว่า BRICS ขาดความเป็นเอกภาพด้านสถาบันทางการเงินและเศรษฐกิจมหภาคภายในกลุ่มประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยให้ BRICS ลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้
นอกจากนี้ ความไม่ไว้วางใจต่อกันและความขัดแย้งระหว่างประเทศภายในชาติสมาชิกยังนับเป็นหนึ่งในอุปสรรคของการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอินเดียที่ยังคงแข่งขันกันทางด้านการผลิต เทคโนโลยี การลงทุน และการสร้างอิทธิพลภายในภูมิภาค รวมถึงอิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่ตัดความสัมพันธ์ทางการเงินระหว่างกัน หลังเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
อีกด้านหนึ่ง สกุลเงินส่วนใหญ่ของกลุ่มประเทศ BRICS ก็ยังขาดสภาพคล่องสูง เมื่อต้องนำไปใช้จ่ายนอกประเทศของตน จึงทำให้ผู้ซื้อขายไม่นิยมถือสกุลเงินเหล่านั้น และยังคงใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นหลัก
นอกจากนี้ การวางเป้าหมายและความสำคัญในการพัฒนาระบบการเงินของเหล่าประเทศสมาชิกยังแตกต่างกัน โดยรัสเซียและอิหร่านต้องการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตร ขณะที่อินเดียที่ต้องการสนับสนุนให้มีการใช้สกุลเงินของชาติตนเองมากขึ้น ไม่ต่างจากจีนที่ต้องการลดการพึ่งพาดอลลาร์เพื่อให้มีการใช้เงินหยวนในระดับนานาชาติมากขึ้น
อย่างไรก็ดี สำหรับอำนาจของเงินหยวนเองยังไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้อย่างเสรีในระบบตลาดการเงินโลก อีกทั้งบัญชีทุนของจีนก็ยังไม่เปิดเต็มที่ ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสถาบันการเงินจีนก็ยังเป็นหนึ่งในข้อจำกัดเช่นกัน
ทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้
มาจนถึงตอนนี้ก็อาจกล่าวได้ว่า การลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ผ่านการสร้างระบบตลาดการเงินที่บูรณาการร่วมกัน ไปจนถึงแนวคิดเรื่องการใช้สกุลเงินร่วมตามที่ประธานาธิบดีบราซิลเคยเสนอ ล้วนไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย
อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งล่าสุด เรายังคงเห็นความพยายามของ BRICS ในการสร้าง ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่เป็นไปได้ขึ้นมา เพื่อรองรับการลดการพึ่งพาระบบการเงินตะวันตก
อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้น ในการประชุมครั้งนี้อินเดียได้เสนอให้มีการเชื่อมโยง CBDC ของประเทศสมาชิก เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการค้าระหว่างประเทศสมาชิก และเพื่อให้ชำระด้วยสกุลเงินท้องถิ่นได้มากขึ้น ซึ่งจะนำมาสู่การลดต้นทุนการทำธุรกรรม และลดความจำเป็นในการใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับความพยายามของ BRICS ในการผลักดัน ‘BRICS Pay’ หรือระบบการเชื่อมการชำระเงินและการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน เพื่อลดการพึ่งพาระบบ SWIFT ในเส้นทางการค้าบางเส้น โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่เผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบดังกล่าวอย่างรัสเซีย
นอกจากนี้ การประชุมครั้งนี้ยังประกาศสนับสนุนการทำงานของคณะทำงานด้านการชำระเงินของ BRICS (BRICS Payment Task Force: BPTF) ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาแนวทางและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศสมาชิกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อเลฮานโดร เรเยส (Alejandro Reyes) อาจารย์คณะรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว Al jazeera ไว้ว่า หากวิธีการเหล่านี้ได้รับการพัฒนาและประสบความสำเร็จจริง BRICS อาจค่อยๆ ลดการพึ่งพาระบบการเงินจากชาติตะวันตก และทำให้สกุลเงินท้องถิ่นของชาติสมาชิกมีบทบาทตามมามากขึ้นในอนาคต
ที่มา:
– https://www.federalreserve.gov/econres/notes/feds-notes/the-international-role-of-the-u-s-dollar-2025-edition-20250718.html?utm_source=perplexity
– https://www.imf.org/en/publications/wp/issues/2025/09/12/patterns-of-invoicing-currency-in-global-trade-in-a-fragmenting-world-economy-570297
– https://www.reuters.com/world/china/india-push-brics-digital-currency-link-despite-hurdles-sources-say-2026-09-10/
– https://www.reuters.com/article/markets/us/brazils-lula-supports-trading-currency-for-brics-countries-idUSL1N36T1WW/
– https://www.scmp.com/economy/global-economy/article/3367452/brics-keeps-de-dollarisation-push-alive-despite-no-common-currency-plan-analysts
– https://www.cnbc.com/2026/09/16/de-dollarization-brics-china-russia-trump.html
– https://www.thehindu.com/business/Economy/brics-treads-carefully-on-de-dollarisation-finance-track-talks-payments-not-a-common-currency/article71459353.ece
– https://carnegieendowment.org/research/2023/12/the-difficult-realities-of-the-brics-dedollarization-effortsand-the-renminbis-role
– https://www.clearias.com/de-dollarization/
– https://www.aljazeera.com/news/2026/9/16/what-is-brics-pay-and-can-it-rival-the-wests-swift-payments-system
Tags: Global South, ประเทศโลกใต้, De-dollarization, BRICS




