หลังจากวันที่ 20 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป ใครก็ตามที่เดินทางระหว่างประเทศผ่านท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ไม่ว่าจะเป็นท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานหาดใหญ่ หรือท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จะต้องจ่าย ‘ค่าธรรมเนียมผู้โดยสาร’ (Passenger Service Charge: PSC) เพิ่มขึ้น 390 บาท เป็น ‘1,120 บาท’ จากเดิมอยู่ที่ 730 บาท หรือคิดเป็น 53%

การขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้เป็นผลจากประกาศของ ทอท.โดยระบุว่า จะนำเงินที่ได้นั้นไปพัฒนาท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ให้มีความสามารถในการรองรับผู้โดยสารให้มากขึ้น ตลอดจนเสริมสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสาร เช่น อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 การปรับปรุงอาคารผู้โดยสารเดิมของท่าอากาศยานดอนเมือง หรือระบบเช็กอินอัตโนมัติ 

อย่างไรก็ตาม ในการขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้ ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ ทอท.ออกมาปฏิเสธว่า ไม่ได้เป็นการขึ้นเพื่อนำเงินมาชดเชยจากการที่ King Power จะขอยกเลิกสัญญาสัมปทานแต่อย่างใด

หัวเรือใหญ่ ทอท.คนนี้ยังย้ำอีกว่า การขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารครั้งนี้ ทางบริษัทได้พิจารณาและศึกษาตามมาตรฐานการบินขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) สะท้อนต้นทุนจริงทั้งหมด อีกทั้งให้สัญญาว่าจะปรับปรุงเพื่อให้การบริการผู้โดยสารดีขึ้น

อย่างไรก็ดี จากค่าธรรมเนียมผู้โดยสารที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1,120 บาท ปฏิเสธไม่ได้ว่า กลายเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายในสังคม ไม่ว่าจะเป็นนักเดินทางหรือนักวิชาการ ต่างเห็นแย้งถึงความไม่เหมาะสมและไม่โปร่งใสของการขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้

ทอท.ขึ้นค่าธรรมเนียมไม่โปร่งใส

ดร.สุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ความเห็นไว้ว่า การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมครั้งนี้เพื่อนำไปปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานนั้น ไม่ปรากฏรายละเอียดต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือความเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาท่าอากาศยานในอนาตต

ขณะเดียวกัน ผลประกอบการของ ทอท.ตลอด 10 ปีผ่านมา แสดงให้เห็นแล้วว่า ทอท.เป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง มีกำไรจากการดำเนินการตั้งแต่ 90-290 บาทต่อคน แม้จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่บริษัทฯ ก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว

นักวิชาการจาก TDRI ยังระบุด้วยว่า ผลประกอบการของท่าอากาศยานหลัก ไม่ว่าจะเป็นสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ ต่างก็มีกำไรจากการดำเนินการ ขณะที่ท่ากาศยานหาดใหญ่และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงมีผลขาดทุนจากการดำเนินการ เนื่องจากเป็นการให้บริการภายในประเทศเสียส่วนใหญ่ โดยในปี 2568 ทอท.มีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 2.58 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 2.73 หมื่นล้านบาท

สำหรับ ทอท.ถือเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย เป็นรองอยู่เพียง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และเป็น ‘ธุรกิจสนามบิน’ ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจาก Aena บริษัทบริหารจัดการท่าอากาศยานจากประเทศสเปน โดย ทอท.มีมูลค่าตามราคาตลาดอยู่ที่ 7.6 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ดร.สุเมธได้ยกตัวอย่างกรณีการกำหนดค่าธรรมเนียมของท่าอากาศยานหลายแห่งประกอบการอธิบาย เช่น ท่าอากาศยานฮีทโธรว์ (Heathrow Airport) สหราชอาณาจักร จะมีค่าธรรมเนียมที่อยู่ใต้เพดานราคาที่กำหนดโดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งสหราชอาณาจักร (Civil Aviation Authority: CAA) 

โดยจะมีการทบทวนเพดานราคาทุกๆ 5 ปี ผ่านการพิจารณาจากต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ งบลงทุน โครงการพัฒนาต่างๆ ปัจจัยการเงิน ตลอดจนตัวชี้วัดคุณภาพบริการ เช่น ระยะเวลาการรอคอยผู้โดยสาร ความสะอาดของท่าอากาศยาน ล้วนถูกนำมาพิจารณากำหนดเพดานราคาค่าธรรมเนียม และจัดทำรายงานต่อสาธารณะให้เป็นที่รับทราบ

ขณะที่ท่าอากาศยานชางงี (Changi Airport) ของสิงคโปร์ มีการกำหนดราคาค่าธรรมเนียมที่ชัดเจน โดยระบุโครงสร้างราคาค่าธรรมเนียมไว้อย่างชัดเจนอยู่ที่ 65.20 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1,600 บาท) โดยแบ่งเป็นค่าบริการและรักษาความปลอดภัย (Passenger Service and Security Fee) อยู่ที่ 46.40 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1,179 บาท) ภาษีการบิน (Aviation Levy) อยู่ที่ 8 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 203 บาท) และภาษีพัฒนาท่าอากาศยาน (Airport Development Levy) อยู่ที่ 10.80 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 274 บาท)

โดยอัตราค่าธรรมเนียมของท่ากาศยานชางงีนั้น ถูกระบุไว้ในเอกสาร List of Fees and Charges Applicable at Changi Airport บนเว็บไซต์อย่างชัดเจน ต่างจากของไทยที่ถูกระบุไว้ในเอกสารประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ซึ่งไม่ปรากฏรายละเอียดวัตถุประสงค์การเก็บค่าธรรมเนียมที่ชัดเจนเหมือนของสิงคโปร์

ค่าธรรมเนียมไม่สอดคล้องกับการให้บริการ

การขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้ของ ทอท.จะทำให้นักเดินทางระหว่างประเทศจากท่าอากาศยานของ ทอท.จ่ายสูงถึง 1,120 บาท หากพิจารณาจากประเทศศูนย์กลางการบินคู่แข่งจะพบว่า ค่าธรรมเนียมของท่าอากาศยานไทย ‘สูงกว่า’ หลายประเทศ 

– ท่าอากาศยานอินชอน (Incheon International Airport) ประเทศเกาหลีใต้ เก็บอยู่ที่ 1.7 หมื่นวอน (ประมาณ 370 บาท) 

– ท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง (Hong Kong International Airport) เขตปกครองพิเศษฮ่องกง เก็บในอัตราที่แตกต่างกันระหว่างเที่ยวบินระยะสั้น-ยาว และชั้นของตั๋วโดยสาร โดยเก็บสูงสุดอยู่ที่ 180 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 740 บาท) เท่านั้น

– ท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะ (Narita International Airport) ประเทศญี่ปุ่น เก็บอยู่ที่ 3,160 เยน (ประมาณ 650 บาท) สำหรับอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 และ 2 ส่วนอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ซึ่งเป็นฐานของสายการบินต้นทุนต่ำ จะเก็บอยู่ที่ 2,070 เยน (ประมาณ 425 บาท) 

จะเห็นได้ว่า เมื่อเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมผู้โดยสารแล้ว ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเก็บสูงกว่าท่าอากาศยานของหลายประเทศ ซึ่งสวนทางกับอันดับการให้บริการที่จัดโดยบริษัท Skytrax บริษัทจัดอันดับสายการบินและท่าอากาศยานชื่อดังของโลก โดยในปี 2025 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิถูกจัดเป็นสนามบินที่ดีที่สุดลำดับที่ 39 ของโลก ขณะที่ท่าอากาศยานชางงี ท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน ท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะ และท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง ล้วนติด 1 ใน 10 ท่าอากาศยานที่ดีที่สุดของโลกทั้งสิ้น

สำหรับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เชื่อว่าใครก็ตามที่เคยไปใช้บริการ คงประสบปัญหาอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นจำนวนห้องน้ำที่ไม่เพียงพอ กลิ่นบุหรี่ การจราจรติดขัดบริเวณหน้าอาคารผู้โดยสาร หรือปัญหาจิปาถะอื่นๆ ที่ทำให้การเข้าไปใช้งานนั้นไม่สะดวก

และหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ท่าอากาศยานของไทยหลายแห่งกำลังประสบอยู่คือ จำนวนผู้โดยสารที่ล้นขีดความสามารถที่จะรองรับได้ เช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี แต่ในปี 2568 มีจำนวนผู้โดยสารทั้งหมด 67.7 ล้านคน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ผู้โดยสารต้องต่อแถวเข้าคิวเพื่อเช็กอิน ตรวจคนเข้าเมือง และรอรับกระเป๋าเป็นเวลานานหลายนาที

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ ทอท.ต้องขยายความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งมาตรการ Quick-Win ให้ ทอท.เร่งดำเนินการพัฒนาท่าอากาศยานตามแผนแม่บท โดยให้ ทอท.เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้อีก 15 ล้านคนต่อปี งบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ทำให้ท่าอากาศยานแห่งนี้รองรับจำนวนผู้โดยสารได้ทั้งหมด 80 ล้านคนต่อปี

ทั้งนี้ ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความจำเป็นในการขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังมีอยู่เป็นแน่แท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาภาคการท่องเที่ยว แต่สิ่งที่ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามต่อการขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้ อาจเป็นเพราะความรู้สึกไม่คุ้มค่าต่อประสบการณ์การใช้งานที่ท่าอากาศยานแห่งนี้

เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพของปัญหาห้องน้ำไม่เพียงพอ ปัญหาความสะอาด หรือความแออัด ยังคงเกิดขึ้นซ้ำๆ ที่ท่าอากาศยานแห่งนี้

ท้ายที่สุดแล้ว มาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้กับตั๋วโดยสารตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายนนี้ ผู้โดยสารไม่สามารถปฏิเสธการจ่ายเงินเพิ่มได้ ดังนั้นแล้ว ความคาดหวังที่เขามีต่อการให้บริการของท่าอากาศยานของ ทอท.ก็ต้องขยับเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

 

อ้างอิง: 

https://www.hongkongairport.com/en/passenger-guide/departures/airport-construction-fee.page

https://www.caat.or.th/laws-regulations/132489/

https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1232579

https://tdri.or.th/2026/04/psc-policy-transparency/

https://www.worldairportawards.com/the-worlds-top-10-airports-of-2026/

Tags: , , , , , , , , , , , , , ,