เมื่อวานนี้ (27 พฤษภาคม 2026) โต เลิม (Tô Lâm) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมด้วยภริยา โง เฟือง ลี (Ngô Phương Ly) เดินทางถึงประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาลไทย ซึ่งจะใช้เวลาพำนักอยู่ที่ประเทศไทยระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2026
การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนประเทศไทย ‘ครั้งแรก’ ของโต เลิม หลังขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ อีกทั้งไทยยังเป็น ‘ประเทศแรก’ ของอาเซียน ที่โต เลิมเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการในฐานะประธานาธิบดีเวียดนามอีกด้วย
ขณะเดียวกัน การเยือนรอบนี้ยังมีความสำคัญอีกประการ เนื่องจากวันที่ 6 สิงหาคมที่จะถึงนี้ จะถือเป็นวาระ ‘ครบรอบ 50 ปี’ ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ภายหลังที่ทั้ง 2 ประเทศสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเมื่อปี 1976
นอกจากเป็นการเยือนเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นแล้ว การพบกันระหว่างผู้นำทั้ง 2 ชาติ ยังอาจเปิดโอกาสใหม่ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความร่วมมือระดับภูมิภาคอีกด้วย
The Momentum พูดคุยกับ รองศาสตราจารย์ ดร.พิทยา สุวคันธ์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อย้อนมองอดีต ทำความเข้าใจปัจจุบัน และตั้งรับเส้นทางอนาคตของความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
ย้อนรอยความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา
ก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ไทยและเวียดนามเคยมีขั้วอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกันในช่วงที่สงครามเย็นกำลังร้อนระอุ โดยไทยเลือกยืนหยัดเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ในฐานะเสรีนิยมประชาธิปไตย ขณะที่ฝ่ายเวียดนามเหนือเข้าร่วมกับสหภาพโซเวียตและยึดแนวทางสังคมนิยมคอมมิวนิสต์
เมื่อกระแสการแข่งขันด้านอุดมการณ์การเมืองในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มคลี่คลายลงในปี 1975 เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้สามารถรวมประเทศได้สำเร็จ ภายใต้การนำของ โฮ จิ มินห์ (Hồ Chí Minh) รัฐบุรุษคนสำคัญและประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนามเหนือ
ต่อมา ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ประเทศไทยภายใต้การนำของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ได้ผลักดันนโยบายสำคัญอย่าง ‘เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า’ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน ผ่านการใช้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์
พลวัตดังกล่าวนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเวียดนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 สิงหาคม 1976 ก่อนที่ทั้ง 2 ประเทศจะเริ่มต้นกระชับความร่วมมือในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
อนึ่ง หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญภายในเวียดนาม เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลเริ่มต้นปฏิรูปประเทศผ่านการประกาศใช้นโยบาย ‘โด่ยเหมย’ (Đổi Mới) ในปี 1986 ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ จากเดิมรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง (Centrally Planned Economy) มาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดแนวสังคมนิยม (State-Led Market Economy) ที่ถึงแม้จะยังมีรัฐเป็นศูนย์กลาง แต่ก็เปิดโอกาสให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น
ผลจากนโยบายดังกล่าวทำให้เวียดนามเริ่มเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาภายในประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) และทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยร้อยละ 6-7 ต่อปี นับตั้งแต่ปี 1986 เป็นต้นมา
พิทยาชี้ว่า ในจุดนี้ นอกจากเวียดนามจะมองจีน หนึ่งในมหาอำนาจของโลกและประเทศพี่น้องที่มีความใกล้ชิดทางอุดมการณ์ ในฐานะ ‘ต้นแบบ’ ของการพัฒนาแล้ว เวียดนามยังมองไทยเป็นอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญเช่นกัน
โดยเวียดนามมองว่า ไทยเป็นประเทศที่มีพัฒนาการโดดเด่นและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ นับตั้งแต่เริ่มดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติในปี 1961 จนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ ปัจจุบันเวียดนามยังเดินหน้าเร่งพัฒนาประเทศผ่าน ‘การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ’ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการปราบปรามคอร์รัปชัน การยุบหรือควบรวมกระทรวง ทบวง กรม เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงานของภาครัฐ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ และจวบจนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจเวียดนามก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 7.5 ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน
เป้าหมายการพบกันของไทย-เวียดนามในครั้งนี้คืออะไร?
ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ไทย-เวียดนามดำเนินความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจและผลประโยชน์ร่วมกัน โดยล่าสุด หุ้นส่วนทั้ง 2 ประเทศยกระดับความสัมพันธ์เป็น ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) เพื่อขยายความร่วมมือในทุกมิติมากขึ้น ซึ่งครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและประชาชน
สำหรับการพบกันในครั้งนี้ พิทยามองว่า ทั้งไทยและเวียดนามต่างมีเป้าหมายร่วมกันในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันในฐานะ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ ให้ใกล้ชิดและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกว่าเดิม
1. ด้านการเมืองและความมั่นคง
อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า ในมุมมองเวียดนาม เวียดนามต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะหนึ่งใน ‘ผู้นำของอาเซียน’ ร่วมกับไทย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในอาเซียนมาตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้งองค์กร
ขณะที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เวียดนามพยายามผลักดันบทบาทของตนเองให้โดดเด่นขึ้นมาเหนือกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งประกอบด้วยกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม โดยถือเป็นกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนภายหลัง และยังถูกมองว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจช้ากว่าประเทศอื่นภายในภูมิภาค
2. ด้านเศรษฐกิจ
ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า เวียดนามกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศดาวเด่นของอาเซียน หลังเศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องและผลิตภัณฑ์มวลรวม (Gross Domestic Product: GDP) ภายในประเทศ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนเริ่มมีศักยภาพเหนือหลายประเทศในภูมิภาคในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ไทยและเวียดนามต่างมีการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง และต้องการขยายหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-เวียดนามมากขึ้น ผ่าน ‘การเชื่อมโยง 3 ด้าน’ (Three Connects) ได้แก่
1. ด้านห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมที่เกื้อหนุนกัน
2. ด้านเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อย รวมถึงธุรกิจท้องถิ่น
3. ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างรูปแบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน กับเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ของประเทศไทย และยุทธศาสตร์การพัฒนาสีเขียวของเวียดนาม
3. ด้านสังคมและวัฒนธรรม
ในการเยือนครั้งนี้ ผู้นำสูงสุดของเวียดนามยังต้องการกระชับความสัมพันธ์กับ ‘กลุ่มเวียดนามโพ้นทะเลในประเทศไทย’ ซึ่งถือเป็นชุมชนที่มีบทบาทและอิทธิพลไม่น้อยในสังคมไทย โดยพิทยาชี้ว่า ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา วัฒนธรรมเวียดนามเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือแฟชั่นแบบเวียดนาม
ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ ก็มีความใกล้ชิดมากขึ้นเช่นกัน เห็นได้จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติของเวียดนามหลายแห่งทั่วประเทศเริ่มเปิดหลักสูตรไทยศึกษา ขณะที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทยหลายแห่งก็เปิดสอนภาษาเวียดนามมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีโครงการแลกเปลี่ยนนิสิต-นักศึกษาระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านภาษา การศึกษา และวัฒนธรรมร่วมกัน
ในด้านการท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มีชาวเวียดนามเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยราว 6 แสนราย ขณะที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเวียดนามประมาณ 3 แสนราย
ปัจจุบันมีการพูดถึง ‘Rising Vietnam’ มากขึ้น ไทยควรมองประเด็นนี้อย่างไร?
อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชี้ว่า ในตอนนี้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนาม
กล่าวคือ ความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันอย่างมหาศาล และนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เพื่อให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น พิทยายกตัวอย่างความร่วมมือในแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันตก ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างเวียดนาม ลาว ไทย กับพม่า โดยมีจุดเริ่มต้นที่เมาะลำไย เมียวดี แม่สอด พิษณุโลก ขอนแก่น มุกดาหาร สะหวันนะเขต เว้ และสิ้นสุดที่ดานัง
กิจกรรมที่ตามมาจากความร่วมมือดังกล่าวคือ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่าง 4 ประเทศ รวมถึงเพิ่มการกระชับความร่วมมือระหว่างภูมิภาคมากขึ้น
นอกจากนี้ ไทยและเวียดนามยังมีการลงทุนและการค้าระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง โดยไทยมุ่งส่งออกสินค้าในกลุ่มเคมีภัณฑ์และอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไปยังเวียดนาม ขณะที่เวียดนามส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง
พิทยาอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ไทยและเวียดนามจะมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองประเทศกลับสามารถเกื้อหนุนกันได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามเริ่มเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมสมัยใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี AI หรืออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
ขณะที่ประเทศไทยยังคงมีความโดดเด่นในฐานะศูนย์กลางด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว และการศึกษา ซึ่งยังถือเป็นจุดแข็งสำคัญและอยู่ในระดับแนวหน้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า การเติบโตของเวียดนามจึงไม่ได้หมายถึงการสูญเสียความได้เปรียบของไทย ในทางกลับกันสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ร่วมกันให้กับไทยมากขึ้น
เวียดนามกับอาเซียน
เมื่อถามถึงบทบาทของเวียดนามในเวทีอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มองว่า แม้เวียดนามต้องการยกระดับบทบาทของตนเองในฐานะประเทศผู้นำอาเซียนร่วมกับไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาคท่ามกลางการแข่งขันทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของชาติมหาอำนาจ
ในอีกด้านหนึ่ง เวียดนามเองยังคงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพภายในประเทศเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้กับจีน หรือการรักษาความสัมพันธ์และสร้างเสถียรภาพกับประเทศที่มีพรมแดนติดกันอย่างกัมพูชา
ด้วยเหตุนี้ เวียดนามจึงยังมองความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีเป็นหลัก ขณะเดียวกัน เวียดนามยังคงผลักดันและสนับสนุนหลักการสำคัญของอาเซียน ทั้งแนวคิดไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก และหลักฉันทมติ (Consensus) ที่กำหนดให้ทุกข้อตกลงต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากทุกประเทศสมาชิกเสมอ
ไทย-เวียดนามกับชาติมหาอำนาจ สงคราม และวิกฤตพลังงาน
สำหรับผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันและพลังงาน อันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง พิทยามองว่า ประเด็นดังกล่าวสะท้อนลักษณะของความขัดแย้งระหว่างประเทศไม่ต่างจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของหลายภูมิภาคทั่วโลก
ในมุมนี้ พิทยามองว่า ไทยและเวียดนามจำเป็นต้องร่วมมือและผนึกกำลังกันให้มากขึ้น เพื่อรักษาดุลอำนาจต่อรอง รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงของอาเซียน ท่ามกลางการแข่งขันและแรงกดดันจากชาติมหาอำนาจที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมและการค้าระหว่างประเทศที่สามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกเข้าด้วยกัน อีกทั้งยังสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้กับภูมิภาคอาเซียน
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวก็มีความเปราะบางมากขึ้นเช่นกัน ท่ามกลางความพยายามของชาติมหาอำนาจที่ต้องการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ หลังช่องแคบฮอร์มุซเผชิญข้อจำกัดจากการถูกปิด และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
“เราต้องยืดหยัดในเรื่องการสร้างความมั่นคงไปด้วยกัน พร้อมๆ กับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อเร่งการเติบโตให้มากขึ้น” พิทยากล่าวทิ้งท้าย
ที่มา:
– https://www.mfa.go.th/th/content/official-visit-to-vietnam-2025-th?cate=5d5bcb4e15e39c306000683b
– https://themomentum.co/analysis-vietnam-state-reformation/
Tags: Vietnam, ไทย, โต เลิม, เวียดนาม, Thailand




