หากย้อนกลับไปถึงต้นตอการก้าวมาสู่นักปีนผาแบบไร้อุปกรณ์ช่วยเหลือ (Free Solo) ในวันนี้ เราจะเห็นเส้นทางของอเล็กซ์ ที่เริ่มหักเลี้ยวจากขนบของมนุษย์ที่ควรจะเป็นในสังคมอยู่เรื่อยๆ
เริ่มแรกชายคนนี้คือนักศึกษาจาก University of California, Berkeley ที่วาดฝันอนาคตในฐานะวิศวกรโยธา ทว่าในระหว่างนั้นเขากลับหลงใหล และเข้าขั้นหมกมุ่นกับการปีนหน้าผา โดยเฉพาะการปีนแบบ Outdoor หรือการปีนหน้าผาจริงมากยิ่งขึ้น
ด้วยประสบการณ์การปีนหน้าผาตั้งแต่วัยเด็ก มันคอยหล่อหลอมและทำให้มั่นใจว่า การปีนหน้าผาคือส่วนสำคัญของชีวิต
ท้ายที่สุดเขาก็แพ้เสียงในหัว
อเล็กซ์ลาออกจากมหาวิทยาลัย และเริ่มมาอาศัยชีวิตอยู่ในรถตู้ โดยมีจุดประสงค์คือ ประหยัดค่าใช้จ่าย และสามารถเดินทางไปตั้งแคมป์ตามหน้าผาต่างๆ ได้ทั่วสหรัฐอเมริกา
จากนั้นตัวเขาจึงค่อยๆ ถลำลึกเข้าสู่วงการปีนผา และเริ่มปีนหน้าผาแบบ Free Solo ในรูตต่างๆ เช่น เส้นทาง Astroman และ Rostrum ในอุทยานแห่งชาติโยเซมิติ รวมถึงเส้นทาง Moonlight Buttress และ Half Dome ที่บันทึกในสารคดี Alone on the Wall (2010) จนทำให้ชื่อของอเล็กซ์กลายเป็นที่รู้จักในแวดวงนักปีนหน้าผามากขึ้น

การที่มนุษย์จะปีนหน้าผาระดับนี้ได้นั้น ความแข็งแรงและเทคนิคในการปีนย่อมอยู่ในระดับดีเยี่ยมอยู่แล้ว แต่พูดกันตามตรง ทุกวันนี้เวลาคุณได้ฟังบทสัมภาษณ์ของอเล็กซ์ เขามักจะบอกเล่าเสมอว่า ตัวเองนั้นไม่ได้มีพรสวรรค์หรือเก่งกาจอะไร หากเทียบกับนักปีนหน้าผาคนอื่นๆ
“ตอนเด็กๆ ผมจัดว่าเป็นนักปีนหน้าผาที่ไม่ได้อยู่ในระดับแย่ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร” อเล็กซ์เล่า “มีนักปีนหน้าผาอีกมากมายที่แข็งแรงกว่าผมมาก หลายคนเริ่มปีนหน้าผาก่อนผม และพัฒนาไปไกลกว่าที่ตัวผมเป็น ราวกับว่าพวกเขามีพรสวรรค์ แต่ผมไม่ใช่แบบนั้น ผมเป็นประเภทที่แค่รักการปีนหน้าผา การอยู่กับภูเขา เลยยังทำมันอยู่สม่ำเสมอ ดังนั้นถ้าหากมันพัฒนาขึ้น ก็คงเป็นเพราะประสบการณ์ที่ผมสะสมมามากกว่า”
แม้ไม่ได้ปีนเก่งที่สุด แต่นักปีนหน้าผาหลายคนก็ยังมองว่า ชายคนนี้ พิเศษและแตกต่างกว่านักปีนทั่วไปอยู่หลายขุม โดยเฉพาะเรื่องสมาธิและสติ ในการอยู่กับความกลัวในระหว่างปีนหน้าผา
Free Solo เป็นกีฬาประเภท 1 Attempt กล่าวคือ คุณมีโอกาสแค่ครั้งเดียวในการทำสิ่งนี้ หากพลาดนั่นหมายถึงจุดจบของชีวิต แต่หากสำเร็จรางวัลคือ รสชาติของชัยชนะ ที่ไม่มีสิ่งใดจะเทียบเคียงได้ ซึ่งมันเป็นดาบสองคมที่เชื้อเชิญให้นักปีนผาหลายคน มาทำกิจกรรมนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ปีนเขาเอลคาปิตัน (El Capitan) จบ (ซึ่งเป็นหน้าผาที่ไม่ได้ง่ายสำหรับการปีนไม่มีแม้กระทั่งมีเซฟตี โดยเฉพาะในส่วนที่ยากที่สุดซึ่งต้องใช้ท่า Karate Kick ในการปีน ซึ่งเคยมีคนจำลองการเคลื่อนไหวในยิมปีนหน้าผาไว้ –https://www.youtube.com/watch?v=M5N9TJXMuVI) อเล็กซ์แทบจะเป็นหนึ่งในผู้ถูกสัมภาษณ์ และถูกเชิญให้มาพูดเรื่องความกลัวมากที่สุดคนหนึ่งของโลก
แต่ทุกครั้งที่แม้จะมีการตั้งประเด็น กำหนดรูปแบบของการพูดถึงความกลัวให้รู้สึกน่าสนใจ หรือดูจะมีเทคนิคที่คนฟังจะได้ข้อคิดนำไปปรับใช้ได้ แต่เรามักได้คำตอบที่สามัญและเรียบง่ายแทบทุกครั้ง
หลายคนอาจทราบว่า ต่อมอะมิกดาลา (Amygdala) มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์ สำหรับการตรวจ MRI สมองของอเล็กซ์นั้นพบว่า ต่อมอะมิกดาลามีความผิดปกติบางอย่าง ทำให้เขามีความกลัวน้อยกว่าคนปกติ แต่เขาก็ไม่เคยบอกว่า สิ่งนี้คือพรสวรรค์ที่เขาได้รับติดตัวมาแต่กำเนิด เขามองว่ามันคือสิ่งที่ร่างกายเริ่มปรับเปลี่ยนในระหว่างการปีนหน้าผาของเขานับตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบัน
“คือมันไม่ใช่หลักวิทยาศาสตร์ที่เป็นเหตุผลสำคัญหรอก ผมเชื่อว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น มาจากการที่ได้สัมผัสกับสิ่งเร้าเหล่านั้นบ่อยๆ ทำให้สมองของผมเริ่มลดความไวต่อสิ่งเร้าบางอย่างลง ซึ่งมันก็สมเหตุสมผลดี ถ้าคุณฝึกฝนอะไรสักอย่าง คุณก็จะเก่งขึ้น หรือลดความไวต่อสิ่งนั้นลง ดังนั้นผมจึงมองว่า ผลลัพธ์นั้นเป็นเรื่องปกติ ที่สมเหตุสมผลต่อการใช้ชีวิตของผมในตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“มันไม่ใช่ว่า พอคิดว่าจะต้องปีนหน้าผาสักแห่งหนึ่ง ผมสามารถขึ้นไปได้เลย โดยไม่รู้สึกกลัว อย่างการปีนเอลคาปิตัน ผมใช้เวลาเตรียมตัวร่วม 2 ปี ในช่วงแรกผมกลัวมาก มองเห็นภาพตัวเองว่าจะต้องตาย ตอนปีนขึ้นไปอยู่ตลอด แต่หลังจากได้ฝึกฝน ลองทำซ้ำๆ จนมากพอ ผมก็ไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป”
จะเห็นได้ว่าทุกครั้งในการพิชิตอะไรบางอย่าง อเล็กซ์ตั้งเค้าโครงเรื่องจากความกลัวเสมอ กลัวอะไรในการปีนครั้งนี้ กลัวส่วนไหนของเส้นทางการปีนมากที่สุด จากนั้นเขาจึงค่อยๆ แกะปมที่ยุ่งเหยิงในใจทีละขั้น
“เวลาที่ผมจินตนาการถึงการปีนทุกครั้ง ผมจะคิดถึงความรู้สึกที่จะได้รับ ผมจะเริ่มจินตนาการว่า ขึ้นไปตรงนี้กล้ามเนื้อส่วนไหนจะขยับ จุดไหนจะเริ่มปวด ตรงไหนที่หัวใจมันจะเริ่มเต้นแรงกว่าปกติ เหล่านี้คือการจำลองสถานการณ์ เมื่อผมต้องไปยืนอยู่ตรงนั้น ผมจะได้รับมือได้
“อย่างในตึกไทเป 101 ที่แตกต่างจากการปีนหน้าผา เพราะความสูง 508 เมตร มันคือการปีนในรูปแบบเดิมในแต่ละชั้น ดังนั้นผมก็ต้องเริ่มจินตนาการแล้วว่า การทำท่าซ้ำๆ แบบนี้ในระยะเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง มันจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายและจิตใจผมบ้าง”
แน่นอนว่าการฝึกซ้อมในเชิงกายภาพก็สำคัญ จะมาบอกกันว่า แค่ฝึกฝนในสมอง สั่งให้ตัวเองมั่นใจและเลิกกลัว ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะอเล็กซ์ก็คนนะ ไม่ใช่หุ่นยนต์
ในทุกการปีน Free Solo เขาจะฝึกซ้อมทุกครั้งจนมั่นใจว่าต้องก้าวขาแบบไหน ลักษณะการจับของมือต้องเป็นแบบใด จุดไหนที่ควรพัก จุดไหนที่ต้องปีนให้รู้สึกสบาย จุดไหนที่เป็นบอสใหญ่ ซึ่งต้องใช้พลังกายและพลังใจทั้งหมดในการพิชิตมันไป
เหล่านี้คือเทคนิคที่อเล็กซ์ใช้เป็นเหมือนทีมงานหลังบ้าน ค่อยๆ ก่อร่างจนกลายเป็นนักปีนแบบ Free Solo ขึ้นมา แน่นอนว่าผู้เขียนคงไม่เชื่ออย่างสนิทใจว่า ในบัดนั้นเขาคือชายไร้ความกลัว เพียงแต่เขาน่าจะเป็นชายที่รับมือกับความกังวลและแรงกดดันได้มากพอ
แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นนักปีนผาประเภทนี้ ทุกอย่างมันจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าคุณไม่สามารถตอบเสียงในหัวตัวเองได้ว่า คุณอยากได้มันแค่ไหน คุณอยากพิชิตเขายอดนี้มากเพียงใด คุณอยากขึ้นไปยืนบนตึกไทเป 101 มากเท่าไรกันเชียว
“เวลาจะเริ่มปีนสักครั้งหนึ่ง ความรู้สึกแรกที่ผมเจอ คือเหมือนเจอกำแพงตรงหน้า เป็นกำแพงที่ผมไม่เห็นวี่แววเลยว่าจะมีทางให้ปีนขึ้นไปได้ ซึ่งนั่นนำไปสู่ทางเลือก 2 แบบคือ จะหันหลังให้กับมันหรือลองมันสักตั้ง ร่วงแล้วก็ลองใหม่ จนกว่าจะเริ่มก้าวขึ้นไปได้ มีหลายครั้งเลยที่หากมองย้อนกลับไป 10 ปีก่อนหน้า หน้าผาตรงนี้มันน่ากลัวมากๆ แต่วันนี้ผมกลับไม่ได้รู้สึกแบบนั้นแล้ว
หากดูอย่างผิวเพินก็อาจมองได้ว่า Skyscraper Live เป็นการแสดงโชว์สุดเอ็กซ์ตรีม ที่เราในฐานะผู้ชมก็สามารถดูเพลิดเพลิน เพื่อความระทึก ลุ้นในระดับเอาเล็บจิกเบาะในระหว่างดู ก่อนที่จะร่วมยินดีเมื่อเขาทำได้สำเร็จ
แต่หากมาดูกันอย่างถี่ถ้วนจริงๆ เรากลับไม่ได้รู้สึกเห็นชายที่มีพลังวิเศษ ปีนตึกระฟ้าได้อย่างไร้กังวล แต่กลับเป็นชายผู้ที่ทำงานเป็นทีมร่วมกับสมอง ร่างกาย และจิตใจ ที่ลับคมส่วนต่างๆ จนสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือได้อย่างฉลาด
และที่สำคัญคือการได้เห็นว่า ชายคนหนึ่งนั้นรักการปีนหน้าผาแบบ Free Solo มากเพียงใด จนสามารถยอมทิ้งสามัญสำนึกบางอย่าง เพื่อการขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดได้ โดยไม่ต้องมีความช่วยเหลือใดๆ
นอกจากตัวของเขาเอง




