ความรุ่งเรืองของวงการเพลงไทยในช่วงสามสี่ปีมานี้ ทำให้เกิดความคึกคักของทั้งแนวเพลงและวงดนตรีหน้าใหม่ที่เบียดขึ้นมาเป็นทางเลือกของการฟังเพลงในปัจจุบัน สำหรับคอเพลงอินดี้ หากไล่เรียงความนิยมแล้วนั้น ชื่อวงดนตรีแปลกๆ อย่าง ไปส่งกู บขส. ดู๊ น่าจะพอคุ้นหูและเตะตาใครหลายคน

เริ่มจากชื่อแต่ละซิงเกิ้ลที่ปล่อยออกมาก่อน 

พ่อผมเป็นสุลต่าน 

ฉันเจอวัวป่าโคโรโวเก้ 

ม้าลายอยากขับรถจี๊บ

หมีโตขึ้น 4 มิล 

พนักงานสวนสัตว์ 

น้ำตาทรัมเป็ต

ฉันเป็นสโมกเกอร์นิ

ฯลฯ

แค่ชื่อเพลงก็อิหยังวะแล้ว แถมนักฟังเพลงหลายคนยังให้ความเห็นตรงกันว่า แนวเพลง เนื้อร้อง ตลอดจนลีลาการแสดงสดของวงไปส่งกู บขส. ดู๊ นั้น หากฟังครั้งแรกแล้วชอบก็จะชอบไปเลย แต่หากไม่ชอบก็อาจจะตั้งคำถามกับความไร้สาระของวงได้ ซึ่งตรงนี้ ดีเจอ๋องแอ๋ง สบัดแผ่น นักร้องนำของวงตอบว่า

“วงผมไม่ไร้สาระนะเว้ย วงผมแม่งโคตรจะ National Geographic เลย” 

วงร็อคหน้าใหม่ฐานะร่ำรวย

ปกติแล้วเวลาแนะนำตัว คนเราก็มักจะมีคำสร้อยหรือสโลแกนเป็นคำตาม จับผลัดจับผลูไปมา ไปส่งกู บขส. ดู๊ ก็ได้นิยามวงดนตรีของตัวเองว่า ‘วงร็อคหน้าใหม่ฐานะร่ำรวย’ ซึ่งการนิยามเพี้ยนๆ นี้ไม่ได้ผุดขึ้นมาแบบจับต้นชนปลายไม่ได้ เพราะสำหรับวงร็อคที่ใครก็บอกว่าแปลกนี้เขาวางแผนการสร้างคาแรกเตอร์และวิธีการเข้าถึงกลุ่มผู้ฟังมาแล้วอย่างดี 

“การที่จะทำให้คนมาจำเราได้มันไม่ใช่แค่ทำอะไรเพี้ยนๆ เพราะเบื้องหลังความเพี้ยนคือผมคิดมาแล้วว่าถ้าเรายังไม่เป็นกระแส ผมเลยมานั่งคิดว่าถ้าจะให้คนจำเราได้ หนึ่งเราต้องวางแผน สองตัวตนเราต้องชัด และสามเราต้องทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น” 

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ถ้าวงดนตรีอื่นเขามีวิธีซื้อใจแฟนเพลงด้วยการแจกลูกโป่งบ้าง ทำอะไรน่ารักๆ บนเวทีบ้าง งั้น ไปส่งกู บขส. ดู๊ แจกเงินมันเลยแล้วกัน ส่วนเงินที่แจกก็มาจากเงินค่าจ้างที่วงได้เมื่อไปแสดงสดนั่นแหละ 

ภาพจาก FB ดีเจอ๋องแอ๋ง สบัดแผ่น

“ถ้าผมเอาเงินหมื่นหนึ่งไปโปรโมทเพลง เพลงผมจะดังแค่ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าผมเอาเงินไปแจกคนดู คนจะพูดถึงผมเต็มไปหมดเลย” 

ดีเจอ๋องแอ๋งกล่าวพร้อมสำทับว่า ไม่ว่าจะทำวงดนตรีด้วยวัตถุประสงค์อะไร เช่น อยากอวดสาว อยากดัง อยากทำเพลง แต่สุดท้ายแล้วการทำวงจะต้องทำให้คนรู้จัก ทำให้ติดตลาด ดีเจฐานะร่ำรวยคนนี้จึงคิดว่า 

“ถ้าเอาเงินไปแจกนะ คนจะจำผมได้ ผมเลยเชื่อว่าถ้าหน้าผมดังก่อน วงและเพลงผมจะดังตาม”

แม้ช่วงแรกเพื่อนร่วมวงจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเอาเงินค่าตัวมาแจกคนดูเท่าไหร่ เพราะเท่ากับค่าเหนื่อยที่หายไป แต่ทุกคนก็เริ่มอินกับความรวยของวงสมกับการเป็นเจ้าของบทเพลง ‘พ่อผมเป็นสุลต่าน’ ในที่สุด

รูปติดบัตรร้อยล้านวิว

ใครจะไปคิดว่า รูปติดบัตรพื้นหลังสีฟ้าที่มีใบหน้าง่วงๆ ของดีเจอ๋องแอ๋งจะกลายเป็นมีมที่ชาวเน็ตบางคนถึงกับบอกว่า ต่อให้ไม่เคยฟังเพลงของไปส่งกู บขส. ดู๊ เลย แต่ก็เห็นหน้าติดบัตรของดีเจคนนี้มากกว่าน้องๆ BNK48 ซะอีก!

ดีเจอ๋องแอ๋งเล่าว่า เมื่อคิดกลยุทธ์ว่าต้องให้คนจำนักร้องนำอย่างเขาให้ได้และมีความเชื่อที่ไปกันได้กับความมั่นใจว่า ‘อยากดัง’ เพราะฉะนั้นฝันใหญ่และเงินถึงแล้ว ต่อไปคือการวางแผนให้คนจดจำ ซึ่งเขาเลือกใช้ใบหน้าของเขานี่แหละเป็นเครื่องมือ

“ผมคิดไว้แล้วว่าหน้าผมต้องดังแบบบ็อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) คือหน้าผมต้องไปได้ทุกที่ เพลงใครดังไม่รู้แหละ แต่หน้าผมเนี่ยร้อยล้านวิวแล้ว” 

นั่นจึงทำให้หน้ารูปติดบัตรนี้กลายเป็นจุดขายอย่างหนึ่งของดีเจอ๋องแอ๋ง ที่นอกจากเขาจะต่อยอดใบหน้านี้ไปเป็นเสื้อยืดหลายคอลเลกชันที่ขายได้เป็นหมื่นตัวแล้ว เขายังปริ้นต์รูปติดบัตรนี้แจกแฟนคลับซึ่งมันทำให้เกิดการรูปไปแปะตรงนู้นบ้างตรงนี้บ้าง และไอ้วิธีนี้นี่แหละที่ทำให้ใบหน้าของเขายิ่งกระจายไปในวงกว้างกว่าเดิม

สุดในรุ่น และไม่ถ่อมตัว

จะเห็นได้ว่า ตัวตนที่ดูเหมือนไม่ได้เตรียมการอะไรมานั้นย่อมผ่านการจัดสรรมาแล้วเสมอ ผู้เขียนจึงอยากชวนมาร่วมมองว่า ในชีวิตประจำวันของเราจะเกิดกระบวนการนำเสนอตัวเองโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งอาจเรียกง่ายๆ กว่าเป็นกระบวนการ หน้าฉาก-หลังฉาก 

นั่นคือ ต่อให้เราบอกว่าเราเป็นโนบอดี้มากๆ ติดดินสุดๆ นั่นก็คือแนวคิดที่เราสมาทานมาแล้วว่าอยากให้คนเห็นและจดจำเราแบบนั้น เพราะฉะนั้นเราก็จะเตรียมตัวเองมาในระดับหนึ่งว่า ความติดดินของฉันจะต้องสะพายย่ามนะ ฉันจะแต่งตัวแบบนี้แหละ ฉันจะโพสต์สเตตัสประมาณนี้นะ ไอจีฉันจะต้องคุมโทน ฯลฯ ที่สำคัญคือ ต่อให้เราคิดว่านี่เป็นตัวตนของเรา เราทำมันไปโดยธรรมชาติ แต่ความธรรมชาติเหล่านั้นก็ยังผ่านการเลือกมาแล้วอยู่ดีกว่า ไอ้ธรรมชาติที่ว่าน่ะ จะธรรมชาติอย่างไรบ้าง 

การนิยามตัวตนหลังฉากของเรา จึงส่งผลเป็นการเตรียมตัวแบบที่เราไม่รู้ตัวว่าเราจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ทำให้พฤติกรรมทุกอย่างมีที่มาของมัน ทั้งผ่านจากการสำรวจและนิยามตัวเอง ตลอดจนการหล่อหลอมจากชุดประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิต 

กลับมาที่ความมึนของดีเจอ๋องแอ๋ง เขาสรุปวิธีประกอบสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จของเขาว่า 

  1. ต้องมีเป้าหมาย เช่น ผมจะดัง ผมจะทำอะไรก็ได้ที่มันมีคำว่าที่สุด เพราะผมอยากสุดในรุ่น สุดอะไรก็ได้แล้วมันจะมีคนจำเอง งั้นผมบ้าๆ ของผมแบบนี้แล้วกัน ใครเก่งให้เก่งไป แต่กูจะบ้าที่สุดเอง คือเวลาเราออกไปสังคมข้างนอก เราจะเจอทุกคนที่มีรุ่นเป็นของตัวเอง ซึ่งผมไม่ไปแข่งกับเขาหรอก เพราะเขาไม่ได้มาอะไรกับผมอยู่แล้ว แต่ผมกล้าการันตีว่าผมสุดในรุ่นของผมละกัน 
  2. หาสไตล์ตัวเองให้เจอ ต่อให้ตั้งต้นว่าอยากจะดังแบบใครก็ตาม แต่สุดท้ายมันต้องมีตำนานเป็นของตัวเอง แล้วนำเสนอสิ่งนั้นในแบบของตัวเรา 
  3. อย่าทำซ้ำ อย่างที่ผมบอกไปเมื่อกี้ ใครจะเป็นตำนาน มันเอาเรื่องเก่ามาเล่าเป็นตำนานไม่ได้นะ มันต้องเอาเรื่องของตัวเองมาเล่า ซึ่งมันจะทำให้เราเป็นที่สุดในรุ่น 
  4. อย่าถ่อมตัว เราต้องมั่นใจในตัวเอง ก็อย่างที่บอกว่าเราสุดในรุ่นแล้ว ก็เราโคตรเก่งโคตรดังแล้ว จะมาถ่อมตัวทำไม โอ้ย ผมไม่ดังค้าบ ไม่เอา ก็ผมดังอะ ผมจะเริ่มตกผลึกแล้วว่ากูเป็นเพชรเม็ดหนึ่งเหมือนกัน อยู่ที่ว่าคนจะชอบเพชรแบบผมไหม

Fact Box

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งจาก exclusive workshop เรื่องการสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ ของโครงการ KitchenNET คิดเช่นเน็ต เป็นเช่นไหน ที่ได้ชวนนักศึกษาธรรมศาสตร์มาร่วมศึกษาพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และไลฟ์สไตล์ในโลกดิจิทัลของตัวเองเป็นเวลา 6 เดือน 

โดยในเวิร์กช็อปครั้งนี้ KitchenNET ได้ชวน ดีเจอ๋องแอ๋ง สบัดแผ่น มาร่วมบอกเล่าไอเดีย แผน และประสบการณ์ในการ ‘สร้างตัวตนในโลกออนไลน์’ และอัตลักษณ์ของวงร็อคหน้าใหม่ฐานะร่ำรวยของเขา ภายหลังการพูดคุย ดีเจอ๋องแอ๋งฯ ชวนผู้เข้าร่วมโปรเจ็กต์ออกแบบตัวตนในโลกออนไลน์ของตัวเอง จึงเกิดเป็นทั้งไอเดียในการทำเพจโปรโมทสินค้า พอดแคสต์งงๆ การปั่นแฮชแท็คในโลกทวิตเตอร์ รวมถึงการสร้างเพจเพื่อกลุ่มคนที่เสพดนตรีเฉพาะทาง 

แน่นอนว่า กิจกรรมครั้งนี้ขาดการแจกเงินให้ผู้ร่วมงานอันเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของดีเจอ๋องแอ๋งไปไม่ได้ 

KitchenNET เป็นโปรเจ็กต์ร่วมระหว่างคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เว็บไซต์ The Momentum โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงเทพ

Tags: ,