“ดื้อยาก็คือการใช้ยาไม่ได้ผล ไม่มียาที่จะรักษาเธอได้ ไม่ต่างจากในยุคกลางที่คนติดเชื้ออะไรก็ตายหมด และถึงมาติดเชื้อตอนนี้ หากคุณดื้อยาจนไม่มียาที่รักษาได้ก็ตายอยู่ดี ไปทำฟันก็อาจจะตายได้เพราะติดเชื้อแล้วมีเชื้อดื้อยาอยู่ในร่างกาย ไปทำศัลยกรรมแล้วเป็นแผลก็อาจจะติดเชื้อได้ ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ พอเข้าโรงพยาบาลให้น้ำเกลือทางสายยางที่จมูกก็อาจจะตายได้เพราะเชื้อโรคในร่างกายดื้อยา เธออยากจะอยู่ในความเสี่ยงติดเชื้อตลอดเวลาแบบนี้เหรอ”

ประโยคที่แฝงเร้นไปด้วยความน่าวิตกกังวลและน่าหวาดกลัว หากแต่ถูกพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นของ พิมพ์ลภัส ลี้กิจเจริญผล หรือที่หลายคนรู้จักเธอในชื่อ ‘ชินนี่’ นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาจีโนมจากมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งเดนมาร์ก (Technical University of Denmark: DTU)

นั่นเป็นเพราะ สำหรับนักวิทยาศาสตร์หญิงคนนี้ การสื่อสารให้คนตระหนักรู้ถึงความร้ายแรงของเชื้อโรคดื้อยา เป็นหนึ่งในวาระที่สำคัญ ไม่แพ้กับวาระอื่นๆ ในชีวิตส่วนตัว เธอจึงเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล นำเอาผลวิจัยที่ทำในประเทศไทย ประเทศที่เธอบอกว่ารักเหมือนกับพ่อแม่ มาเผยแพร่ ในวันที่คนไทยจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่า ‘ดื้อยา’ คืออะไร ไปจนถึงเข้าใจเพียงด้านเดียวว่า เพราะกินยาไม่ครบและกินบ่อย จึงดื้อยา

แต่ ‘คุณภาพชีวิต’ ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วในประเทศไทยเอง กลับมีผลต่อการดื้อยาอย่างชัดเจน ในชุมชนที่มีคุณภาพชีวิตต่ำ มีหนี้สิน รายได้น้อย มีโอกาสติดเชื้อโรคดื้อยาสูง ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ากลับมีโอกาสน้อย และจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะรับทราบข้อมูลนี้ หากว่าชินนี่ไม่ได้เริ่มทำวิจัยร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ไทย ลงทุนเก็บของเสียจากคนในชุมชนที่มีความแตกต่างด้านคุณภาพชีวิต และใช้เวลา 2 ปีเพื่อวิเคราะห์ผลเพราะชินนี่ไม่อยากได้ยินคำว่า มีคนรอบตัวเธอต้องตายเพราะติดเชื้อในกระแสเลือด

ชินนี่ไม่อยากถูกเรียกตัวกลับมาเพื่อช่วยเรื่องเชื้อดื้อยาอีกครั้ง ในวันที่เธอเกษียณจากงานไปแล้ว

และชินนี่ไม่อยากเห็นใครต้องจากไปเหมือนกับก๋ง (ปู่) ของเธอ ที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้

ดังนั้น เธอจึงยอมอดหลับอดนอน ซึ่งผิดวิสัยปกติของชีวิตคนที่ชื่อพิมพ์ลภัส และขึ้นทำหน้าที่บนเวที FaraTALK 2026 ‘Humans of Science-มนุษย์วิทย์’ แม้จะได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่เกือบจะทำให้เธอต้องนั่งวีลแชร์ขึ้นเป็นสปีกเกอร์ เพื่อพูดในสิ่งที่เธอรู้ และสิ่งที่เธอเห็นจากการทำงานวิจัยของเธอ ด้วยความหวังเล็กๆ ว่า คนไทยจะได้ไม่ตายเพราะติดเชื้อโรคดื้อยา

ในบทสัมภาษณ์นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเล่าตัวตน และเส้นทางของพิมพ์ลภัสกับการก้าวเข้าสู่แวดวงวิทยาศาสตร์ แต่จะเป็นอีกบทความหนึ่งที่เป็นตัวกลางให้นักวิทยาศาสตร์หญิงได้สื่อสารถึงคนไทย ไม่ใช่เพื่อให้หวาดกลัว หากแต่ให้ตระหนักรู้และเตรียมตัวรับมือ ไปจนถึงสื่อสารไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบว่า พวกเขาต้องพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน ก่อนที่ประชาชนจะกลายเป็น ‘เหยื่อ’ ของเชื้อโรคดื้อยาในอนาคต

ตอนเป็นเด็ก คุณเคยคิดไหมว่าจะโตมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ระบาดวิทยา

ตอนเราเป็นเด็กราชบุรี เราจะคิดเหรอว่า วันหนึ่งจะมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดเลย และไม่ใช่สิ่งที่เราฝันจะเป็นด้วย แต่ถ้าถามถึงการเรียน ก็มีบ้างที่ฝันอยากเรียนปริญญาเอกในต่างประเทศ

สิ่งที่คิดว่าทำให้เรามาประกอบอาชีพอาจารย์ได้ คงเป็นตอนเด็ก เราจำได้ว่าที่บ้านมีไวต์บอร์ด และเราชอบใช้เล่นเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ พอโตขึ้นมาเลยนึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าตอนเด็กๆ เราเล่นเป็นครูได้ ก็ต้องแปลว่าเราอยากเป็นครูหรือเปล่าวะ

คนอาจจะถามอีกว่า แล้วทำไมต้องมาเป็นครูสายวิทย์ฯ จริงๆ ต้องบอกว่า วิชาที่เราทำได้แบบเลิศที่สุดคือ ชีววิทยา มันเลิศจนถึงขั้นที่เราได้ท็อปวิชานี้ของโรงเรียนในบางปี เลยเห็นเพอร์ฟอร์แมนซ์ของตัวเองว่า น่าจะคล่องไปทางชีววิทยาแหละ ส่วนวิชาเคมี ฟิสิกส์พอไปรอด ก็คิดว่าเราน่าจะเอาดีทางนี้ไหม เลยมาเป็นอาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ และเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วย 

แสดงว่าคุณต้องเป็นเด็กเนิร์ดประมาณหนึ่งใช่ไหม

คนเขาคงมองว่าเราเป็นเด็กเนิร์ดนั่นแหละ เพราะเราไม่เที่ยวเลย วันจันทร์-ศุกร์ เราจะกลับบ้านเพื่อไปทำการบ้านให้เสร็จ ภาพที่คนจะเห็นคือ ตอนเราหอบหนังสือหนักๆ ไปโรงเรียน ซึ่งจริงๆ เป็นเพราะเราไม่อยากพลาดลืมหนังสือเล่มไหน เลยแบกไปหมด 

แต่จริงๆ ในหัวของเราไม่ได้คิดว่าเป็นคนเนิร์ดอะไรหรอก และที่ตัวเองพยายามกลับบ้านไวๆ แล้วรีบทำการบ้านให้เสร็จ เพราะจะได้มีเวลากินข้าวและดูละคร

แล้วมีละครเรื่องไหนที่ชอบเป็นพิเศษบ้าง 

ชอบหลายเรื่องเลย ทั้ง รักเดียวของเจนจิรา, ทรายสีเพลิง ที่มีประโยคหนึ่งที่ตัวละครพูดว่า “ทรายจะกลับมาทวงทุกอย่างที่เป็นของทรายคืน” 

ชื่อจริงของเราที่เขียนว่า พิมพ์ลภัส ก็มาจากละครเรื่อง บ่วงหงส์ เวอร์ชัน แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ 

คนส่วนใหญ่มักจะมีภาพจำของนักวิทยาศาสตร์ เช่น ผมยุ่งๆ มีหลอดยา มีเอกสารกองเต็มโต๊ะ แล้วเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า

งานเอกสารของนักวิทยาศาสตร์ ไม่ได้น้อยไปกว่างานเอกสารของนักอักษรศาสตร์ นักข่าว หรืออาชีพอื่นๆ หรอก หลายอาชีพก็ต้องทำสิ่งที่เรียกว่า ‘Literature Review’ กันทั้งนั้น นักวิทยาศาสตร์แบบเราก็ต้องอ่านงานวิจัยของคนอื่นด้วย เพื่อหาว่า เขาอยู่ตรงไหนแล้วในการทำงานวิจัย เราทันเขาไหม และถ้าเราทำวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา เราจะไม่ซ้ำกับคนอื่นใช่หรือเปล่า เลยทำให้งานของนักวิทยาศาสตร์ มีเอกสารเป็นกองพะเนิน

แต่เราเข้าใจได้ว่า เวลาพูดถึงเปเปอร์วิทยาศาสตร์เทียบกับการเปิดข่าวจากสำนักข่าว CNN อาจจะดูอ่านง่ายกว่า และคำอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ มักจะทำให้เกิดคำถามว่า เธอเขียนอะไรกันอะ มีแต่ Abstract, Method และ Result ซึ่งทุกอย่างดูยากไปหมด และคำศัพท์เหล่านี้ก็กลายมาเป็นกำแพงที่ทำให้คนทั่วไปมองว่า วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยาก

แล้วคุณมีความเครียดกับการทำงานบ้างไหม

ถามว่าเครียดไหม อันนี้ต้องบอกว่าเครียด เรียนปริญญาเอกที่ไหนไม่เครียด

เราอยากจะบอกว่า ความเครียดคือปกติของมนุษย์ มนุษย์ต้องเครียด มนุษย์คนไหนที่ไม่เครียดคือมนุษย์ที่ตายแล้ว มันเป็นธรรมชาติของเรา ถ้าเราไม่เครียด เราก็ตาย

ถ้าเราเห็นสิงโต แต่กลับรู้สึกชิล เธอโดนมันกัดตายนะ เหมือนอาจารย์วินเล่า ที่ปล่อยหนูในทุ่งอะไรสักอย่าง แล้วหนูไม่รู้จักงู มันเลยไม่เครียด ก็โดนงูงับไป 

ความเครียดเป็นแรงผลักดันให้ทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ตัวเองรอด 

เชื้อดื้อยาก็เป็นภัยกับมนุษย์เหมือนกัน แต่พอพูดคำว่า ‘ดื้อยา’ ออกไป คุณคิดว่าคนเขาจะเครียดกับสิ่งนี้ไหม

เรามองว่าเขาไม่ได้เครียด เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรเครียดกับเรื่องเชื้อโรคดื้อยา เขาคงจะเครียดกับเรื่องอื่นๆ อย่างการเป็๋นเบาหวาน มะเร็งมากกว่า เพราะคนยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร 

อย่างการติดเชื้อในกระแสเลือดจนเสียชีวิต หมอมักจะบอกกับญาติหรือเพื่อนของผู้เสียชีวิตว่าเขาติดเชื้อในกระแสเลือด หรือในใบมรณบัตรก็มักจะเขียนแบบเดียวกัน ความเข้าใจของคนจึงจบอยู่แค่นั้น 

แต่ถ้าเราถามต่อไปว่า แล้วทำไมการติดเชื้อในกระแสเลือดถึงทำให้คนตาย คนมักจะอธิบายไม่ได้ว่าทำไม ดังนั้นอย่าเพิ่งไปพูดถึงเชื้อโรคดื้อยาเลย เอาแค่เรื่องการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำไมต้องตายก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาพูดเรื่องเชื้อโรคดื้อยา 

พอถึงตรงนี้ คนอาจจะถามต่อไปว่า แล้วการติดเชื้อในกระแสเลือดไปเชื่อมโยงกับเชื้อโรคดื้อยาได้อย่างไร 

อย่างคนเป็นเบาหวาน ที่อินซูลินเอาน้ำตาลที่เข้าสู่ร่างกายมาเป็นพลังงานไม่ได้ ทำให้ระบบเผาผลาญพังและร่างกายเริ่มเปราะบาง ทีนี้โรคหัวใจ โรคความดัน มะเร็งจะเริ่มถามหา รวมถึงโรคติดเชื้อด้วย ที่จะเดินทางเข้าสู่กระแสเลือด พอเข้าเส้นเลือด คราวนี้เชื้อก็กระจายไปได้ทั่วร่างกายแล้ว 

พอถึงตรงนี้ คนอาจจะนึกถึงยา เพราะเราไม่ได้อยู่ในยุคกลางที่เขาไม่มียาฆ่าเชื้อโรค ที่พอติดเชื้อโรคเขาก็ตายกันหมด เราอยู่ในยุคที่มียารักษาแล้ว แต่เชื้อโรคที่เข้าสู่กระแสเลือดพวกนั้นดันสู้ยาได้ เพราะเรามีเชื้อโรคดื้อยาในตัว

แค่การใช้ยามากเกินไป ถี่เกินไป และใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องเท่านั้นหรือ ที่เป็นสาเหตุทำให้เชื้อโรคดื้อยาได้

การใช้ยาแบบไม่มีเหตุผลเป็นเหตุผลหนึ่งของการเกิดเชื้อโรคดื้อยา แต่ไม่ใช่ทั้งหมด 

เป็นที่มาในการพยายามหาคำตอบว่า ยังมีปัจจัยอื่นอีกไหมที่ทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ ไม่ว่าจะเป็นการเอาน้ำทิ้งจากทั่วทั้งโลกมาวิเคราะห์ หรือเอาอุจจาระในชุมชนของผู้มีรายได้ต่ำ กลาง และสูง ในกรุงเทพฯ มาหาคำตอบ

สำหรับคนที่ถามว่า ทำไมต้องกรุงเทพฯ เพราะมีความแตกต่างด้านรายได้อย่างชัดเจน ถ้าจะพูดอย่างเป็นธรรม มีเมืองอื่นที่มีความแตกต่างทางด้านรายได้ชัดเจน ไม่เฉพาะกรุงเทพฯ แต่เรายังไม่มีคอนเนกชันที่จะเข้าไปทำวิจัยในประเทศนั้นๆ ประเทศไทยจึงง่ายที่สุดในการดีลกับเจ้าหน้าที่ที่เขาดูแลพื้นที่ และใช้เครือข่ายของเราในการทำวิจัยชิ้นนี้  

คุณได้รับคำตอบจากการเข้ามาทำงานวิจัยในประเทศไทยว่าอย่างไร

ผลที่ได้ทำให้เห็นชัดเลยว่า กลุ่มตัวอย่างอุจจาระจากคนที่มีรายได้ต่ำสุด มีปริมาณเชื้อโรคดื้อยาสูงสุด และกลุ่มชุมชนที่มีรายได้สูง หรือกลุ่มคนรวย จะมีปริมาณเชื้อโรคดื้อยาต่ำสุด ผลลัพธ์เชื้อโรคดื้อยาเรียงต่ำ-สูงตามรายได้เลย เราก็ไม่คิดว่าจะเรียงให้เห็นชัดเจนขนาดนั้น จนอุทานออกมาว่า เฮ้ย มันขนาดนี้เลยเหรอ 

เวลาจะทำการวิจัยอะไร จะมีการตั้งสมมติฐานก่อน สำหรับการทำวิจัยเชื้อโรคดื้อยาในประเทศไทย คุณตั้งสมมติฐานว่าอะไร

ต้องบอกก่อนว่า เราไม่ได้โมเมจินตนาการขึ้นมาว่า คุณภาพชีวิตมีผลต่อปริมาณเชื้อโรคดื้อยาในมนุษย์นะ เราถอดรหัสดีเอ็นเอของน้ำทิ้งทั้งโลกเพื่อดูปริมาณยีนดื้อยา หาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเชื้อโรคดื้อยากับสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจของทั้งโลก ซึ่งทำให้เราเห็นว่า ปัจจัยอย่างการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่ถูกต้อง เกี่ยวข้องกับปริมาณเชื้อโรคดื้อยาจริง แต่เกี่ยวน้อยกว่าปัจจัยอื่นๆ อย่างปัจจัยด้านสังคมหรือเศรษฐกิจ 

ดังนั้น หากคุณอยู่ในเมืองที่สะอาด มีสาธารณูปโภคที่ดี คุณจะมียีนดื้อยาอยู่ในร่างกายในปริมาณต่ำ หรือหากคุณอยู่ในประเทศที่มีระบบเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดี อยู่ในประเทศที่มีหมอเยอะ ประเทศที่คนไม่ค่อยมีหนี้สิน เธอก็จะมีเชื้อโรคดื้อยาต่ำ 

พอเราเห็นคำว่าหนี้สิน เราเอาคำนี้มาตั้งคำถามต่อไปว่า แล้วหนี้สินเกี่ยวข้องกับอะไร เกี่ยวข้องกับรายได้ เพราะหากมีหนี้ แปลว่ารายได้ก็ต้องน้อยลงไป เพราะต้องเอาเงินไปใช้หนี้ และคนคนนั้นจะไม่มีเงินเอาไปพัฒนาตัวเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เราพยายามเชื่อมโยงข้อมูลกันอย่างนี้ นอกจากหนี้สิน ยังมีปัจจัยอีกเยอะมาก ซึ่งแต่ละปัจจัยพอเอามาจัดหมวดหมู่ ต่างเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตทั้งนั้นเลย 

นอกจากการเก็บตัวอย่างจากอุจจาระแล้ว คุณยังเคยทำการวิจัยปริมาณยีนดื้อยาในช่วงเทศกาลกินเจของไทยด้วย 

ใช่ ตอนนั้นเราเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งในพื้นที่ กรุงเทพฯ จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเก็บช่วงก่อนเทศกาลกินเจ 3 ช่วงคือ 1 เดือน, 15 วัน และ 3 วันก่อนกินเจ เก็บช่วงเทศกาลกินเจทุกวัน และเก็บหลังกินเจในช่วงเวลาเดียวกับก่อนกินเจ เพื่อหาว่า ก่อน-หลังเทศกาลกินเจ ปริมาณยีนดื้อยาเป็นอย่างไร 

หลายคนอาจเข้าใจว่า ถ้าเรากินแต่ผัก ไม่กินหมู หมา กา ไก่ แปลว่าปริมาณยีนดื้อยาในร่างกายของเราต้องมีน้อยหรือเปล่า เพราะในสัตว์มักจะมีเชื้อดื้อยา แต่ผลการวิจัยปรากฏว่า ก่อนเทศกาลกินเจ ปริมาณยีนดื้อยายังคงปกติ แต่พอเข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ ปริมาณยีนดื้อยากลับเพิ่มขึ้น แล้วหลังเทศกาลปริมาณจึงลดลงไป 

หรือว่าจริงๆ แล้ว เชื้อโรคดื้อยากระจายไปยังหลายๆ อย่าง แม้แต่ในพืชผักแล้วหรือไม่ หากเป็นแบบนั้น แสดงว่า การกินผักอาจจะเป็นการรับยีนดื้อยาเข้าไปในร่างกาย เพราะถึงแม้การใช้ยาปฏิชีวนะจะใช้ในสัตว์ แต่ยาที่ใช้ก็กองอยู่ในสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจจะไหลไปสู่แหล่งน้ำ เข้าไปอยู่ในดิน และปนเปื้อนไปกับพืชผักแล้วหรือเปล่า

เมื่อผลการทดลองออกมาแล้ว นั่นเท่ากับว่า นักวิทยาศาสตร์ทำหน้าที่ของตัวเองมาจนสุดทางใช่ไหม

สำหรับนักวิทยาศาสตร์แบบเรา ถือว่าจบแล้วกับการทดลองในประเด็นนี้ เราได้บอกกับคนทั้งโลก โดยเฉพาะประเทศไทยไปแล้วว่า ปัญหาเชื้อโรคดื้อยา ไม่ใช่ว่าแก้เฉพาะการลดปริมาณการใช้ยา หรือเพียงแค่ต้องใช้ยาให้ถูกต้องเท่านั้น แต่ต้องแก้ที่คุณภาพชีวิตด้วย เพราะผลการทดลองของเราแสดงให้เห็นว่า คุณภาพชีวิต จน รวย มีผลต่อการติดเชื้อโรคดื้อยา 

เพราะฉะนั้น วิธีการแก้ปัญหาที่ฉันในฐานะนักวิทยาศาสตร์จะแนะนำได้จากงานวิจัยคือ ต้องลดการใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะที่ทำอยู่แล้วอาจจะไม่ได้ดีพอ และควรต้องแก้ไขปัญหาอย่างอื่นด้วย คือการทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ปัญหานี้ต้องไม่ใช่เภสัชกร นักวิทยาศาสตร์ หมอ หรือนักปศุสัตว์ ที่ต้องเป็นตัวหลักในการแก้ไข แต่ต้องทำผ่านรัฐบาล  

เราเลือกไม่ได้หรอกที่จะเกิดมาจนหรือไม่จน แต่ควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐ ที่จะไม่ทำให้จนจนตาย เพราะถ้าเราจน เราจะติดเชื้อดื้อยาตายได้ แล้วรัฐบาลจะทำอะไรที่ทำให้เราไม่จน ก็คือการลดรายจ่าย ลดหนี้ เพิ่มรายได้ และอย่าลืมเพิ่มโอกาสให้เขา ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเรียน การเข้าถึงหมอ การเข้าถึงอาหารสุขภาพดี และการเข้าถึงงานที่มีคุณภาพดี 

ทั้งหมดนี้ อาจจะไม่ได้แก้แค่ปัญหาดื้อยา แต่แก้ปัญหาอื่นๆ ได้อีกด้วย 

เดนมาร์กให้ความสำคัญกับปัญหาเชื้อโรคดื้อยามากขนาดไหน

มาก ไม่ใช่เฉพาะแค่ในประเทศเดนมาร์กหรอก เธอลองไปพูดว่า ‘Antibiotic Resistance’ ในต่างประเทศ เขาก็เกิดความรู้สึกกลัวกันแล้ว เขาเข้าใจว่ามันคืออะไร หรือการติดเชื้อ ‘Blood Infection’ เขารู้ว่าร้ายแรงขนาดไหน หรือเชื้อโรคดื้อยา เขารู้ว่าคืออะไร เขารู้จักแม้กระทั่ง ซัลโมเนลลา และอีโคไล ที่เป็นเชื้อโรคที่พร้อมติดจากอาหาร 

อย่าว่าแต่ชื่อของเชื้อโรค แม้แต่คำว่า ‘เชื้อดื้อยา’ ยังไม่มีอยู่ในสื่อปกติของประเทศไทย ความตระหนักรู้ถึงความร้ายแรงของมันยังไม่มีอยู่ และเราดีใจที่ได้พูดสิ่งนี้ใน FaraTalk เพื่อบอกให้คนรับรู้ว่า มีสิ่งเหล่านี้อยู่ เราจะต้องกังวลกับปัญหานี้ให้มากขึ้น 

เมื่อการให้ความสำคัญแตกต่างกัน แสดงว่า การจัดการแก้ไขปัญหาเชื้อโรคดื้อยาในประเทศเดนมาร์กและประเทศไทยก็ต่างกันด้วยใช่ไหม 

ที่เดนมาร์กเขาเห็นปัญหา เขารับรู้ เขารู้สึกว่าเป็นปัญหาที่แย่ เขาจึงมีนโยบายออกมา แต่ที่ไทยเขายังไม่ค่อยเห็นถึงปัญหานี้เลย อย่างที่เดนมาร์กหรือยุโรปเขาทำกัน ถ้ามีคนป่วย เขาจะไม่ให้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะมองว่า เฮ้ย โหดร้ายไปหรือเปล่า กับการให้คนป่วยกลับไปนั่งเป็นไข้ที่บ้าน จริงๆ เขาต้องการให้ร่างกายของเราฮีลตัวเองโดยไม่ใช้ยา เพราะร่างกายสามารถฮีลตัวเองได้ และใช้ยาเฉพาะยามที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ ทั้งในคนและสัตว์ และเมื่อถึงเวลาต้องใช้ ก็ต้องใช้ให้ครบตามจำนวนที่ต้องใช้ด้วย 

และอยากจะบอกว่า ไม่ใช่ว่าไม่มีนักวิทยาศาสตร์ไทยทำเรื่องเชื้อโรคดื้อยา มี และเราอยากจะให้กำลังใจนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นมาก เพราะเขาตั้งใจทำกันจริงๆ แต่เราเข้าใจข้อจำกัด เพราะว่างบวิจัยด้านนี้ไม่ได้เยอะ เขาทำงานอย่างจำกัด จะให้เขาทำวิจัยแบบเราที่สกัดดีเอ็นเอจากอุจจาระ หรือจากน้ำทิ้งจำนวนหลายตัวอย่าง ซึ่งแต่ละตัวอย่างการถอดรหัสดีเอ็นเอราคาแพงมาก ต้องมีงบประมาณเป็นหลักล้าน หรือบางครั้งมากกว่าหลักล้าน

งบสำหรับการวิจัยในประเทศของเรามีน้อย นักวิทยาศาสตร์ไทยอยู่ทำงานกันด้วยปัจจัยที่จำกัด เราจึงไม่เคยไปพูดว่า งานวิจัยของคนไทยน้อยหรือแย่ เราจะไม่พูดสิ่งนี้ และเราบอกกับทุกคนเลยว่า ถ้ามีใครมาถามเรื่องนี้กับเรา เขา (นักวิทยาศาสตร์ไทย) ต้องทำงานอยู่ภายใต้งบประมาณที่จำกัด เป็นเธอ เธอทำได้ดีเหรอ

ถ้าเลิศจริง เก่งจริง ก็ลองทำดู 

ฟังดูแล้ว อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับประเทศไทยที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ 

ถ้าผู้คนยังคงมองไม่เห็นว่า การใช้ยาแบบไม่ถูกต้องเป็นปัญหา เขาก็จะใช้ยาแบบผิดวิธีอยู่อย่างนั้น คิดอยู่ในหัวว่า มียาก็ต้องใช้ยาสิ เขาจะไม่เข้าใจตอนที่เราบอกเขาว่าต้องใช้ยาเมื่อจำเป็น และเขาจะสวนกลับมาว่า เรากินยากันเอาไว้ไม่ได้เหรอ 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราจะไม่ทำเลย คือการโทษคนที่คิดว่าตัวเองควรจะกินยากันเอาไว้ เพราะถ้าเขาเป็นคนจนที่มีรายได้น้อย ในวันรุ่งขึ้น เขาจะต้องลุกขึ้นมาทำงานอย่างหนัก แทนที่จะต้องได้หยุดพัก เพราะค่าแรงที่เขาจะได้ เป็นค่าแรงรายวัน เงินของเขาขึ้นอยู่กับแรงของเขาในวันพรุ่งนี้ เขาจะไม่ยอมป่วยหรอกนะ และอะไรก็ตามที่เป็นยาอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะทำให้เขาหายป่วยหรือไม่ เขาจะใช้มัน เพราะว่าเขาไม่มีตัวเลือกในชีวิตให้ตัวเองได้หยุดพักจากงาน เขาไม่ได้มีตัวเลือกที่จะทำให้ตัวเองมีชีวิตร่ำรวย จะได้มีเวลาอยู่กับบ้าน ไม่ได้มีเงินเดือนมากพอที่จะสรรหาวิธีการรักษาด้วยวิธีอื่นนอกจากการใช้ยา 

กลับไปสู่คำถามที่ว่า พอเขาไม่ได้มีตัวเลือกทั้งหมดนี้ เขาจะลดการใช้ยาไหม ด้วยรายได้เท่านี้ คุณเพิ่มรายได้ให้เขาสิ ให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีสิ เขาจะฟังคุณว่า การใช้ยาแบบนั้นเป็นปัญหาร้ายแรงอย่างไร จนกระทั่งเขาคิดได้ว่า ไม่ใช้ยาก็ได้ 

คนจนไม่มีสิทธิเลือกนะคะ แล้วอย่าไปว่าเขานะว่าทำไมเขาจึงเลือกแบบนั้น เพราะเขาจน คุณลองมาจนบ้างสิ ถ้าเลิศจริง เก่งจริง ก็ลองมาจนสิ 

หากยังไม่แก้ไขปัญหาเชื้อโรคดื้อยา ในอนาคตจะเลวร้ายแค่ไหน

ในปี 2050 ที่เราเคยพูดว่าจะมีคนตาย 8 ล้านคนต่อปี เป็นปีที่เราเห็นภาพคนเกือบครึ่งหรือครึ่งโลกกลายเป็นผู้สูงอายุ นั่นแหละคืออาหารของเชื้อโรคทั้งหมดเลย แล้วเราจะมีระบบสาธารณสุขที่คนสูงอายุเข้าโรงพยาบาลก็ตาย เข้าโรงพยาบาลก็ติดเชื้อโรคอย่างนั้นเหรอ เราอยากเห็นภาพนี้กันเหรอ หรือไม่ต้องผู้สูงอายุหรอก ในวัยกลางคน พอทำงานเครียดแล้วป่วย แล้วเข้าโรงพยาบาล พออยู่โรงพยาบาลนาน ดันติดเชื้อแล้วตาย จะเป็นแบบนั้นกันเหรอ

เราไม่ได้อยู่ในยุคกลาง เราไม่ควรจะตายกันง่ายๆ เพียงเพราะติดเชื้อโรคแบคทีเรียพวกนี้ แล้วทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า ติดเชื้อในกระแสเลือด จงมองกลับมาว่า นั่นคือเชื้อโรคดื้อยาที่ทำให้ตาย จงลิงก์คำว่า ติดเชื้อในกระแสเลือดเท่ากับความตาย และลิงก์ให้ได้ว่า เชื้อโรคดื้อยาก็เท่ากับความตายเช่นเดียวกัน ไม่ต่างจากการเป็นมะเร็ง เบาหวาน หรือโรคหัวใจ เผลอๆ ตายเร็วกว่าด้วย 

แม้ว่าจะเกษียณอายุจากการเป็นนักวิทยาศาสตร์ไปแล้ว คนที่ชื่อชินนี่คงยังไม่ทิ้งประชาชนและวางมือจากวิทยาศาสตร์ใช่ไหม

ไม่มีทาง ในทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีทาง ฉันพูดเลย เพราะวิทยาศาสตร์สามารถไปต่อได้เรื่อยๆ เมื่อเธอบรรลุในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว เธอจะต้องไปต่อในเรื่องอื่น วิทยาศาสตร์ไม่มีจุดจบ ถ้าวิทยาศาสตร์มีจุดจบ มันจะไม่พัฒนามาจนถึงทุกวันนี้หรอก และมันต้องเป็นแบบนี้แหละ ถึงจะพัฒนาเรื่อยๆ เหมือน FaraTalk เดี๋ยวมันจะหาอะไรใหม่ๆ มาเรื่อยๆ ไม่มีวันซ้ำหรอก ไม่มีวันน่าเบื่อ

Fact Box

งานวิจัยของ พิมพ์ลภัส ลี้กิจเจริญผล นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาจีโนมจากมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งเดนมาร์ก (Technical University of Denmark: DTU)

- https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/30850636/ 

- https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/41960427/ 

- https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40389018/ 

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , ,