หากย้อนกลับไปดู​ กฤต-ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนบ่อยนัก ทว่าชื่อของเขากลับปรากฏผ่านหน้าข่าวอยู่บ่อยครั้ง ไม่ต้องอ้อมค้อม พูดแบบตรงไปตรงมา ในบรรดา สส.ทั้งสภาฯ สส.คนนี้มีภาพลักษณ์ผิดแผกจาก สส.ทั่วไป ตั้งแต่สมัยประชุมที่แล้ว ลากมาจนถึงสมัยนี้ กฤตพัวพันกับคดี ‘พนันออนไลน์’ และคดี ‘ฟอกเงิน’ เขาเป็นผู้ต้องหาของ​ DSI และยังเพิ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึดทรัพย์ไปไม่นานนี้

วันเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เราจับตาดูผลคะแนนเลือกตั้งในเขตของชนนพัฒฐ์ด้วยความระทึก และสิ่งที่ปรากฏคือ คะแนนของชนนพัฒฐ์ที่ชนะคู่แข่งมากกว่าเดิม ขาดลอยกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

เมื่อ The Momentum คิดจะทำซีรีส์สงขลา Cityscape เราจึงตัดสินใจหาทางติดต่อชนนพัฒฐ์เพื่อนั่งคุยกับเขาให้ได้ และหาคำตอบว่า ทำไมคนกว่า 4.5 หมื่นคนถึงตัดสินใจเลือกคนที่มีข้อกล่าวหา มี ‘แผล’ เต็มตัวอย่างเขา กลับมาเป็น สส.อีกรอบ

หลังจากผ่านการประสานงานระยะหนึ่ง กฤต ชนนพัฒฐ์เปิดบ้านให้เราเข้าถ่ายทำในบ่ายวันอาทิตย์ ที่บ้านหลังสีขาว ตำบลกระดังงา อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางชุมชนของคนแถบนี้ หลังเขาถูก ปปง.ยึดทรัพย์เพียงไม่กี่วัน

บ่ายวันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อนของเขาและทีมงาน ทุกวันอาทิตย์เขาเลือกไม่ลงพื้นที่ แต่เปิดบ้านให้ทุกคนเข้าหา นั่งกินกาแฟ กินข้าวกลางวัน นั่งเก้าอี้นวด กระทั่งพาลูกหลานลงเล่นในสระว่ายน้ำบ้านเขา

กฤตอยู่ที่บ้านนี้กับ เรย์-กฤตพร คงเคว็จ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาและภรรยา พร้อมด้วยลูกๆ อีก 2 คน ขณะที่โดยรอบยังมีเรือนชั่วคราวสำหรับทีมงานอีกหลายคน

“เอาอย่างนี้ พูดตรงๆ อยากรู้อะไร ถามได้ทุกเรื่อง” เมื่อเจ้าของบ้านเปิดใจเชื้อเชิญ เราจึงเริ่มไล่ถามตั้งแต่ประวัติชีวิต ความฝันกับพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ ภาพการเป็น สส.888 เรื่อยไปจนถึงคำตอบที่น่าสนใจ

เป็นความตั้งใจของเขาที่วันหนึ่งอยากเป็น ‘รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม’ ให้ได้

จุดเริ่มต้นของกฤต ชนนพัฒฐ์ เที่ยงคืนที่เบตง

ชนนพัฒฐ์เกิดที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ในครอบครัวที่เขาบอกว่า ‘เป็นอันดับต้นๆ ของอำเภอ’ พ่อทำธุรกิจรับเหมา มีรถสิบล้อ รถตักดิน เครื่องจักรใหญ่ร่วม 20 คัน และเป็นผู้บุกเบิกโครงการบ้านจัดสรรของเมือง ส่วนแม่ทำงานธนาคาร เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยุคฟองสบู่

“พ่อทำบ้านจัดสรร แม่ทำงานธนาคาร เวลาจะกู้ก็โยนไปที่ธนาคาร มันก็ประสานกันไปมา”

ชีวิตวัยเด็กของเขาจึงไม่ใช่ภาพลูกชาวบ้านที่ไม่มีอะไรอย่างที่สื่อบางส่วนวาดไว้ ประโยคที่เขาย้ำกับเราถึง 2 ครั้งในช่วงต้นบทสนทนาคือ “อยากบอกว่าที่บ้านสมบูรณ์มาตั้งแต่เด็กแล้ว”

กระนั้นเองในปี 2540 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง มีการลอยตัวค่าเงินบาท ธนาคารหลายแห่งล้ม ครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บ้านจัดสรรที่ครอบครัวลงเงินไปมหาศาลขายไม่ออกสักหลัง เพราะธนาคารไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ หนี้ทั้งในและนอกระบบพอกขึ้นถึง 20 ล้านบาท 

“ในเวลานั้นถือว่าเยอะมาก ปัจจุบันก็เป็นร้อยล้านเลยล่ะ” พ่อของเขาตัดสินใจขายทุกอย่างเพื่อปิดหนี้นอกระบบก่อน และเจ้าตัวก็ยอมรับกับเราตรงๆ ว่า “เท่าที่รู้ ก็ยังพอมีคนที่เรายังไม่ได้ใช้หนี้สินเขาในตอนนั้น”

กระทั่งคืนหนึ่ง ราวเที่ยงคืน พ่อพาครอบครัวหนีออกจากเบตงไปตั้งหลักที่อำเภอเมือง นครศรีธรรมราช พร้อมรถตักดิน 2 คัน กับรถสิบล้ออีกคัน โดยที่เขาอธิบายว่าไม่มีเวลาแม้แต่ร่ำลาเพื่อนๆ

วิกฤตเศรษฐกิจทำให้พ่อแม่แยกทางกัน แม่ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูเพื่อให้มีเงินส่งลูกเรียน ขณะที่พ่อต้องทยอยขายเครื่องจักรทีละคันเพื่อจ่ายค่าเทอมหลักแสนของน้องสาวคนกลาง จนชนนพัฒฐ์ในวัยมหาวิทยาลัยต้องเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเสียเอง

เขาเล่าว่าชีวิตวัยมัธยม แม่ฝืนฐานะส่งลูกเรียนโรงเรียนเอกชนชื่อศรีธรรมราชศึกษา ผลคือเด็กชายชนนพัฒฐ์ต้องนั่งอยู่ท่ามกลางเพื่อนที่ได้ค่าขนมวันละ 100 บาท ขณะที่ตัวเขาเองได้วันละ 35 บาท หักค่ารถไปกลับ 15 บาท แล้วเหลือเพียง 20 บาท

“เราคิดอย่างเดียวว่า เฮ้ย เรามีเงินไม่เท่าคนอื่น เราหาเงินยังไงได้บ้าง วิธีของเด็กผู้ชายที่เป็นนักกีฬาคือชวนเพื่อนเตะบอล แล้วประกบเงินเดิมพันกันนั่นเอง ได้บ้างเสียบ้างวันละ 20-30 บาท” 

พอขึ้นมัธยมปลาย เรื่องเดิมก็วนซ้ำ เพื่อนได้สัปดาห์ละ 1,000 บาท เขาได้สัปดาห์ละ 500 บาท แต่ด้วยความเป็นรอง ก็ทำทุกอย่างให้ได้เงินเท่าเพื่อน

จากสนามบอลถึงสนามเลือกตั้ง

ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง ชนนพัฒฐ์อยู่ในวงการฟุตบอล เพื่อนชวนไปทำทีมจนกลายมาเป็นประธานสโมสรนครศรี ยูไนเต็ด ไต่จากไทยลีก 3 ที่ต้องตระเวนแข่งทุกจังหวัดในภาคใต้ ขึ้นไทยลีก 2 ที่ต้องเดินทางทั่วประเทศ

ถามว่าฟุตบอลให้อะไร คำตอบของเขาไม่ใช่แทกติกหรือการบริหารสโมสร แต่คือคำเดียว ‘สังคม’

“ในวันที่เราเตะไทยลีก 3 ต้องทัวร์แข่งทุกจังหวัดในภาคใต้ เราก็มีพี่ๆ ที่รู้จักกันในภาคใต้ ทำให้เรามีพวกมากขึ้น” ชื่อกฤต ชนนพัฒฐ์จึงค่อยๆ เป็นที่รู้จักในแวดวงกีฬาภาคใต้ ก่อนที่เจ้าของชื่อจะรู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังสะสมต้นทุนการเมือง

เมื่อถามว่าทำไมจึงสนใจการเมือง คำตอบของชนนพัฒฐ์ตรงไปตรงมาอย่างน่าประหลาด ไม่มีวาทกรรม หรืออุดมการณ์เท่ๆ แต่เกิดจากการมองเห็นนักการเมืองในพื้นที่แล้วรู้สึกว่า ‘ยิ่งใหญ่ อลังการ’ 

“เมื่อก่อนเวลาเราเห็น สส.แล้วมันดูเท่ ดูยิ่งใหญ่ อลังการ” ในการเลือกตั้งปี 2562 เขาจึง ‘ลองแหย่’ ด้วยการไปช่วยผู้สมัครหาเสียง จนได้รู้จักผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐหลายคน รวมถึง ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งในเวลาต่อมาเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และเป็นหัวหน้าพรรคกล้าธรรมของเขา รวมถึง สิระ เจนจาคะ อดีต สส.เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ พรรคพลังประชารัฐ และพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จนเขาได้เข้ามูลนิธิบ้านป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ศูนย์กลางทางการเมืองในเวลานั้น

แต่จุดเปลี่ยนที่แท้จริงของชนนพัฒฐ์ไม่ใช่บ้านป่ารอยต่อ หากคือชายที่ชื่อ ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี อดีต สส.เจ้าของพื้นที่เขต 4 จังหวัดสงขลา จากพรรคพลังประชารัฐ ผู้โค่นแชมป์เก่าอย่าง ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว สส.เดิมเขตนี้จากพรรคประชาธิปัตย์

เดิมทีชนนพัฒฐ์ถูกวางตัวให้ไปลงเขต 9 เขตใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากจำนวนประชากรสงขลาที่โตขึ้น แต่แล้ว สส.อรุณก็เรียกเขาไปคุยส่วนตัว 

“จริงๆ เราอยู่ในเมืองสงขลานะ ไม่ใช่อยู่ที่นี่ แต่พี่อรุณบอกว่าอยากให้เรามาดูแลพื้นที่นี้ต่อจากเขา”

ปี 2564 ร้อยตำรวจเอกอรุณเริ่มพาเขาเดินพื้นที่ และปี 2566 เขาจึงลงสนามเองครั้งแรก และชนะด้วยต้นทุนเครือข่ายผู้นำท้องถิ่นที่สะสมมาตั้งแต่ช่วยชาวบ้านช่วงโควิด-19 บวกกับฐานเดิมของร้อยตำรวจเอกอรุณ

 “คนภาคใต้เขาว่า ถ้าพวกเยอะได้เปรียบ พวกสำคัญสำหรับการเมือง” ชนนพัฒฐ์พูดถึงการเมืองภาคใต้ 

น่าสังเกตว่า เมื่อเราถามถึงเคล็ดลับการล้มแชมป์อย่างพรรคประชาธิปัตย์ เขารีบแก้ให้ทันทีว่า ความดีความชอบนั้นไม่ใช่ของเขา หากแต่เป็นของ ‘พี่เลี้ยง’ ทางการเมืองผู้ล่วงลับอย่างร้อยตำรวจเอกอรุณ 

ขณะเดียวกัน การสร้างเครือข่ายส่วนตัวที่หนาแน่นพร้อมกับการเดินไปกับร้อยตำรวจเอกอรุณ ทำให้กฤตได้เป็น สส.ตั้งแต่ลงสมัครสมัยแรก 

ก่อนเป็น สส.สมัยแรกไม่นาน เขาถูกตำรวจดักจับที่สนามบินดอนเมืองเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ขณะเดินทางกลับจังหวัดสงขลา ตำรวจระบุว่า ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ประธานสโมสรฟุตบอลนครศรี ยูไนเต็ด หรือที่รู้จักกันในนามเสี่ยกฤต พัวพันกับเครือข่ายพนันออนไลน์ GIMI888

ถามถึงการจับกุมครั้งนั้น คำที่ชนนพัฒฐ์พูดซ้ำมากที่สุดตลอดบทสนทนา นับได้ไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง คือคำว่า ‘ระบบกล่าวหา’

“ประเทศไทยเป็นระบบกล่าวหา แค่ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด ก็ดำเนินคดีไว้ก่อนได้ หน้าที่พิสูจน์คือหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา”

เขาไล่เรียงกระบวนการยุติธรรม 3 ชั้นให้เราฟัง เหมือนติวเตอร์สอนกฎหมาย พนักงานสอบสวน-แค่ต้องสงสัยก็กล่าวหาได้ พนักงานอัยการ-แค่มีหลักฐานพอฟ้องและสมเหตุสมผลก็ฟ้องได้ แต่เมื่อถึงชั้นศาล ต้องปราศจากข้อสงสัยจึงลงโทษได้ แน่นอนว่าเขาติดใจในขั้นตอนของตำรวจและอัยการที่สั่งฟ้อง ทำให้เขาตกเป็นผู้ต้องหาในขณะนี้

กรณีของตัวเอง เขาอธิบายว่า เส้นเงินที่โอนกับเพื่อนระหว่างปี 2560-2563 ถูกนำมาเชื่อมโยงเป็นข้อกล่าวหาว่าเขาเป็นกลุ่มนายทุน ทั้งที่ตามข้อกล่าวหา เพื่อนคนดังกล่าวเพิ่งเริ่มกระทำความผิดในปี 2564 และถูกจับในปี 2566 

“เราจะเป็นกลุ่มนายทุนตั้งแต่เราโอนกันปี 2560 เลยหรือ” เขาถามกลับ พร้อมย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้โทษใคร

“เจ้าหน้าที่เขาก็ไม่ได้ผิด แค่ตัวเขาเองตรวจสอบบางอย่างเจอ เขาก็ดำเนินคดีไว้ก่อนได้ นี่คือระบบกล่าวหาในประเทศไทย” และเสริมด้วยเรื่อง ‘เส้นเงิน’ ที่แม้เพียงมีเส้นเงินเข้าไปข้องเกี่ยว ก็จะถูกกล่าวหาด้วย 

ชนนพัฒฐ์ยกตัวอย่างร้านทองแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีที่ถูกดำเนินคดีร่วม ‘ฟอกเงิน’ ในปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด เพียงเพราะมีพ่อค้ายาเสพติดโอนเงินมาซื้อทอง 

“เขาเป็นผู้ประกอบการ ใครมาซื้อทอง เราก็อยากขาย เขาโอนเงินมาถึง เราก็ให้ทองเขาไป แต่กลายเป็นว่าเขาโดนคดี ต้องเสียเงิน เสียทอง เสียโอกาส เสียความน่าเชื่อถือต่อสังคม หาว่าเขาเป็นเครือข่ายยาเสพติด”

ชนนพัฒฐ์บอกว่า การโดนดำเนินคดีฟอกเงิน คือ ‘ปมในใจ’ ที่เขาบอกว่าอยากเข้าสภาฯ ไป ‘แก้กฎหมาย’ มากที่สุด เรื่องใหญ่คือการแก้กฎหมายฟอกเงินไม่ให้ใช้เส้นเงินเป็นหลักฐานหลักเพียงลำพัง

“เราต้องยอมรับว่าเส้นเงินคือจุดเชื่อมที่เป็นหลักฐานชั้นดี แต่หลายคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องต้องมาลำบากเพราะเรื่องเส้นเงินนี้เยอะ นอกจากเส้นเงิน ต้องมีหลักฐานอื่นอีกสักนิดประกอบว่าเขากระทำความผิดจริงๆ”

แน่นอนว่าข้อเสนอนี้มาจากผู้ที่มีส่วนได้เสียโดยตรง วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 DSI เพิ่งแจ้งข้อหาอั้งยี่-อาชญากรรมข้ามชาติเพิ่มเติมจากที่แจ้งข้อกล่าวหาไปก่อนหน้านั้นในวันที่ 12 มีนาคม 2569 ในข้อหาจัดให้เล่นพนันออนไลน์ และวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปปง.เพิ่งมีมติยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์เพิ่มอีก 12 ล้านบาท คดีจัดให้เล่นพนันออนไลน์ 

ด้วยคดีต่างๆ ที่รุมเร้า ชนนพัฒฐ์ยอมรับว่าในฐานะ ‘ผู้แทนราษฎร’ คงไม่สามารถแก้กฎหมายฟอกเงินได้ หากยังไม่สามารถเคลียร์ตัวเองและสู้คดีจนจบ แต่หากวันหนึ่งเรื่องทั้งหมดจบลง เขาจะเดินหน้าแก้กฎหมายเหล่านี้แน่นอน

“ถ้ากระบวนการยุติธรรมยังให้ความยุติธรรมอยู่ เราว่าไม่น่าเกิดปัญหาอะไร สำหรับเรา เราพร้อม”

เมื่อเราถามชนนพัฒฐ์ย้ำอีกครั้งว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าไม่เกี่ยวกับการฟอกเงินและพนันออนไลน์ เขาตอบว่า

“ชีวิตเราเติบโตมาด้วยภาพลักษณ์ที่คนกรุงเทพฯ เรียกว่าแบด เราเคยทำผิดพลาดไหมทุกๆ เรื่อง เคย แต่ปัจจุบัน ตั้งแต่เราได้มาเป็น สส. สิ่งที่เราแคร์ที่สุดคือความรู้สึกของคนในพื้นที่ เราลั่นไว้ว่าเราจะไม่ทำให้ชาวบ้านเราผิดหวัง เราจะไม่เข้าไปยุ่งอะไรที่สุ่มเสี่ยงหรือผิดกฎหมาย”

ชนนพัฒฐ์ย้ำหนักแน่นว่า อะไรที่เคยผิดพลาด เป็นเรื่องในอดีต แต่ขอให้ตัดสินจากเรื่องในปัจจุบัน

“แล้วคุณอธิบายกับชาวบ้านว่าอย่างไร เวลามีคนถามว่าคุณมีคดีพนันออนไลน์ไหม” เราถามต่อ

“คนที่โจมตีเราส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ช่างมันเถอะ จะพูดอะไรเราไม่เคยสนใจ คนที่เราควรแคร์คือคนในพื้นที่แค่นั้นเอง

“ภาพจำของคนที่อื่นตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา เราคือ สส.ที่ทำงาน ทุกวันนี้เวลาขึ้นเครื่องบิน ทุกสัปดาห์มีคนขอถ่ายรูปด้วย เพราะอะไร เพราะเราทำงาน แค่นั้นเอง”

สส.เขต 4 สงขลา เชื่อว่าตัวเองเป็น สส.ที่ชาวบ้านในเขตมีเบอร์โทรศัพท์มากที่สุด และหากใครอยากทักหรือโทร.ผ่าน Facebook มาก็ได้ คุยได้ รับเคลียร์ให้ทุกเรื่อง

“กล้วยถูกขโมยก็ต้องไป สายไฟถูกขโมยก็ต้องไป รถชนก็ต้องไป เรือจมก็ต้องไป น้ำไม่ไหลก็ต้องไป น้ำแห้งในคลองก็ต้องรีบไป”

ทฤษฎีการเมืองของ สส. 2 สมัยอย่างชนนพัฒฐ์บอกว่า หากชาวบ้านแจ้งปัญหามา ไม่จำเป็นต้องแก้ให้ได้ 100% ขอเพียงได้แจ้งเรื่อง แล้วชาวบ้านได้พบคนที่เลือกมากับมือ แค่นั้นพอแล้ว

กฤตขยายเบื้องหลังการ ‘ไปทุกเรื่อง’ ว่าต้องรู้จักกลไก ‘ราชการ’ อย่างละเอียด ยกตัวอย่างเช่น หากวัชพืชเต็มคลอง ก็ต้องรู้ว่าหน่วยงานไหนมีรถแบ็กโฮขุดลอกบ้าง ต้องรู้จักกรมเจ้าท่า กรมชลประทาน อบจ. คำตอบของเขาอยู่ที่ว่าคนเป็น ‘ผู้แทน’ จะแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้มากแค่ไหน หากมีปัญหา 10 เรื่อง เขาคิดว่าจะแก้ปัญหาได้ราว 6-7 เรื่อง

“ถ้ามีคนบอกว่าเป็นผู้มีอิทธิพล เป็นเจ้าพ่อ คุณคิดอย่างไร”

“โอ๊ย ไม่จริงเลย” เขาปฏิเสธทันควัน

“เราเป็น สส.ที่ชาวบ้านกล้าเข้าถึงที่สุดแล้ว แต่แค่ถึงเวลาจริงๆ เราสู้คน ลองดูพฤติการณ์ตัวเรา จะเป็นฝ่ายอยู่นิ่งๆ ไม่เคยพูดพาดพิงใครก่อน แต่ถ้าใครอัดเรามา แรกๆ เราทน แต่ถ้ายังไม่หยุด เราก็สวน เวลาเราสวนทีนึงเจ็บนะ”

ผังเมืองสีเขียว น้ำสามน้ำ และกุ้งก้ามกราม

ถ้าถอยออกมามองเชิงโครงสร้างงานในเขต 4 พื้นที่เกษตรและประมงบนคาบสมุทรสทิงพระของเขามีอยู่ 2 แกนใหญ่

แกนแรกคือ ‘น้ำ’ ซึ่งมาครบทั้ง 3 รูปแบบ น้ำท่วม น้ำเค็ม น้ำแล้ง

“ปี 2567 มาก็ทดสอบเราเลย ปีนั้นคลองอาทิตย์ คลองขุดเส้นเลือดหลักของคาบสมุทรสทิงพระแห้งขอดถึงก้นคลอง นาข้าวของชาวบ้านกำลังจะยืนต้นตาย และประสบการณ์ในอดีตบอกชาวบ้านว่า ถ้าแห้งแบบนี้คือแห้งยาว 2 เดือน เราก็ต้องเร่งศึกษาระบบน้ำจนพบทางแก้ รับปากต่อหน้าชาวบ้านว่า ขอเวลา 7 วัน น้ำจากตรงกลางจะไปถึงท้ายคลอง”

กฤตบอกว่า เขามีส่วนในการผลักดันงบขุดขยายคลองระบายน้ำจากทะเลสาบสงขลาลงอ่าวไทยเพื่อรับมือน้ำท่วม โดยงบกรมชลประทานปี 2568 ลงพื้นที่นี้มากที่สุดในจังหวัด ขณะเดียวกัน เขายังกดราคาเมล็ดพันธุ์ข้าว ทำให้ชาวบ้านเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ได้มากขึ้น

กฤตยังบอกว่า เขายังหางบประมาณมาทิ้งปะการังเทียมลงพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 30-40 ล้านบาท ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่วนในทะเลสาบ เขาเลือกปล่อยกุ้งก้ามกรามจำนวนมาก

อีกเรื่องที่เขาตั้งใจแก้คือกฎหมายผังเมือง เขาอยากปลดล็อกผังเมืองจากผังเมืองสีเขียวให้สร้างโรงแรมและรีสอร์ตได้ ด้วยเป้าหมายที่เขาประกาศชัด จะทำคาบสมุทรสทิงพระให้เป็นเหมือนอำเภอขนอมและอำเภอสิชล ของจังหวัดนครศรีธรรมราชให้ได้

ชนนพัฒฐ์ยังเปิดบ้านให้เห็นว่า เขามี ‘ห้องซ้อมดนตรี’ ที่เปิดให้เด็กในพื้นที่สทิงพระ พื้นที่ระโนด มาซ้อมดนตรีโดยไม่เสียเงิน ขณะเดียวกัน สระว่ายน้ำในบ้านเขายังเปิดให้คนในพื้นที่มาเล่นได้อีกด้วย

“เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ไปที่ไหนก็รู้จัก สส.กฤต ถ้ายังปล่อยให้เราเดินอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อีก 2 สมัยข้างหน้า เรานอนมาเลย จำไว้ คะแนนเราจะเยอะกว่าปีนี้” เขาประกาศกร้าว

รอยร้าวที่ไม่ค่อยมีใครเห็น

กระนั้น ท่ามกลางความมั่นใจในพื้นที่ ก็มีจังหวะหนึ่งที่น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป ตอนที่เราถามถึงความสัมพันธ์กับพรรคกล้าธรรมว่า รู้สึกเป็นภาระของพรรคไหมที่ต้องคอยตอบคำถามเรื่องคดีแทน

“เราเคยเสนอตัวว่า เราจะขอย้ายไปอยู่พรรคเล็ก เพราะเรากลัวว่าจะเป็นปัญหาของพรรค” เขาเผย

ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่เจ็บกว่าแรงกดดันจากภายนอก “มี สส.ใหม่บางคนในพรรคที่คอยยุแยง นี่คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้วันนี้เรารู้สึกว่า เราไม่ค่อยอยากเข้าร่วมกิจกรรมอะไร รอให้เราพิสูจน์ตัวเองให้เสร็จก่อน แล้วไอ้คนที่คอยยุแยงในพรรค ถึงเวลาเมื่อไร เดี๋ยวเจอกัน”

ก่อนจะทิ้งท้ายเบาลงจนเกือบเป็นเสียงบ่น “บางทีเราก็น้อยใจ ไม่ได้มีอะไรมาก”

สำหรับคนที่ประกาศว่า ‘มีพวกอยู่ทุกวงการ’ การตอบคำถามเช่นนี้อาจสะท้อนว่า เป็นบาดแผลที่บาดลึกกว่าเรื่องไหนๆ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 กฤตอวยพรวันเกิด ‘ผู้กองธรรมนัส’ เสียหวานหยดย้อยผ่าน Facebook ส่วนตัวว่า “ผมเชื่อกับคำพูดที่พูดแล้วครับ ไม่มีใครรักมึงเท่ากู”

ความฝันที่ชื่อ ‘กระทรวงยุติธรรม’

ช่วงท้ายของบทสนทนา เราถามว่ากลัวไหมว่า คดีความจะตัดเส้นทางการเมืองของเขา วันหนึ่งอาจไม่ได้เป็น สส. วันหนึ่งอาจต้องเดินเข้าเรือนจำ

“ชีวิตเราวันนี้ถือว่ามาไกลเกินฝันแล้ว จากวัยรุ่นคนหนึ่ง ก้าวเข้าสู่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” เขาว่า ก่อนจะเผยสิ่งที่ทำให้เราต้องหยุดจดตาม

“มีอยู่หนึ่งความฝันที่เรากลัวไปไม่ถึง คือการเข้าไปนั่งในกระทรวงยุติธรรม”

วันนี้ความฝันของกฤต ชนนพัฒฐ์คือการเป็นรัฐมนตรี และต้องเป็นกระทรวงยุติธรรม ต้นสังกัดของกรมสอบสวนคดีพิเศษเท่านั้น

“กรมสอบสวนคดีพิเศษที่เราเป็นผู้ต้องหาของเขาอยู่ นั่นคือความฝันของเรา จำเราไว้เลยว่า วันหนึ่งชีวิตเราต้องไปนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้ได้”

เขารู้ดีว่าความฝันนี้ฟังดูย้อนแย้งเพียงใดในหูของสังคม

“บางทีเราก็กลัวว่าสังคมจะไม่เข้าใจ แต่เรากล้าบอกสังคมเลยว่า ถ้าเราเข้าไป เราเข้าไปเพื่อสร้างความยุติธรรม คนอาจจะมองว่าเราเป็นคนแบด แต่จริงๆ เราเป็นคนมีอุดมการณ์ เราเจ็บมากับเรื่องอะไร เราก็จะต้องไปแก้เรื่องนั้นให้ได้”

“ให้กรอบเวลากับตัวเองไว้ภายใน 10 ปีนี้แหละ ต้องมีสักครั้งหนึ่งที่เราได้เข้าไปจัดการในกระทรวงนี้ เมื่อไรที่เราเข้าสู่กระทรวงยุติธรรมได้ เมื่อนั้นความยุติธรรมต้องหวนคืนสู่สังคมแน่นอน”

คำถามสุดท้ายของเรา หากวันพรุ่งนี้ไม่ได้เป็น สส. คุณอยากให้คนจดจำอย่างไร

“อยากให้จดจำว่าเป็น สส.ที่มีความน่ารัก อยู่กับชาวบ้าน อยู่เคียงข้างชาวบ้านทุกอุปสรรค ทุกปัญหา”

หลังจบบทสนทนากฤตชวนเราดูบริเวณบ้านที่ชวนให้นึกถึงบ้านดอยหมื่นแสนของ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอุทัยธานี ที่เปิดกว้างให้คนเข้าหาได้เหมือนกัน เป็นผู้มากบารมี รับทุกสายโทรศัพท์ ลงทุกพื้นที่ เคลียร์ทุกเรื่องให้กับทุกคนเหมือนกัน บ้านหลังนี้ในอีกด้านหนึ่งจึงคล้ายกับภาพการเมืองแบบที่เขาเล่ามาตลอดหลายชั่วโมง การเมืองที่วัดกันด้วยการเข้าถึงตัว การรับโทรศัพท์ และการปรากฏตัวทุกครั้งเมื่อชาวบ้านมีปัญหา

เราเดินทางกลับจากคาบสมุทรสทิงพระพร้อมกับภาพของ กฤต ชนนพัฒฐ์ 2 ภาพที่ยังซ้อนกันไม่สนิท

ภาพหนึ่งคือ สส.ที่บอกว่าชาวบ้านแทบทุกคนมีเบอร์โทรศัพท์ของเขา และพร้อมไปทุกที่เมื่อคนในพื้นที่เรียกหา

อีกภาพคือผู้ต้องหาในคดีพนันออนไลน์และฟอกเงิน ผู้ซึ่งประกาศต่อหน้าเราว่า ภายใน 10 ปี เขาจะต้องไปนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กระทรวงเดียวกับที่มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หน่วยงานที่กำลังดำเนินคดีกับเขาอยู่

บางที 45,863 คะแนนที่ชนนพัฒฐ์ได้รับ อาจไม่ได้ทำให้ภาพทั้งสองนี้ขัดแย้งกันในสายตาของคนสทิงพระเลยก็ได้

และนั่นอาจเป็นสิ่งที่คนนอกพื้นที่ และคนที่อยากเข้าใจการเมืองไทย อาจต้องวิเคราะห์กันอย่างละเอียดลออต่อไป

Fact Box

  • ในการเลือกตั้งปี 2569 กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ลงสมัคร สส.สงขลา เขต 4 ในนามพรรคกล้าธรรม และได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนน 45,863 คะแนน หรือ 47.9% ของคะแนนทั้งหมด เอาชนะ โยธิน ทองเนื้อแข็ง จากพรรคภูมิใจไทย ที่ได้ 24,612 คะแนน ขณะที่ สิทธิพัฒน์ เสนเนียม จากพรรคประชาธิปัตย์ คว้าอันดับ 3 ด้วยคะแนน 18,187 คะแนน
  • ความน่าสนใจของสงขลา เขต 4 อยู่ที่คะแนนแบบแบ่งเขตกับคะแนนบัญชีรายชื่อแตกต่างกันอย่างมาก ชนนพัฒฐ์ได้คะแนน สส.เขตถึง 45,863 คะแนน แต่ในพื้นที่เดียวกัน พรรคกล้าธรรมกลับได้คะแนนบัญชีรายชื่อเพียง 6,113 คะแนน หรือ 6.38% ขณะที่คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์เป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 58,115 คะแนน คิดเป็น 60%
  • ชนนพัฒฐ์เผชิญคดีที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์และการฟอกเงินหลายส่วน ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ศาลแขวงสงขลามีคำสั่งประทับรับฟ้องชนนพัฒฐ์ในคดีร่วมจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันมาโดยตลอดว่า ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้พิสูจน์ข้อเท็จจริง
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , ,