เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ยูนิโคล่ ประเทศไทย ประกาศทิศทางการเดินธุรกิจด้านความยั่งยืนครั้งสำคัญ สะท้อนการปรับตัวของแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมที่กลายเป็นเงื่อนไขใหม่ในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแฟชั่น

หนึ่งในตัวชี้วัดที่น่าจับตามองที่สุดคือ ความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการดำเนินงานของบริษัทที่ทำได้ถึง 83.3% ภายในปี 2567 แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าด้าน ESG พร้อมยังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของธุรกิจค้าปลีกแฟชั่น ที่เริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดยผูกเข้ากับประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการบริหารจัดการต้นทุนในระยะยาว

เปลี่ยนพลังงานที่ใช้ภายในร้านค้า

กลยุทธ์สำคัญของยูนิโคล่เริ่มจากการปรับระบบพลังงานหน้าร้าน โดยเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทั้งในร้านค้าและสำนักงานของยูนิโคล่ที่เพิ่มเป็น 84.7% และตั้งเป้าใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2573

การจัดการพลังงานในระดับร้านค้ากว่า 50 สาขาทั่วประเทศจึงไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุน แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อควบคุมต้นทุนพลังงานและความเสี่ยงด้านกฎระเบียบในอนาคต ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการแฟชั่นทั่วโลกกำลังเผชิญ

ไม่ได้หยุดแค่หน้าร้าน แต่ลงลึกถึงห่วงโซ่การผลิต

นอกจากการดำเนินงานภายในองค์กร ยูนิโคล่ยังเริ่มเปลี่ยนวัตถุดิบตั้งต้นใหม่ เพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในผลิตภัณฑ์ โดยคำนึงถึงการใช้น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ สิทธิมนุษยชน รวมถึงสวัสดิภาพสัตว์ และยังคงคอนเซปต์ในเรื่องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แนวทางดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงบทบาทของแบรนด์แฟชั่น จากผู้ผลิตไปสู่ผู้จัดการระบบห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั้งระบบที่เป็นความท้าทายของระบบอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก

Unlocking The Power of Clothing: เสื้อผ้าที่ให้มากกว่าการสวมใส่

ยูนิโคล่ยกระดับคุณภาพของชีวิตผ่านเสื้อผ้า ไม่ได้หยุดเพียงการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีและใส่ได้นานเท่านั้น แต่สร้างโครงการ RE.UNIQLO ที่เน้น 3 แนวทางคือ ลด (Reduce) ใช้ซ้ำ (Reuse) และรีไซเคิล (Recycle) 

ตั้งแต่ปี 2558 ที่ผ่านมา ยูนิโคล่วางกล่องรับบริจาคเสื้อผ้าในทุกสาขาและส่งต่อเสื้อผ้ามากกว่า 4.3 แสนชิ้น โดยมีโครงการอย่าง Warmth for All, The Heart of LifeWear และ PEACE FOR ALL ที่ทำร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา, มูลนิธิบ้านร่มไทร, สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR), BKK Food Bank, Save the Children Thailand และ กทม. เพื่อส่งเสริมการใช้ซ้ำ รวมไปถึงการหมุนเวียนเสื้อผ้าให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

ขณะเดียวกัน RE.UNIQLO Studio ซ็นทรัลเวิลด์ ยังให้บริการซ่อมและดัดแปลงเสื้อผ้า เพื่อยืดอายุการใช้งานแทนการซื้อใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณค่าสินค้าตลอดอายุการใช้งาน

ความยั่งยืน ในฐานะกลยุทธ์การเติบโต

ในปี 2569 ยูนิโคล่มีเป้าหมายผลักดันโครงการดังกล่าวต่อไป ซึ่งยกระดับเรื่องการส่งเสริมการศึกษา สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ และเน้นสินค้าที่กระทบสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

สำหรับปัญหาเรื่องการปรับรอบในการออกคอลเลกชันเสื้อผ้าให้ช้าลงเพื่อลดปัญหาของ Fast Fashion ทางแบรนด์ระบุว่า “อุดมคติของยูนิโคล่คือ การสร้างเสื้อผ้าที่ใส่ได้นานเป็น 10 ปี โดยไม่ล้าสมัย เช่น กลุ่มอินเนอร์แวร์หรือเสื้อตัวใน เราพยายามทำให้ทุกชิ้นเป็นไอเทมที่ใช้ได้ยาวนานในทุกฤดูกาล แม้ตอนนี้ยังไม่ถึงจุดที่สมบูรณ์ 100% แต่กำลังพยายามขับเคลื่อนไปสู่จุดนั้น” 

นอกจากนี้ทางแบรนด์เน้นย้ำถึงเรื่องของการจัดการขยะเสื้อผ้าอย่างยั่งยืนไว้ว่า “เราเปลี่ยนมุมมองจากการ ‘ขายแล้วจบไป’ มาเป็นการรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของเสื้อผ้า ผ่านโครงการ RE.UNIQLO ที่เน้นหลักการ Reduce, Reuse, และ Recycle” โยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่(ประเทศไทย) จำกัด

“เราไม่ได้เพียงขยายสาขาเพื่อให้คนไทยเข้าสินค้า Life ware เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยูนิโคล่ได้ขับเคลื่อนกิจกรรมความยั่งยืนควบคู่กันไปด้วย เพื่อมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนไทยและสร้างสังคมที่น่าอยู่ในประเทศไทย” โยชิทาเกะกล่าวทิ้งท้าย

Tags: , , , , ,