อากาศร้อนขนาดนี้ การมีบิกินีตัวเก่งสักชุดหนึ่งไว้ใส่ไปทะเลคงดีไม่น้อย แต่นอกจากจะใส่ว่ายน้ำหรือเดินชายหาดแล้ว ทุกวันนี้หลายคนได้เห็นการหยิบบิกินีกับบีชแวร์หลายชิ้นมามิกซ์แอนด์แมตช์ใส่ไปงานอีเวนต์ คอนเสิร์ต เฟสติวัล หรือใส่เล่นน้ำเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา สู้กับความอบอ้าวของประเทศไทย
หนึ่งในนั้นก็คือแบรนด์ ‘SANDAA’ โดยเฉพาะคอลเลกชัน ‘Oasis’ กับ ‘Talulu’ ที่มีความเก๋คือทำมาจากเปลือกหอย เป็นประกายเมื่อสะท้อนกับแสงแดดจ้า เสริมให้ตัวคนใส่ดูโดดเด่นมากขึ้น 
แบรนด์ SANDAA ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการบิกินีและบีชแวร์ เพราะแบรนด์นี้เริ่มก้าวเข้ามาในธุรกิจนี้ตั้งแต่ปี 2016 จากจุดเริ่มต้นคือการขายสินค้าบีชแวร์เพื่อหารายได้เสริม จนกระทั่งหลังโควิด-19 แซนด้า-นภาพร เบญจาธิกุล ตัดสินใจลาออกจากอาชีพแอร์โฮสเตส มาทำแบรนด์เต็มตัวด้วยความชื่นชอบบิกินี ทว่า ในช่วงนั้นตัวเลือกของชุดบิกินี และดีไซน์ต่างๆ ในไทยยังมีไม่มาก เธอจึงลงมือออกแบบ ผลิต และวางขายเอง ถึงวันนี้ก็นับเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ที่เธอได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของแฟชั่นชุดว่ายน้ำ กับความมั่นใจของคนไทยที่กล้าใส่บิกินีมากกว่าเมื่อก่อน

“ไม่ว่าจะหุ่นแบบไหนก็เหมาะกับการใส่บิกินี สโลแกนของเรา ‘Everybody Is a Bikini Body’ และไม่จําเป็นต้องมั่นใจก่อนถึงจะใส่ได้ มันค่อยๆ เกิดขึ้นจากการที่เราอนุญาตให้ตัวเองลอง”
นอกจากอยากให้ทุกคนได้ลองใส่บิกินี The Momentum ได้ชวนแซนด้าพูดคุยถึงเทรนด์ตอนนี้กับแนวคิดการออกแบบบิกินี ที่ตั้งใจให้คนหยิบมาใส่ได้บ่อย ใส่ได้หลายงานมากกว่าแค่ทะเล ไปจนถึงทำอย่างไรไม่ให้คนมองบิกินีกับบีชแวร์กลายเป็นฟาสต์แฟชั่นที่ใส่ถ่ายรูปแค่ครั้งเดียวแล้วเก็บเข้าตู้ 
ออกแบบใส่เอง จนอยากให้ทุกคนเจอบิกินีที่ใช่
แซนด้าเล่าถึงการเดินทางของแบรนด์ SANDAA ว่าเดิมทีเป็นร้านขายเสื้อผ้าแนวบีชแวร์ และแฟชั่นทั่วไป ยังไม่ใช่การออกแบบเอง เป็นเพียงแค่อาชีพเสริม จนถึงหลังโควิด-19 เธอจึงลงแรงทำแบรนด์บิกินีกับบีชแวร์อย่างจริงจัง
“ช่วงโควิดมันเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต เกิดคําถามกับงานประจําว่า นี่คือสิ่งที่เราอยากทําในระยะยาวจริงเหรอ เพราะข้างในเรารู้สึกว่ามันไม่ตอบโจทย์แล้ว หลังโควิดเราไปทะเลบ่อยขึ้น ซึ่งเราเกิดและโตที่ภูเก็ต อยู่กับทะเลมาตั้งแต่เด็ก การไปทะเลสําหรับเรามันไม่ใช่แค่เฉพาะโอกาสพิเศษ แต่มันคือส่วนหนึ่งของชีวิต เราชอบใช้ชีวิตกลางแจ้ง อาบแดด ดํานํ้า ใส่บิกินี แต่เราหาชุดที่อยากใส่จริงๆ ยากมาก” เธอเล่า
บิกินีทรง High Cut ทรง Thong ซึ่งมีช่วงล่างเว้าสูง โชว์สัดส่วนของสะโพกกับบั้นท้าย คือบิกินีทรงที่แซนด้าต้องการในตอนนั้น แต่สำหรับประเทศไทยยังคงหาที่ถูกใจได้ยาก เธอจึงลงมือทำออกแบบเอง
“ช่วงนั้นบิกินีทรง High Cut ทรง Thong หรือดีไซน์ที่มีความเซ็กซีแบบ Effortless ยังไม่ค่อยนิยมในตลาดเท่าไร ตัวเลือกค่อนข้างจํากัด ทั้งเรื่องทรง และชุดที่สร้างความมั่นใจให้กับคนใส่ จุดนั้นที่ทําให้เราคิดว่า ถ้าหาไม่ได้ก็ทํามันขึ้นมาเองเลย เริ่มจากความต้องการส่วนตัวล้วนๆ” 
จากจุดเริ่มต้นที่อยากทำบิกินีแบบที่ชอบให้ตัวเอง สู่วันนี้ที่แบรนด์ SANDAA มีบิกินีหลายรุ่น หลายคอลเลกชัน ผ่านการพัฒนาดีไซน์มาเรื่อยๆ โดยเธอบอกว่าทรงที่ลูกค้าชอบหรือทรงที่ขายดีคือทรง Signature High Cut/Side Ties หรือแบบเว้าช่วงล่างสูงพร้อมสายผูกด้านข้างที่ช่วยเน้นช่วงเอว สะโพก และช่วยให้ดูขายาว
ซึ่งแซนด้าเล่าต่อว่าสิ่งที่ยึดถือมาตั้งแต่อดีตจนถึงวันนี้คือ ‘Everybody Is a Bikini Body’ ไม่ว่าหุ่นแบบไหนก็ใส่บิกินีได้
เพราะหากย้อนกลับไปในยุคก่อนหน้านี้ คนไทยหลายคนอาจคิดว่าต้องหุ่นดี ผอมเพรียว ไร้ไขมัน ไม่มีจุดด่างดำ ตำหนิ ไร้รอยแตกลายของเนื้อหนังบนผิวพรรณ ถึงจะสวมใส่บิกินีได้ แต่ปัจจุบัน ค่านิยมเก่าค่อยๆ ถูกลบเลือนไป และบิกินีก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตสาวไทยจำนวนมาก ไม่ว่าจะมีรูปร่างแบบไหนก็ตาม
“เราอยากลบความคิดที่ว่า การใส่บิกินีต้องมีหุ่นแบบใดแบบหนึ่ง เพราะในความเป็นจริง ร่างกายของทุกคนมีความสวยในแบบของตัวเองอยู่แล้ว” 
ถึงตรงนี้หลายคนอาจเคยเห็นรูปภาพที่แนะนำว่าหุ่นแบบไหนควรใส่บิกินีทรงไหน อย่างเช่น คนช่วงเอวหนาหรือสะโพกใหญ่ควรใส่บิกินีเอวสูงที่ปกปิดหน้าท้อง ปิดสะโพก ต้นขา เพื่ออำพรางส่วนที่เราคิดว่าบกพร่อง แต่ความจริงแล้วการแนะนำเหล่านั้นเป็นเพียงไกด์ไลน์ที่ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะหากเรามีบิกินีทรงที่ชอบก็สามารถทำตามใจตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องยึดถือคำแนะนำเหล่านั้นมากจนไม่กล้าลองใส่ทรงที่หลากหลาย
แซนด้าเสริมว่า ตั้งแต่เริ่มทำแบรนด์ก็พบว่า มีผู้หญิงจำนวนมากที่อยากใส่บิกินี เพียงแต่ยังไม่เจอสิ่งที่ใช่ ยังไม่เจอทรงชุดที่ทำให้มั่นใจ
แต่มากไปกว่านั้นคือ ‘ความกลัว’ เพราะแม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปมาก มีกลุ่มผู้หญิงออกมาเอมพาวเวอร์ผู้หญิงด้วยกันให้มีความกล้าในการแต่งตัวมากขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่กล้าใส่ชุดว่ายน้ำลงสระหรือไปทะเล ไม่กล้าเปิดเผยร่างกายของตัวเอง เพราะกลัวสายตาของคนในสังคมจะตัดสิน
“เราเข้าใจดีว่า ความกลัวคนอื่นมองไม่ดีเป็นยังไง เพราะเคยเป็นมาก่อน แต่อยากบอกว่า ไม่มีหุ่นไหนที่ไม่เหมาะกับบิกินี และเราไม่จําเป็นต้องมั่นใจก่อนถึงจะใส่ได้ มันค่อยๆ เกิดขึ้นจากการที่เราอนุญาตให้ตัวเองลอง ถ้าเรามองตัวเองด้วยความรักมากขึ้น เสียงข้างนอกจะค่อยๆ เบาลงเอง” เธอให้กำลังใจ 
ต้องใส่ได้บ่อย และไปได้หลายงาน
บิกินีเป็นสิ่งที่คู่กับทะเล ทว่าในปัจจุบัน ภาพของบิกินีอยู่ในโลเคชันและแบ็กกราวนด์ที่หลากหลายกว่าหมู่เกาะ หาดทราย รีสอร์ต หรือสระว่ายน้ำ เพราะหลายคนก็หยิบเอาบิกินีมาใส่ไปงานคอนเสิร์ต อีเวนต์ต่างๆ หรือใส่เดินเล่นในเมืองที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง พร้อมลดความคอนทราสต์ระหว่างสถานที่กับบิกินี ด้วยการมิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับเสื้อคลุม กางเกงยีนส์ กระโปรงตัวเก่ง จะใส่คู่กับรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าบูตสไตล์คาวบอยก็ย่อมได้
และแรงบันดาลใจในการออกแบบและดีไซน์สินค้าของ SANDAA ต้องการให้เป็นไปในทิศทางนั้นเช่นกัน โดยชุดต้องนำไปครีเอตลุคใหม่ๆ ได้ตามใจผู้ใส่ และหยิบมาใส่ซํ้าได้บ่อย
“ออกแบบมาจากความรู้สึกล้วนๆ แล้วก็จากเอเนอร์จีของสาวๆ ทั้งแบบที่สนุกสนาน เรียบง่าย หรือมั่นใจในตัวเองสูง บางคอลเลกชันเริ่มจากความรู้สึกสนุก อยากเต้น อยากอยู่กลางแดด บางคอลเลกชันเริ่มจากความรู้สึกนิ่งๆ แต่มั่นใจแบบไม่ต้องพูดเยอะ อีกมุมหนึ่งคือการใช้งานจริง เราอยากให้ชุดของ SANDAA ไม่ใช่แค่ชุดว่ายนํ้า แต่ต้องเป็นชิ้นที่สามารถเอาไปมิกซ์แอนด์แมตช์ได้” 

ทั้งนี้ คนที่ชอบเล่นโซเชียลฯ เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ชอบอัปเดตเสื้อผ้าใหม่ๆ อาจทราบดีว่า มีบิกินีหรือชุดว่ายน้ำจำนวนไม่น้อยเลย ที่ไม่สามารถใส่เล่นน้ำได้จริง เป็นเพียงแค่ชุดดีไซน์สวยๆ เอาไว้ใส่ถ่ายภาพลงโซเชียลฯ เท่านั้น โดยแบรนด์ SANDAA ได้เน้นย้ำเสมอว่า ชุดต้องใช้งานได้จริง
“เราอยากให้ใส่ได้จริง ไม่ได้อยากให้ชุดของเราอยู่แค่ในรูป แต่อยากให้มันอยู่ในชีวิตจริง ในวันที่เขาไปทะเล ไปปาร์ตี้ หรือแม้แต่วันที่เขาอยากรู้สึกดีกับตัวเอง” 
แม้ทุกชุดของแบรนด์ SANDAA จะใช้งานได้จริง แต่ทุกวันนี้ มีกระแสคนส่วนหนึ่งกล่าวว่า บีชแวร์กับบิกินีก็เป็นฟาสต์แฟชั่นด้วยเช่นกัน เพราะหลายคนมักซื้อมาใส่ถ่ายรูปแค่ครั้งเดียวแล้วก็เก็บเข้าตู้
“เราเข้าใจว่าหลายคนซื้อเพื่อถ่ายรูป SANDAA พยายามออกแบบให้ใส่ได้หลายโอกาส ไม่ใช่แค่ใส่ครั้งเดียว”

เมื่อถามว่านอกจากทะเล เธอออยากเห็นชุดของแบรนด์ SANDAA ถูกใส่ซ้ำในสถานที่หรืองานแบบไหนอีก แซนด้าตอบว่าอยากเห็นการใส่ใน ‘ชีวิตประจำวัน’
“แน่นอนว่าทะเลยังคงเป็นที่ที่เราอยากเห็นเสมอ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของแบรนด์ แต่ในวันนี้เราดีใจมาก ที่เห็นลูกค้าเอา SANDAA ไปใส่ในหลายบริบทมากขึ้น ทั้งเฟสติวัล พูลปาร์ตี้ หรือช่วงอย่างสงกรานต์ที่ทุกคนได้สนุกกับตัวเองแบบเต็มที่
“สิ่งที่เราอยากเห็นมากขึ้นคือ การที่ผู้หญิงสามารถหยิบ SANDAA มาใส่ในชีวิตประจําวันของเขาได้ โดยไม่รู้สึกว่ามันต้องเป็นโอกาสพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการไปรูฟท็อปปาร์ตี้ บีชคลับ เทศกาลดนตรี ทริปกับเพื่อน หรือแม้แต่วันที่เขาแค่อยากแต่งตัวให้ตัวเองรู้สึกดี เราอยากให้แบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาสนุกของชีวิต” แซนด้ากล่าว 
นอกจากนี้ เธอยังแนะนำวิธีการเลือกบิกินีหรือบีชแวร์ชุดแรกให้กับเด็กวัยรุ่นหรือที่เริ่มโตและอยากลองใส่บิกินี รวมถึงกลุ่มคนที่ยังสับสนว่าควรเลือกบิกินีอย่างไร โดยนอกเหนือจากคุณภาพของเนื้อผ้าต้องดีแล้ว แซนด้าเน้นย้ำว่า ต้องเป็นชุดที่ใส่แล้วสร้างความมั่นใจ ต้องพอดีกับสรีระ ไม่หลวมและไม่รัดเกินไป
“สําหรับน้องๆ ที่เพิ่งเริ่ม เราอยากบอกว่าไม่ต้องรีบกล้าขนาดนั้น เริ่มจากการเลือกชุดที่ทําให้รู้สึกสบายใจ อย่ากลัวที่จะลองหลายแบบ เพราะแต่ละคนเหมาะไม่เหมือนกัน ไม่ต้องเซ็กซีที่สุด ไม่ต้องเปิดเยอะที่สุด บางคนเริ่มจากชุดวันพีซ บางคนเริ่มจากเอวสูง บางคนเริ่มจากบิกินีเรียบๆ ทั่วไป เริ่มจากตัวที่ใส่แล้วรู้สึกเป็นตัวเองมากที่สุด” แซนด้าแนะนำ 
เวลา 10 ปี ในมุมมอง SANDAA
ปีนี้แบรนด์ SANDAA มีอายุ 10 ปี ในโลกที่เทรนด์แฟชั่นหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สำหรับตลาดของชุดว่ายน้ำ แซนด้ากล่าวว่า ในภาพรวมไม่ได้เปลี่ยนแค่เรื่องดีไซน์ แต่มายเซ็ตของผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย
“เทรนด์วันนี้ไม่ได้เปลี่ยนแค่เรื่องดีไซน์ แต่เปลี่ยนในระดับมายด์เซ็ตของผู้หญิงด้วย สิ่งที่เห็นชัดคือ ผู้หญิงกล้าเป็นตัวเองมากขึ้น และนิยามของคําว่า ‘เซ็กซี’ ก็หลากหลายขึ้นมาก บางคนอาจจะชอบลุคที่ กล้าและชัดเจน บางคนชอบความซอฟต์ หรือบางคนเลือกความคล่องตัวมากขึ้น แต่ทั้งหมดนั้นยังสามารถเป็นความเซ็กซีในแบบของตัวเองได้
“ในขณะเดียวกัน ลูกค้าก็เลือกมากขึ้น เขาไม่ได้มองแค่ว่าสวยหรือไม่สวย แต่สนใจว่า ใส่แล้วรู้สึกยังไง ใส่แล้วมั่นใจไหม ขยับตัวได้ไหม ใช้ชีวิตได้จริงหรือเปล่า สําหรับแซน เทรนด์ที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่สีหรือทรง แต่คือการที่ผู้หญิงเริ่มเลือกตัวเองมากขึ้น” 
ระยะเวลา 10 ปี ค่านิยมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น และเมื่อถามว่าอะไรคือสิ่งที่แบรนด์ SANDAA ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยตั้งแต่วันแรก เจ้าของแบรนด์ตอบว่าคือ ความตั้งใจ
“สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือ ความตั้งใจที่อยากให้สาวๆ รู้สึกมั่นใจในร่างกายของตัวเอง ซึ่งความมั่นใจไม่ใช่สิ่งที่เราสร้างให้ ใครได้ 100% แต่เราพยามออกแบบเสื้อผ้าที่ช่วยซัพพอร์ตมันได้ เราเชื่อว่าถ้าผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดแล้วรู้สึกดีขึ้นกับตัวเอง แม้แค่นิดเดียว แต่ก็สะท้อนออกมาผ่านท่าทาง สายตา และพลังของเขา
อีกอย่างนึงที่ไม่เปลี่ยนเลยคือ การที่เรายินดีรับฟังฟีดแบกจากลูกค้า หลายดีไซน์ของ SANDAA เกิดจากฟีดแบ็กของลูกค้าโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรง การเก็บรูปร่าง หรือแม้แต่ดีเทลเล็กๆ ที่ทําให้เขารู้สึกมั่นใจมากขึ้น”
สุดท้ายนี้ เมื่อถามว่า ทำอย่างไรให้คนยังอยากเป็นลูกค้าของ SANDAA ไปอีกหลายๆ ปี เธอจึงย้ำว่า
“สิ่งที่ทําให้ลูกค้ากลับมาไม่ใช่แค่ดีไซน์ใหม่ แต่คือ ‘ความรู้สึกที่เขาเคยได้รับ’ ถ้าเขาเคยใส่แล้วมั่นใจ เคยมีช่วงเวลาดีๆ กับชุดของเรา เขาจะอยากกลับมาอีก” แซนด้าทิ้งท้าย 
Tags: Beachwear, บิกินี, Bikini, ชุดว่ายน้ำ, Behind the Brand, SANDAA




