ปฏิทินจีนอาจเป็นภาพคุ้นตาในบ้านคนไทยเชื้อสายจีน แต่เบื้องหลังตัวอักษรแน่นเต็มหน้ากระดาษนั้น คือระบบความรู้ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และกำลังถูกตั้งคำถามใหม่ในยุคดิจิทัล
‘โหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ คือหนึ่งในผู้ผลิตปฏิทินจีนมงคลที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน วันนี้ธุรกิจอยู่ในมือของ แซม-กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้พยายามพาศาสตร์ดั้งเดิมก้าวจากกระดาษสู่เทคโนโลยี ผ่านการพัฒนาแอปพลิเคชัน Num Eiang ที่ใช้ AI และ Data คำนวณพลังงานรายวันเฉพาะบุคคล

ในคอลัมน์ Behind the Brand เราชวนเขาอธิบายตั้งแต่พื้นฐานว่า 1 หน้าของปฏิทินจีนประกอบด้วยระบบอะไรบ้าง ไปจนถึงโจทย์ใหญ่ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องทำให้ศาสตร์โบราณยังมีความหมายในชีวิตประจำวันของผู้คนวันนี้
1 หน้าของปฏิทินจีนคือ การรวม 2 ระบบใหญ่เข้าด้วยกัน
แซมอธิบายว่า หากมองลึกลงไป 1 หน้าของปฏิทินจีนคือการรวม 2 ระบบใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน “ระบบแรกคือสุริยคติ อิงการโคจรของพระอาทิตย์ เป็นระบบเดียวกับปฏิทินสากล 365 หรือ 366 วัน ใช้กำหนดฤดูกาลของจีน ซึ่งสำคัญมากกับภาคการเกษตร รวมถึงการดูการเปลี่ยนแปลงของแกนโลก”
“อีกระบบคือ จันทรคติ ที่อิงการโคจรของพระจันทร์ ดูความสัมพันธ์ระหว่างโลกกับดวงจันทร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำขึ้น-น้ำลง และเป็นพื้นฐานของการกำหนดวันสำคัญทางประเพณี ซึ่งวันพระของไทยก็ใช้จันทรคติ เช่นเดียวกับเทศกาลอย่างลอยกระทง หรือวันไหว้ต่างๆ ของจีน ล้วนผูกกับการเดินของดวงจันทร์”

ทั้งนี้ในระบบจันทรคติ ใน 1 เดือนอาจมี 29 วัน (เดือนเล็ก) หรือ 30 วัน (เดือนใหญ่) และบางปีจะมีเดือนซ้ำ เช่น เดือน 8 ถึง 2 ครั้ง เรียกว่า ‘ปีอธิกมาส’ เพื่อปรับสมดุลให้สอดคล้องกับสุริยคติ
“หลายคนไม่รู้ว่ามันเป็นระบบคำนวณที่ละเอียดมาก ไม่ใช่การกำหนดแบบลอยๆ แต่เป็นการพยายามทำให้จังหวะของดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์เดินสอดคล้องกันมากที่สุด”
โครงสร้างของหน้าปฏิทิน
แซมบอกว่า โครงสร้างจริงๆ ถูกจัดวางอย่างเป็นระบบ เพียงแต่คนที่ไม่คุ้นเคยอาจรู้สึกว่าอ่านยาก ด้านบนสุดจะเป็นวันที่แบบสากลก่อนคือ วัน เดือน ปี ตามแบบฝรั่ง จากนั้นจะมีโซนของวันทางจันทรคติ และตัวบอกฤดูกาล ส่วนล่างของหน้าปฏิทิน คือพื้นที่ของโหราศาสตร์ ซึ่งเป็น หัวใจสำคัญของการดูฤกษ์ยาม
ในโซนนี้จะมีข้อมูลเกี่ยวกับ 12 นักษัตร ใช้ดูว่าวันนั้นชงกับปีเกิดใคร หรือถูกโฉลก (ฮะ) กับใคร นอกจากนี้ยังมี ‘ดวง 4 เสา’ (ซื่อจู้) ได้แก่ เสาปี เสาเดือน เสาวัน และเสาเวลา
“เมื่อรวมกันจะกลายเป็น ‘โป๊ยยี่’ หรือ 8 ตัวอักษร ใช้สำหรับวิเคราะห์สมดุลธาตุในดวงชะตาว่า ธาตุไหนมากไป น้อยไป หรือควรเสริมอะไร”
สำหรับแซม สิ่งที่อยากให้คนรุ่นใหม่เข้าใจคือ วันดีวันไม่ดีไม่ได้ตั้งอยู่บนความเชื่อแบบไร้เหตุผล หากแต่มีระบบคำนวณรองรับอยู่เบื้องหลัง “มันคือการอ่านพลังงานของวันนั้นๆ ผ่านชุดข้อมูลที่สืบทอดมาเป็นร้อยปี เพียงแต่สมัยก่อนเราคำนวณด้วยมือ ใช้ตาราง ใช้ตำรา วันนี้เราใช้เทคโนโลยีช่วย แต่รากของมันคือชุดความรู้เดียวกัน” แซมกล่าว
จากปฏิทินกระดาษที่หลายคนเคยมองว่า อ่านยากและไกลตัว วันนี้เขากำลังตั้งคำถามใหม่ว่า จะทำอย่างไรให้โหราศาสตร์จีนไม่ใช่เพียงความเชื่อประจำเทศกาลตรุษจีน แต่เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจในชีวิตประจำวัน และบางที การทำความเข้าใจ 1 หน้าปฏิทิน อาจเป็นก้าวแรกของการทำความเข้าใจทั้งศาสตร์ และความพยายามของคนรุ่นใหม่ที่กำลังตีความมรดกทางวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับโลกดิจิทัล

สำหรับคนที่อ่านภาษาจีนไม่ออกเลย มีวิธีดูง่ายๆ ไหมว่าวันไหนดีหรือไม่ดี
“มีครับ เราพยายามทำให้เข้าใจง่ายที่สุด โดยดูจากสีและสัญลักษณ์ ถ้าเป็นสีแดง หมายถึงวันดี หรือกิจกรรมที่เป็นมงคล ถ้าเป็นสีดำและมีกากบาท แปลว่าไม่ดี ไม่ควรทำเรื่องมงคล อีกจุดหนึ่งคือสัญลักษณ์ในกล่องสี่เหลี่ยม ถ้ามีเครื่องหมายบวกด้านบน หรือที่เรียกว่าตัว จี๋ (吉) แปลว่าดีมาก ถ้าอยู่กลางเฉยๆ คือปานกลาง แต่ถ้าเป็นกากบาทก็แปลว่าไม่ดี
“เราพยายามย่อยข้อมูลจากตัวอักษรจีนที่ซับซ้อน ให้กลายเป็นภาษาที่แปลแล้วเข้าใจง่าย เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้โดยไม่ต้องเรียนภาษาจีนก่อน”
ท่ามกลางความเชื่อเรื่องฤกษ์ยามที่คนไทยคุ้นเคย คำอย่าง ‘วันธงไชย’ มักถูกพูดถึงเสมอ โดยเฉพาะช่วงตรุษจีนหรือก่อนทำเรื่องสำคัญในชีวิต แต่คำเหล่านี้มีความหมายเชิงระบบอย่างไรในปฏิทินจีน
แซมอธิบายว่า วันธงไชยคือวันที่ผ่านการคำนวณตามหลักโหราศาสตร์จีนแล้วว่า ดวงดาวและพลังงานในวันนั้นส่งเสริมการเริ่มต้น ถือเป็นวันที่พลังงานโดยรวมสนับสนุนให้สิ่งที่ลงมือทำเดินหน้าได้ราบรื่น จึงเหมาะกับกิจกรรมสำคัญทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นแต่งงาน ออกรถใหม่ ขึ้นบ้านใหม่ เปิดกิจการ หรือแม้แต่การคลอดบุตร เพราะเป็นวันที่พลังงานหนุนให้การเริ่มต้นมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง
ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีวันที่ผู้คนพยายามหลีกเลี่ยงเช่นกัน แล้วคำว่า ‘วันอุบาทว์’ และ ‘วันกาลกิณี’ ที่ฟังดูน่ากังวล หมายถึงอะไร และควรระวังแค่ไหน
“ทั้ง 2 วันนี้ถือเป็นวันที่พลังงานติดขัด ทำอะไรแล้วมักเจออุปสรรค หรือไม่ราบรื่นเท่าที่ควร ต้นทางของวันนี้มาจากระบบสุริยคติของจีน ซึ่งมีการแบ่งเป็น 24 ฤดูย่อย ช่วงที่เป็นรอยต่อฤดูกาลจะมีการเคลื่อนย้ายพลังงาน ทำให้สภาพพลังงานไม่นิ่ง จึงถูกจัดเป็นวันอุบาทว์หรือวันกาลกิณี ใน 1 ปีจะมีวันอุบาทว์ 4 วัน และวันกาลกิณี 4 วัน รวมประมาณ 8 วัน ถือเป็นช่วงสำคัญที่คนโบราณมักหลีกเลี่ยงการทำพิธีหรือเริ่มต้นเรื่องใหญ่”

ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ และจำเป็นต้องทำธุระสำคัญในวันอุบาทว์ ควรรับมืออย่างไร
แซมแนะนำว่า ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็มีวิธีรับมือ อย่างแรกคือ ‘ดูฤกษ์ยาม’ แม้ทั้งวันจะถูกจัดว่าไม่ดี แต่ภายในวันนั้นยังมีช่วงเวลาที่เป็นมงคลอยู่ เราสามารถเลือกทำในช่วงเวลาที่ดีที่สุดเพื่อลดแรงปะทะของพลังงานได้
ต่อมาคือ ‘การเช็กนักษัตร’ ว่าวันนั้นชงกับปีเกิดของเราหรือไม่ ถ้าวันก็ไม่ดีอยู่แล้ว และยังชงกับดวงเราอีก แบบนี้ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด แต่ถ้าวันโดยรวมไม่ดี แต่ดวงเราไม่ได้ชง หรืออยู่ตำแหน่งที่ส่งเสริม ก็ยังพอทำได้ในระดับหนึ่ง
ศาสตร์นี้จึงไม่ได้บอกให้กลัววัน แต่สอนให้เราเข้าใจจังหวะของพลังงาน และเลือกเคลื่อนไหวให้เหมาะสมมากกว่า
นักษัตรในปฏิทินจีนมีการจัดเรียงและคำนวณอย่างไร
“โหราศาสตร์จีนจริงๆ คือเรื่องของสถิติและแพตเทิร์น ทุกอย่างมีสูตรการคำนวณที่ชัดเจน ไม่ได้สุ่มหรือใช้ความรู้สึกล้วนๆ” แซมกล่าว
การเรียงลำดับจะวนตาม 12 นักษัตร ได้แก่ ชวด ฉลู ขาล เถาะ มะโรง มะเส็ง มะเมีย มะแม วอก ระกา จอ กุน ไล่ไปตามลำดับ เมื่อครบ 12 ก็จะวนกลับมาเริ่มต้นใหม่เป็นวัฏจักร หลายคนเข้าใจว่านักษัตรใช้ระบุแค่ปีเกิดเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมันครอบคลุมมากกว่านั้น เพราะนักษัตรยังใช้กำกับพลังงานของเดือน วัน และแม้กระทั่งยาม (หน่วยนับเวลาแบบโบราณ) หรือช่วงเวลาในหนึ่งวันด้วย
นั่นหมายความว่า ใน 1 วัน จะมีนักษัตรกำกับอยู่ทุกมิติ ทั้งระดับปี เดือน วัน และชั่วโมง ซึ่งเป็นเหตุผลว่า ทำไมการดูฤกษ์ยามแบบละเอียดจึงต้องพิจารณาหลายชั้นประกอบกัน

ปีชง
คำว่า ‘ปีชง’ มักถูกพูดถึงทุกต้นปี โดยเฉพาะช่วงตรุษจีน หลายคนรีบเช็กทันทีว่า ปีนี้ตัวเองชงหรือไม่ และควรไปแก้ชงที่ไหน แต่ในมุมของโหราศาสตร์จีนแบบดั้งเดิม ความหมายของคำว่าชงอาจไม่ได้กว้างอย่างที่เข้าใจกัน
จริงๆ แล้วปีชงคืออะไร และในแต่ละปีมีกี่นักษัตรที่ชงกันแน่
แซมเล่าว่า จริงๆ แล้ว ‘ชง’ แบบเต็มรูปแบบมีเพียง 1 นักษัตรต่อปี คือคู่ที่อยู่ตรงข้ามกันโดยตรงในวงล้อ 12 นักษัตร ซึ่งพลังงานจะปะทะกันชัดเจน เช่น ปีมะเมียจะชงกับปีชวด ส่วนนักษัตรอื่นๆ ที่คนมักพูดว่าชงร่วมด้วยนั้น ส่วนใหญ่เป็นปฏิกิริยาอื่น เช่น เฮ้งหรือผั่ว ซึ่งเป็นความสัมพันธ์อีกแบบหนึ่ง แต่ไม่ได้รุนแรงเท่าชงตรงๆ
อีกเรื่องที่หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ วันเปลี่ยนปีนักษัตร ไม่ได้ตรงกับวันตรุษจีนเสมอไป ตามหลักโหราศาสตร์จีน การเปลี่ยนพลังงานปีใหม่จะอิงระบบสุริยคติ โดยปีนี้ตรงกับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนฤดูกาลสำคัญ และฤดูกาลแรก เรียกว่า หลิบชุน (立春) ดังนั้นพลังงานของปีใหม่จะเริ่มเปลี่ยนจริงๆ หลังวันนั้น
สีเสื้อมงคล
อีกหนึ่งสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุดในปฏิทินจีนคือ ‘ตารางสีมงคลประจำวัน’ หลายคนเลือกเสื้อผ้าตามสีที่เชื่อว่าจะเสริมดวง แต่เบื้องหลังเรื่องสีในโหราศาสตร์จีน แท้จริงแล้วมีระบบคิดที่ลึกกว่าการจับคู่สีรายวันทั่วไป
คนไทยนิยมดูตารางสีมงคลมาก ในปฏิทินจีนมีเรื่องสีอยู่ด้วยไหม และต่างจากตารางสีทั่วไปอย่างไร
“มี แต่ที่มาจะลึกกว่าตารางสีรวมๆ ที่แชร์กันทั่วไป เพราะสีในโหราศาสตร์จีนอิงจากหลัก 5 ธาตุ ได้แก่ ไม้ ไฟ ดิน ทอง และน้ำ
“ธาตุไม้จะสัมพันธ์กับสีเขียว ธาตุไฟคือสีแดง ธาตุดินคือโทนน้ำตาลหรือเหลือง ธาตุทองคือขาว เงิน หรือทอง และธาตุน้ำคือสีน้ำเงินหรือดำ ทุกสีไม่ได้ดีหรือไม่ดีโดยตัวมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของธาตุในวันนั้นและในดวงของแต่ละคน”
หัวใจสำคัญของจีนคือ ความสมดุล หรือแนวคิดแบบหยิน-หยาง เราไม่ได้ใช้สีเดียวกันทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะพลังงานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และพลังงานในแต่ละวันก็ไม่เหมือนกันด้วย
ในแอปฯ ของ Num Eiang จึงออกแบบให้สีมงคลถูกคำนวณแบบเฉพาะบุคคล โดยดูจากดวงชะตาว่าคุณขาดธาตุอะไร หรือมีธาตุไหนมากเกินไป แล้วจึงแนะนำสีที่จะช่วยเติมเต็มหรือปรับพลังงานในวันนั้นให้สมดุลสำหรับคุณโดยเฉพาะ ดังนั้นสีมงคลในมุมโหราศาสตร์จีนจึงไม่ใช่แค่ ‘ใส่สีนี้แล้วโชคดี’ แต่คือการปรับสมดุลพลังงานให้เหมาะกับตัวเราในจังหวะเวลานั้นมากกว่า
นอกจากเรื่องฤกษ์ยามและปีชง อีกความเข้าใจหนึ่งที่มักถูกพูดถึงเสมอคือ คำถามว่า โหราศาสตร์จีนกำหนดชีวิตเราทั้งหมดจริงหรือไม่

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดเรื่องอะไรเกี่ยวกับโหราศาสตร์จีน
หลายคนมองว่าดวงคือ โชคชะตา 100% เหมือนถูกกำหนดไว้แล้วทำอะไรไม่ได้ แต่ในหลักความเชื่อจีนจริงๆ ชีวิตประกอบด้วย 3 ส่วนที่ใกล้เคียงกันคือ เทียน ตี้ และเหริน
เทียน (ฟ้าลิขิต) คือสิ่งที่เราเปลี่ยนไม่ได้ เช่น เกิดที่ไหน พ่อแม่เป็นใคร ตรงนี้ใช้ศาสตร์อย่างโป๊ยยี่เพื่อดูศักยภาพหรือความถนัดของเรา, ตี้ (ดิน/ สิ่งแวดล้อม) คือบ้าน ที่ทำงาน สังคม หรือสถานการณ์รอบตัว ซึ่งสามารถปรับพลังงานได้บางส่วน เช่น ผ่านศาสตร์ฮวงจุ้ย และที่สำคัญที่สุดคือ เหริน (มนุษย์/ ตัวเรา) คือสติและการกระทำของเราเอง เป็นส่วนเดียวที่เราควบคุมได้เต็มที่
ดังนั้นต่อให้ฟ้าลิขิตมาแบบไหน หรือสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร หากเรามีสติและลงมือทำ ชีวิตก็ยังออกแบบได้ในแบบของเรา โหราศาสตร์จีนจึงไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่เป็นเครื่องมือให้เรารู้จักตัวเอง และเลือกจังหวะชีวิตได้ดีขึ้น
เมื่อพูดถึงโหราศาสตร์จีน คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ ‘แม่นไหม’ แต่คือ ‘จะเริ่มต้นอย่างไร’ โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยแตะศาสตร์นี้มาก่อน
สำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยเข้าใจศาสตร์นี้เลย ควรเริ่มศึกษาจากตรงไหนก่อน
จุดเริ่มต้นง่ายที่สุดคือท่องจำลำดับ 12 นักษัตรให้คล่องครับ เพราะนี่คือหัวใจของการอ่านปฏิทินจีน เมื่อเข้าใจวงจรนักษัตรแล้ว จะต่อยอดเรื่องอื่นได้ง่ายขึ้น จากนั้นลองสังเกตข้อมูลที่ถูกย่อยไว้แล้วในปฏิทิน เช่น ยามมงคลของวัน ทิศมงคล หรือสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ซึ่งทั้งหมดผ่านการคำนวณตำแหน่งดวงดาวมาแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจสูตรทั้งหมดตั้งแต่แรก แค่เริ่มใช้ให้เป็นก่อน

ทำไมปฏิทินจีนถึงดูเหมือนกำลังจะเลือนหายจากคนรุ่นปัจจุบัน
เดิมทีศาสตร์นี้เป็นองค์ความรู้ระดับราชสำนัก ก่อนจะแพร่หลายสู่ประชาชนและเกษตรกร รุ่นอากงอาม่าที่อ่านภาษาจีนออกจึงเข้าใจได้ทันที แต่พอมาถึงรุ่นพ่อแม่หรือรุ่นลูกที่อ่านจีนไม่ได้ ข้อมูลทั้งหมดเลยดูเหมือนปิดกั้นและเข้าถึงยาก ทั้งที่จริงๆ แล้วมันคือเครื่องมือจัดการชีวิตที่มีประโยชน์มาก
เมื่ออากงอาม่าไม่อยู่แล้ว และรุ่นพ่อแม่ก็อ่านจีนไม่ได้ ความรู้เหล่านี้จะหายไปไหม
วันนี้ภาษาเป็นกำแพงที่สูงมาก ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงข้อมูลได้ยาก แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเข้าใจว่า ข้อมูลเหล่านี้ผ่านการเก็บสถิติและพัฒนามาหลายพันปี การส่งต่อในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่สอนให้อ่านจีนได้ แต่คือการถอดรหัสให้เข้าใจง่ายขึ้น ทำให้ภูมิปัญญาเก่าไม่ขาดช่วง และยังใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่
ในยุคที่การตัดสินใจต้องเร็วและแม่นยำ หลายคนจึงตั้งคำถามว่า โหราศาสตร์จีนยังมีบทบาทอย่างไรในชีวิตประจำวัน เป็นเหมือน ‘เข็มทิศชีวิต’ หรือแค่ข้อมูลประกอบเพื่อความมั่นใจ
“เป็นได้ทั้ง 2 อย่าง ถ้ามองเชิงลึก มันคือเข็มทิศที่บอกจังหวะชีวิตว่าช่วงไหนควรลุยหรือควรถอย แต่ในเชิงปฏิบัติ มันคือไกด์ไลน์ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ ข้อมูลทั้งหมดเกิดจากการคำนวณพลังงานของวันนั้นๆ สรุปคือไม่ได้มีไว้ให้นั่งรอโชคชะตา แต่ช่วยให้เราตัดสินใจได้มั่นใจขึ้นบนจังหวะที่เหมาะสม”

หลายคนมองว่าโหราศาสตร์ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ คุณมองอย่างไร
“จริงๆ แล้วโหราศาสตร์จีนคือ Data เป็นการสะสมสถิติและตัวแปรมาหลายพันปีแล้วนำมาคำนวณ คล้ายหลักการของ AI ที่ประมวลผลจากข้อมูลจำนวนมาก เพียงแต่ใช้หลักดาราศาสตร์และธาตุแทนอัลกอริทึมคอมพิวเตอร์” แซมกล่าว
แล้วมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้กับศาสตร์นี้อย่างไร
“เรากำลังพัฒนา AI ของตัวเอง เพื่อนำหลักคำนวณโหราศาสตร์จีนมาผสานกับเทคโนโลยี ทำให้การวิเคราะห์ดวงและพลังงานเป็นเรื่องที่ง่ายและแม่นยำขึ้น”
จากปฏิทินจีนสู่แอปฯ ที่มีผู้ใช้งาน 5 แสนคน
แซมเล่าว่า จุดเริ่มต้นของแอปฯ Num Eiang เกิดขึ้นจากการเห็นว่า คนรุ่นใหม่แทบไม่ใช้ปฏิทินแบบกระดาษแล้ว และปฏิทินจีนที่เป็นภาษาจีนก็เข้าถึงยาก เลยไปศึกษาโหราศาสตร์อย่างจริงจัง พอเข้าใจว่ามันคือระบบข้อมูลและสถิติ ก็คิดว่าควรทำเป็นแอปฯ เพื่อทลายกำแพงภาษาและทำให้ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน
ใช้เวลาเตรียมการกว่า 2 ปี เพื่อสร้างชุดข้อมูลและระบบคำนวณให้ถูกต้องตามหลักโหราศาสตร์จริงๆ เพราะความแม่นยำคือหัวใจของแอปฯ ยิ่งแม่น การแนะนำพลังงานรายวันก็ยิ่งตรงกับแต่ละคน
“เราศึกษาตลาดว่าคนไทยสนใจอะไร เช่น สีมงคล วันดีวันร้าย แล้วนำมาปรับให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ แต่ยังคงหลักการดั้งเดิมไว้ และพยายามทำให้คนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่เข้าใจโหราศาสตร์ไปพร้อมกันได้”

สำหรับการออกแบบแอปฯ “เราออกแบบเป็น Personalized Calendar ไม่ได้บอกแค่ว่าวันไหนดีทั่วไป แต่บอกว่าวันนั้นดีสำหรับคุณแค่ไหน ใช้ไอคอนแทนตัวอักษรจีนที่ซับซ้อน มีสีมงคล ทิศมงคล เวลามงคล กิจกรรมที่ควรและไม่ควรทำ”
ถ้าวันพลังงานดีก็เลือกเริ่มต้นสิ่งสำคัญ เช่น เปิดร้าน ทำธุรกิจ หรือเจรจาเรื่องใหญ่ สีมงคลไม่ได้มาจากตารางรวม แต่คำนวณจากดวงส่วนตัวผสานกับพลังงานของวันนั้น เพื่อหาความสมดุลกับธรรมชาติ
AI จะทำหน้าที่เหมือนซินแสส่วนตัวในรูปแบบแชตบอต ให้คำแนะนำตามพื้นดวง และเข้าใจบริบทวัฒนธรรมของคนไทย แต่เรื่องสำคัญมากๆ เช่น ฤกษ์แต่งงานหรือขึ้นบ้านใหม่ เรายังใช้ซินแสคำนวณ เพราะมีความซับซ้อนสูงและต้องการความแม่นยำที่สุด
สิ่งที่พิเศษที่สุดสำหรับผู้ใช้งานกว่า 5 แสนคนในวันนี้ คือการนำข้อมูลดวงชะตามาพล็อตออกมาเป็นกราฟธาตุที่มีรูปทรงเฉพาะตัว แต่ละคนจะได้เห็นโครงสร้างพลังงานของตัวเองอย่างชัดเจน เปรียบเหมือน DNA ของชีวิต ธาตุที่มีเปอร์เซ็นต์สูงคือจุดแข็งหรือพรสวรรค์ ส่วนธาตุที่มีน้อยคือจุดที่ควรเสริมหรือระมัดระวัง เพื่อสร้างความสมดุลให้กับชีวิตในระยะยาว

เป้าหมายของเครื่องมือทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อทำนายอนาคตอย่างเดียว แต่เพื่อให้แต่ละคนเข้าใจตัวเองมากขึ้น รู้ว่าควรโฟกัสตรงไหน พัฒนาอะไร และใช้ข้อมูลเป็นตัวช่วยประกอบการตัดสินใจในแต่ละช่วงเวลา
ท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้มีข้อมูลที่แม่นยำหรือเครื่องมือที่ดีเพียงใด ก็เป็นเพียงเข็มทิศและตัวช่วยสร้างความมั่นใจ ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการลงมือทำของเราเองเสมอ
Tags: ธุรกิจ, ปฏิทิน, ทายาทธุรกิจ, Behind the Brand, Num Eiang, น่ำเอี๊ยง, โหราศาสตร์จีน, วัฒนธรรมจีน




