1.   กลายเป็นเหตุไม่คาดคิด เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีอีก 14 คน ต้องระงับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซเนก้า (AstraZeneca) และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดอย่างรีบเร่ง ด้วยสาเหตุจาก 6 ประเทศในยุโรป ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ลิทัวเนีย เอสโตเนีย ลักเซมเบิร์ก และลัตเวีย หยุดใช้วัคซีนยี่ห้อนี้ชั่วคราว เพราะมีผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วเกิดอาการแข็งตัวของหลอดเลือดดำ จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ทำให้วัคซีนของแอสตร้าเซเนก้าล็อตนี้ ที่สั่งมา 1.17 แสนโดส ต้องคงค้างอยู่ที่โกดังเช่นเดียวกัน ไม่สามารถแจกจ่ายให้กับทีมแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้าตามไปด้วย
  1.   อันที่จริง วัคซีนของแอสตร้าเซเนก้าล็อตดังกล่าวนั้น มาถึงไทยแบบ ‘ลึกลับ’ แรกเริ่มทีเดียว อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า จะมีวัคซีนมาถึงไทยเพียงเจ้าเดียว คือวัคซีนของ ‘ซิโนแวค’ (Sinovac) ที่ไทยสั่งแบบฉุกเฉิน 2 แสนโดส แต่อยู่ดีๆ ก่อนที่ซิโนแวคจะมาถึงเพียงไม่กี่วัน ก็มีรายงานว่า ‘แอสตร้าเซเนก้า’ จะเข้ามาด้วย โดยบริษัทผู้ผลิต ไม่ต้องการให้เปิดเผยว่านำเข้ามาจากประเทศใด เพราะไม่ต้องการไปข้องเกี่ยวกับเรื่องการเมือง กระทั่งสืบทราบทีหลังว่ามาจากเกาหลีใต้ และนายกฯ จะฉีดวัคซีนยี่ห้อนี้ทันที เพราะหมอเตือนไว้ว่า พลเอกประยุทธ์ ซึ่งวันนี้ อายุ 67 ปี ไม่เหมาะที่จะฉีดวัคซีนของซิโนแวค ทำให้เหลือ แอสตร้าเซเนก้า เป็นทางเลือกเดียว สำหรับนายกฯ
  1.   แต่จนแล้วจนรอด นายกฯ ก็ยังไม่สามารถฉีดได้อีก เพราะวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า ล็อตเกาหลีใต้นั้น ยังไม่ได้ผ่านการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพราะตัวที่ อย. ขึ้นทะเบียนก่อนหน้านี้ เป็นล็อตที่ผลิตจากยุโรป ไม่ได้ผลิตจากเกาหลี ทำให้วัคซีนที่ควรจะฉีดให้นายกฯ ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถูกเลื่อนออกไปอีก 3 สัปดาห์ เพื่อให้ อย. ตรวจสอบ กระทั่ง เมื่อได้เวลาที่เหมาะสม นายกฯ พร้อมฉีด ในวันที่ 12 มีนาคม 2564ก็ดันเจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอีกรอบ จากเรื่อง ‘ผลข้างเคียง’ ในยุโรปอีก
  1.   แม้ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะยืนยันว่าการเลื่อน ไม่ได้หมายความว่าวัคซีนมีปัญหา และการชะลอไปก่อน จะไม่มีผลกระทบใดๆ กับประเทศไทย เพราะสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ขณะนี้ เริ่ม ‘เข้าที่’ ด้วยตัวเลขผู้ป่วยใหม่ที่ค่อนข้างน้อยในแต่ละวัน และตัวเลขผู้ป่วยสะสมที่เหลือเพียงไม่กี่คน แต่คำถามที่ตามมาก็ยังมีอีกหลายข้อ เริ่มจากการเลือกใช้วัคซีนตัวเดียว คือแอสตร้าเซเนก้า ซึ่งหลังจาก 1.17 แสนโดสแรก และ 2 แสนโดส ของซิโนแวคแล้ว ณ ขณะนี้ ไทยจะมีวัคซีนตัวเดียว สำหรับประชากรทั้งประเทศ นั่นคือวัคซีนยี่ห้อนี้ ยี่ห้อที่กำลังมีปัญหาในยุโรป ซึ่งจะมีการว่าจ้างให้ผลิตในไทยเอง ผ่านบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ที่ ‘ไทม์ไลน์’ เบื้องต้น ระบุว่าจะเริ่มผลิต และแจกจ่ายได้ในเดือนพฤษภาคม รวมถึงจะครอบคลุมคนไทยทั่วประเทศในปีหน้า
  1.   ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อนุทิน ตอบโต้ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน ในการ ‘แทงม้าตัวเดียว’ ด้วยการเลือกวัคซีนยี่ห้อนี้ยี่ห้อเดียวว่า การมีโรงงานผลิตเองภายในประเทศ ถือเป็นเรื่องดี เพราะไม่ต้อง ‘แย่งชิง’ กับประเทศอื่น ซ้ำยังให้ความมั่นใจกับวัคซีนของแอสตร้าเซเนก้ามากจนปฏิเสธที่จะเข้าร่วมโครงการ COVAX ขององค์การอนามัยโลก ขณะเดียวกัน ก็แทบจะไม่เหลือช่องว่างให้จัดซื้อวัคซีนยี่ห้ออื่น ซึ่งขณะนี้ มีด้วยกันหลายยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็นของไฟเซอร์, โนวาแวกซ์, ซิโนฟาร์ม, สปุตนิก V หรือ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ที่ฉีดเข็มเดียว เมื่อ แอสตร้าเซเนก้ามีปัญหา ไทยจึง ‘ลอยเคว้ง’ ไม่สามารถสลับไปใช้วัคซีนอื่น เหมือนกับประเทศที่ ‘แทงม้าหลายตัว’ มีวัคซีนหลายยี่ห้อได้
  1.   นอกจากนี้ ความเชื่อที่ว่าไทยยังไม่ ‘เร่งรีบ’ ในการฉีดวัคซีน เพราะไม่ได้มีสถานการณ์ร้ายแรง ก็น่าจะเป็นความเชื่อที่ผิดเช่นกัน หากถามบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าทุกวันนี้ ล้วน ‘ร้องขอ’ ที่จะฉีดวัคซีนอย่างเร่งด่วน เพราะต้องไม่ลืมว่ายังคงมีความเสี่ยง ทั้งจากผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้แสดงอาการ ทั้งจากคลัสเตอร์ที่อาจเกิดขึ้นใหม่ได้อย่างไม่มีที่มาที่ไป และที่สำคัญคือจากแรงงานพม่า ที่จะอพยพเข้ามาเรื่อยๆ จากระบบสาธารณสุขที่กำลัง ‘ล่มสลาย’ ปัจจุบัน 
  1.   สิ่งที่ทีมแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุข อาจยังไม่รู้ก็คือ เมียนมา ในขณะนี้ ไม่สามารถตรวจหาเชื้อโควิด-19 ได้ และไม่สามารถรักษาคนไข้ได้อีกแล้ว จากสถานการณ์ความวุ่นวายจากการต่อต้านการรัฐประหาร เพราะฉะนั้น ตัวเลขผู้ป่วยที่ขณะนี้ หยุดนิ่งอยู่ที่ 1.4 แสนคน จึงเป็นแค่ ‘ภาพลวงตา’ เท่านั้น และปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่า ด้วยสถานการณ์ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในขณะนี้ อาจมีการอพยพครั้งใหญ่ผ่านช่องทางธรรมชาติ เข้ามาในเมืองอย่างแม่สอด จังหวัดตาก หรือสมุทรสาคร ที่ทำให้ประเทศไทย มีความเสี่ยงที่จะเจอกับการระบาดระลอกใหม่ เพราะฉะนั้น วัคซีน จึงจำเป็นอย่างมากในการเตรียมความพร้อม หากเกิดเหตุไม่คาดฝันหลังจากนี้
  1.   ที่สำคัญก็คือ ภาคการท่องเที่ยวนั้น ‘อ้อนวอน’ ไปยังรัฐบาลหลายรอบ ให้ ‘เปิดประเทศ’ ให้เร็วที่สุด เพื่อนำนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมา รวมถึงขอให้ลดเวลากักตัวเหลือ 7 วัน สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนแล้ว แต่คำถามสำคัญก็คือ นักท่องเที่ยวต่างชาติ จะเชื่อมั่นในประเทศไทยได้อย่างไร หากคนไทยยังได้รับวัคซีนแค่ 1-2 แสนโดส จากประชากร 65 ล้านคน.. เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา ที่จะมีวัคซีนครบจำนวนประชากรทุกคน ในเดือนพฤษภาคมนี้ เมื่อเทียบกับอังกฤษ ที่วันนี้ฉีดไปแล้ว กว่า 34% และน่าจะครบทุกคน ในไตรมาส 3 ของปีนี้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นไปได้สูง ที่นักท่องเที่ยว จะเลือกเดินทางไปประเทศอื่นก่อนอยู่ดี และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว อาจต้องรอไปถึงปี 2565 เพื่อรอให้คนไทย ได้รับวัคซีนจนครบทุกคน
  1.   การเลื่อนฉีดวัคซีน การเลือกวัคซีนยี่ห้อเดียว และการไม่ยอม ‘ยืดหยุ่น’ ในยุทธศาสตร์การจัดการวัคซีน จึงอาจทำให้ไทย อยู่ภายใต้ ‘ความเสี่ยง’ กับการระบาดรอบใหม่โดยไม่จำเป็น และอาจทำให้ผลกระทบของโควิด-19 อยู่ในประเทศนี้ ยาวนานกว่าที่คิด

และเมื่อรู้ตัวอีกทีว่าจะต้องปรับตัว ก็อาจไม่ทันเวลาเสียแล้ว

Tags: ,