2 ปีหลังการเลือก สว. 2567 หลักฐานเรื่องขบวนการ ‘ฮั้ว’ ไม่ได้เบาบางลง มีแต่หนาขึ้น ทว่ากลไกที่มีหน้าที่ตรวจสอบกลับเดินช้าลงเรื่อยๆ คำถามถูกบิดจาก ‘เกิดอะไรขึ้นในวันนั้น’ กลายเป็น ประเทศนี้จะ ‘ช่วย’ กันอย่างนี้จริงหรือ

หลังการเลือก สว. ข้อมูลที่ผมได้ยินมาคือ ระดับประเทศผ่านไปไม่นาน มี สส.รายใหญ่ ของพรรคการเมืองหนึ่งเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า พรรคของเขา แบ็กอัปของเขา ใช้วิธีเดียวกันกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คณะก้าวหน้า ที่รณรงค์ให้คนมาสมัคร สว. ให้ผู้ที่เข้ารอบได้ทำความรู้จักกัน เพียงแต่ ‘เติมเงิน’ เข้าไปเท่านั้น…

ย้อนกลับไปยังเช้าวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้สมัคร สว.จำนวนมากเดินเข้าห้องเลือกระดับประเทศในเสื้อสีเหลืองเหมือนกัน นั่งรถตู้ รถบัสมาด้วยกัน

ไม่มีระเบียบข้อไหนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดสีเสื้อ ไม่มีเหตุผลทางพิธีการใดรองรับ แต่คนจำนวนมากใส่เสื้อสีเดียวกัน และผลการนับคะแนนในวันนั้นออกมาในทิศทางที่ทำให้สังคมตั้งคำถามทันที

2 ปีผ่านไป เสื้อตัวนั้นกลับมาอีกครั้งในฐานะพยานหลักฐานบนเวที ‘ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค 2)’ ที่ฝ่ายค้านจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 พยาน 4 ปากที่เคยเป็นผู้สมัคร สว.ขึ้นเล่าเรื่องเดียวกันจากคนละจังหวัด พันตำรวจเอก สมยศ สีหาบัว ผู้สมัคร สว.ภูเก็ต ระบุว่ามีคนของพรรคภูมิใจไทยประสานออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ นัดรวมตัวที่ห้างกลางกรุง พักโรงแรมย่านสาทร พาไปล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนไปรวมตัวกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี เพื่อทำโพยสำหรับรอบแรกและรอบไขว้ มีการนัดแนะให้ใส่เสื้อสีเหลือง และก่อนวันเลือกระดับประเทศเขาได้รับซองเงิน 1 หมื่นบาท จากผู้ประสานงาน

ทรงยศ เหมหงษ์ ผู้สมัคร สว.ภูเก็ตอีกราย เล่ารายละเอียดตรงกันในเรื่องการนัดรวมตัวที่ปทุมธานี โดยระบุว่า มีผู้เก็บโทรศัพท์มือถือก่อนเข้าห้องประชุม แล้วให้ทำตารางโพยลงในใบแนะนำตัว สว.3 ก่อนที่ผู้จัดจะเก็บใบดังกล่าวไว้ ด้าน สมนึก สุชัยธนาวรรณวิชัย ผู้สมัครจากสุโขทัย เพิ่มรายละเอียดอีกชั้นว่า ในกระบวนการเตรียมโพย มีการให้ผู้สมัครเซ็นเอกสารลาออกไว้ล่วงหน้า เป็นการออกแบบให้ตำแหน่ง สว.ถูกควบคุมได้ แม้เข้าวุฒิสภาไปแล้ว 

ทั้งหมดนี้เป็นคำให้การของพยาน ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรับรอง และผู้ถูกพาดพิงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ประเด็นสำคัญคือ รูปแบบของเรื่องเล่าจากคนละจังหวัด คนละกลุ่มอาชีพ กลับซ้อนทับกันเป็นแบบแผนเดียวกัน และแบบแผนนั้นไม่ใช่ ‘การรณรงค์’ หากคือการจัดการเชิงระบบที่มีต้นทุน มีการเงิน และมีคนคุมสาย

กลับมาที่ความผิดปกติของ สว.ในสายตาคนทั่วไปอีกครั้ง มีตัวเลขชุดหนึ่งที่ปรากฏชัดตั้งแต่วันแรก

จาก สว.200 คน จังหวัดที่ได้ สว.มากที่สุดคือบุรีรัมย์ 14 คน ตามด้วยกรุงเทพฯ 9 คน สุรินทร์และพระนครศรีอยุธยาจังหวัดละ 7 คน อ่างทอง สตูล และสงขลา จังหวัดละ 6 คน ขณะที่มีถึง 9 จังหวัดที่ไม่มีผู้ได้รับเลือกเป็น สว.แม้แต่คนเดียว

หากคิดเป็นสัดส่วน สว.ต่อประชากร ข้อมูลที่ iLaw รวบรวมไว้ ชี้ว่าอ่างทองมีสัดส่วนสูงที่สุด ตามด้วยสมุทรสงคราม สตูล อุทัยธานี สิงห์บุรี อำนาจเจริญ โดยจังหวัดอ่างทองเป็นจังหวัดขนาดเล็ก มีจำนวนอำเภอไม่มาก ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ ‘จัดคน’ ได้ง่ายกว่าจังหวัดใหญ่ และหลายจังหวัดในกลุ่มนี้ คือพื้นที่ที่พรรคภูมิใจไทยครอง สส.เกินครึ่งหรือทั้งจังหวัด 

ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกว่า ‘ผลลัพธ์’ ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญของระบบเลือกกันเองที่ออกแบบมาให้คาดเดาไม่ได้

ข่าวลืออีกข่าวก็คือ มีคนไปบอก ‘ผู้มีอำนาจ’ ว่า สว.ที่จัดตั้งได้เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพราะถ้าไม่จัดตั้ง สว.สีส้มจะเข้ามาเต็มวุฒิสภา และหากสภาสูงเป็นสีส้ม ก็อาจเป็นอันตรายกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ฉะนั้นการเลือก สว.แบบนี้จึง ‘เป็นคุณ’ กับผู้มีอำนาจ แม้ว่าระบบที่ออกแบบมาจะ ‘โกง’ กันเพียงใด

สิ่งที่ควรทำให้คนตกใจกว่าหลักฐาน คือเส้นเวลาของการตรวจสอบ เดือนกรกฎาคม 2568 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กกต.กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สรุปผลสอบและมีมติเสนอให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย

เดือนมีนาคม 2569 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 กลับมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาต่อคนทั้ง 229 รายนั้น ‘ไม่มีมูลความผิด’ โดยเสียงข้างน้อยเห็นว่าควรชี้มูล สว.ชุดปัจจุบัน 134 คน

องค์กรเดียวกัน สำนวนเดียวกัน พยานหลักฐานชุดเดียวกัน แต่ได้ข้อสรุปตรงข้ามกันคนละขั้ว ภายในระยะเวลาห่างกัน 8 เดือน

ระหว่างนั้นยังมีกลุ่ม สว.สำรองไปยื่นศาลปกครองเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ขอให้ระงับไม่ให้ กกต.นำผลสอบของคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวไปพิจารณา โดยอ้างว่าการตั้งคณะอนุกรรมการไม่ชอบด้วยกฎหมายและเกินกรอบเวลา เป็นการใช้กลไกกฎหมายเพื่อทำให้สำนวนเคลื่อนไม่ได้

ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ระบุว่า กกต.ชุดใหญ่คาดว่าจะสรุปได้ว่าจะส่งฟ้องศาลหรือไม่ภายในเดือนสิงหาคม 2569 ขณะที่ DSI ยืนยันมาโดยตลอดว่า คดีอาญาฐานอั้งยี่และฟอกเงินยังเดินหน้าตามพยานหลักฐาน ไม่ผูกกับมติของ กกต.

เวลาผ่านไปนาน 2 ปีเต็ม ยังไม่มีใครถูกส่งฟ้องแม้แต่คนเดียว และคำตอบว่าจะฟ้องหรือไม่ ก็ยังเป็นแค่ ‘ภายในเดือนหน้า’ อีกครั้ง

ไม่จำเป็นต้องกล่าวหาว่าใครสั่งใคร เพราะผลลัพธ์เชิงประจักษ์พูดแทนตัวเองอยู่แล้ว ระบบตรวจสอบที่ใช้เวลา 2 ปีแล้วยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะตัดสินใจหรือไม่ คือระบบที่ทำงานไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือด้วยการออกแบบ

คำถามต่อมาคือ เมื่อคนที่มีหน้าที่ไม่ทำหน้าที่ แล้วใครทำแทน ในภาวะสุญญากาศเช่นนี้ การเคลื่อนไหวของ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ แห่ง iLaw และพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน จึงมีน้ำหนักเกินกว่าที่ตัวเนื้อหาจะบอก

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ยิ่งชีพยื่นเอกสารพยานหลักฐานให้พริษฐ์ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ขอให้ใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบบุคคลฝ่ายรัฐบาล 9 ราย โดยยิ่งชีพระบุเองว่า ข้อมูลชุดนี้ไม่ใช่ของใหม่ แต่คือการรวบรวมคำให้การพยาน และข้อมูลที่เคยปรากฏต่อสาธารณะมาเรียงให้เห็นเป็นภาพเดียว

ปฏิกิริยาจากพรรคภูมิใจไทยตามมาอย่างรวดเร็ว วันรุ่งขึ้น ศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงว่าจะดำเนินคดีหมิ่นประมาท จากนั้น สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าแจ้งความ ส่วน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันเดินหน้าฟ้องและจะไม่ยอมความ พร้อมปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดี

ยิ่งชีพตอบกลับเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ด้วยข้อเสนอ 4 ข้อที่น่าสนใจกว่า

 1. ขอให้ผู้เสียหายฟ้องเองผ่านทนายความ ไม่ใช้ตำรวจหรือกลไกรัฐดำเนินคดีแทน เพราะหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนตัว 

 2. ขอให้รวมเป็นคดีเดียวหากผู้เสียหายหลายรายมาจากการกระทำเดียวกัน

 3. ขอให้ฟ้องที่ศาลอาญาในกรุงเทพฯ ไม่ใช่กระจายไปยังต่างจังหวัด 

 4. ขอให้ผู้เสียหายมาเบิกความด้วยตนเอง เพื่อให้ฝ่ายจำเลยซักถามได้เต็มที่

เขาย้ำด้วยว่า ไม่ต้องการใช้คดีหมิ่นประมาทเป็นเวทีพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพราะเห็นว่าไม่ใช่มาตรฐานการใช้กฎหมายที่เหมาะสมและไม่สง่างามต่อผู้ใช้อำนาจรัฐ 

คนที่ถูกกล่าวหาว่าไร้หลักฐาน กลับเป็นฝ่ายเรียกร้องให้ขึ้นศาลอย่างเปิดเผย ให้ผู้เสียหายมาเบิกความเอง ให้ซักค้านได้เต็มที่ ขณะที่ฝ่ายที่ประกาศว่าจะฟ้อง เลือกเดินผ่านการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นการดึงกลไกรัฐเข้ามาแบกภาระคดีส่วนตัว สิ่งเดียวกับที่ยิ่งชีพขอไว้ว่าอย่าทำ

ถ้าข้อกล่าวหาไร้มูลจริง การขึ้นเบิกความเองย่อมเป็นทางที่ได้เปรียบที่สุด และการหลีกเลี่ยงเวทีนั้นย่อมเป็นสัญญาณในตัวมันเอง

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลสร้างข้อโต้แย้งขึ้นมาใหม่ ระบุว่าธนาธร คณะก้าวหน้า และ iLaw เอง ก็รณรงค์ส่งคนลงสมัคร สว. จัดกิจกรรม ‘ตลาดนัด สว.’ ให้ผู้สมัครมาแนะนำตัว และมีการนัดพบผู้สมัครก่อนการเลือกระดับประเทศ ศุภชัยถึงกับตั้งคำถามว่า แบบนี้เรียกฮั้วได้หรือไม่ ส่วน วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า เมื่อธนาธรทำไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงอยากล้มทั้งกระดานหรือไม่

สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดก็คือ การรณรงค์ให้คนลงสมัคร การจัดเวทีเปิดให้ผู้สมัครแนะนำตัวต่อสาธารณะ การเชิญชวนให้รู้จักกันโดยเปิดเผย เป็นการทำงานทางการเมืองที่ตรวจสอบได้ ทุกคนเห็น สื่อเข้าถึง ใครก็เข้าร่วมได้

ขณะที่สิ่งที่พยานในคดีเล่า เป็นอีกด้านตรงกันข้าม มีการออกค่าเดินทางและที่พัก มีการเก็บโทรศัพท์ก่อนเข้าห้องประชุม มีการทำโพยลงในเอกสารราชการแล้วเก็บใบไว้กับผู้จัด มีซองเงิน มีการนัดแนะเครื่องแบบ และมีการให้เซ็นใบลาออกล่วงหน้า

ความต่างไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจัดตั้งหรือไม่จัดตั้ง แต่อยู่ที่ว่าการจัดตั้งนั้นเปิดเผยหรือไม่ มีเงินเป็นเงื่อนไขหรือไม่ และผลลัพธ์ผูกพันคนที่ถูกเลือกไว้ล่วงหน้าหรือเปล่า การชวนคนมาสมัครแล้วปล่อยให้เลือกเอง กับการซื้อตั๋วเครื่องบิน จ่ายซอง แจกโพย และเก็บใบลาออกไว้ในมือ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และคนที่ยก 2 อย่างนี้มาเทียบกันย่อมรู้ดีว่าไม่ใช่

ถ้าเรื่องนี้จบลงแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่เสียหายไม่ใช่แค่ความชอบธรรมของ สว. 200 คน เพราะวุฒิสภาชุดนี้มีอำนาจให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเกือบทั้งระบบ ตั้งแต่ กกต., ป.ป.ช., ศาลรัฐธรรมนูญ ไปจนถึง กสทช. และมีอำนาจในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นแปลว่า หากที่มาของ สว.มีปัญหา ปัญหานั้นจะไหลต่อไปยังทุกองค์กรที่ สว.ชุดนี้เป็นคนเลือก และไหลต่อไปอีกทอดหนึ่งสู่คดีความที่องค์กรเหล่านั้นจะเป็นคนชี้ขาดในอนาคต

ขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งคน เติมเงิน ทำโพย ฮั้ว และโกงครั้งใหญ่ที่สุด ก็จะกลายเป็นเพียงเรื่องที่ผ่านพ้นไปแบบเงียบๆ เท่ากับว่าเรื่องพวกนี้ทำได้ และเกิดขึ้นได้ กลายเป็นความปกติ เมื่อคุณเลือกถูกข้าง

ถ้าข้อสรุปคือไม่มีมูล คำถามจะไม่ใช่ว่า สว.ชุดนี้ชอบธรรมหรือไม่ แต่คือยังมีองค์กรใดในประเทศนี้ที่ประชาชนคาดหวังได้อีกบ้าง

และถ้าคำตอบคือไม่มี หน้าที่เดียวที่เหลือให้ประชาชนคนไทยทำ คงเป็นการจ่ายภาษีต่อไปเงียบๆ เพื่อเลี้ยงดูระบบที่ไม่มีวันตรวจสอบตัวเอง

Tags: , , , , , , ,