(1)
ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา ปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ที่ตกอยู่ในหน้าข่าวตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่วันที่น้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายน ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับน้ำท่วมกรุงเทพฯ กลายเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ของจังหวัด จนถึงวันที่น้ำสีรุ้ง ทำสารเคมีรั่วไหลไปกับน้ำท่วม มาจนถึงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ คุณชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี จัดงาน ‘ชวนกินปลา’ ที่อำเภอประจันตคาม ท่ามกลางความ ‘ไม่เชื่อมั่น’ จากคนทั่วสารทิศที่เห็นว่าการกินปลาเป็นเพียงพิธีกรรม แต่เรื่องใหญ่กว่านั้นคือคนยังไม่เชื่อมั่นว่า ‘ปลา’ ที่มาจากปราจีนบุรีนั้นปลอดภัย
ไม่กี่วันก่อน ผมขับรถไปยังปราจีนบุรีเพื่อให้เห็นพื้นที่ภัยพิบัติที่เสียหาย 100% และพยายามประเมินต่อว่า จังหวัดที่ผสมผสานทั้งการเป็นพื้นที่การเกษตร พื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม และการทำประมง จะไปอย่างไรต่อ เมื่อคนทั้งประเทศเห็นว่าเป็นจังหวัดที่ปนเปื้อนสารพิษ
เป็นเรื่องคล้ายกันกับสารพิษแม่น้ำกกที่ปนเปื้อนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และยังหาคำตอบ หาทางออกไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ เพียงแต่ปราจีนบุรีเป็นแผลสดใหม่ ที่หากวันนี้ไม่จัดการให้ดี เรื่องจะไปไกลกว่าเดิมมาก
(2)
ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน โรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมครบวงจรตั้งขึ้นที่ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นพื้นที่ ‘ขวางทางน้ำ’ และไม่น่ามีโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมตั้งอยู่ตรงนี้
แต่อย่างที่เรารู้กัน คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 ซึ่งยกเว้นผังเมืองให้กิจการโรงงานบางประเภท เปิดช่องให้เกิดเรื่องมหัศจรรย์พันลึกแบบนี้ขึ้น ชาวบ้านในพื้นที่โดยรอบได้แต่มองกองขยะที่สูงพะเนินเทินทึก มีกลิ่นเหม็นโชยเข้ามาในนาข้าว ท่ามกลางความสงสัยตลอดเวลาว่า โรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมมาตั้งตรงนี้ได้อย่างไร และปัญหานี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ การจัดการสารตกค้างมีตั้งแต่ก่อนน้ำท่วม เพียงแต่ไม่ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
แต่ประเทศนี้อภินิหารทางกฎหมายเกิดขึ้นตลอดเวลา เปิดได้อย่างไรไม่รู้ แต่โรงงานของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเมนท์ เทคโนโลยี่ จำกัด กลับถือทั้งใบอนุญาตโรงงานลำดับที่ 105 (คัดแยกและฝังกลบ) และ 106 (นำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วมาผลิตเชื้อเพลิง)
ถึงที่สุด เมื่อน้ำหลากก็มีปัญหาตามมา น้ำท่วมทำให้สารเคมีใดๆ ก็แล้วแต่ ในกองขยะนั้นท่วมใส่นาข้าวของชาวบ้าน แน่นอนว่าข้าวจำนวนไม่น้อยยืนต้นตาย ภาพคราบน้ำสีรุ้งเผยให้เห็นเป็นวงกว้าง แล้วยิ่งแย่ไปกว่านั้นอีก ภาพปลาตายเกลื่อนคลองลำผักชีและหลายจุดของแม่น้ำปราจีนบุรีปรากฏให้เห็น จนรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลนี้ต้องออกอาการขึงขัง
“จริงๆ ดูแล้ว เขาก็ไม่ได้สนใจคนที่นี่เท่าไร วันนั้นถ้าเราไม่ไปปิดถนน วราวุธ (วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม) ก็ไม่น่ามารับหนังสือเรา”
จนถึงวันนี้ แม้น้ำลด คราบสีรุ้งเป็นแผ่นฟิล์มเหนือนาข้าวยังปรากฏให้เห็นเป็นวงกว้าง ความกังวลยังสะท้อนต่อว่าอาชีพเกษตรกรรม นาข้าวเดิม ที่ทำกันมายาวนาน จะทำต่อไปได้หรือไม่
ขณะเดียวกัน ความกังวลยังส่งถึงชาวบ้านในพื้นที่ บางคนไม่กล้าใช้น้ำประปา ต้องซื้อน้ำขวด น้ำอาบไปก่อน เป็นความกังวล เพราะใช้น้ำประปาแล้วรู้สึกคัน มีผื่นขึ้น ส่วน ‘ผลตรวจ’ ยังต้องรอต่อไปอย่างไม่รู้จุดจบ
“ไม่รู้จะทำยังไงต่อ เงินเยียวยาก็ไม่ชัดเจน แล้วเราก็ไม่รู้ว่าพื้นที่นี้ดินจะปนเปื้อนสารอะไรเข้าไป จะปลูกอะไรได้ไหม แล้วเราจะทำอาชีพเดิมได้ไหม” เสียงจากชาวหัวหว้าระบายให้เราฟัง
วันที่ผมไปลงพื้นที่ โรงงานคัดแยกและฝังกลบ มรดกจาก คสช.ยังคงอยู่ในระหว่าง ‘ปิดปรับปรุงชั่วคราว’ ทว่ายังมีเสียงรถตักดินเล็ดรอดออกมา
ปริศนายังคงอยู่ เพราะเหตุใดโรงงานแห่งนี้จึงเปิดได้ ‘เสี่ยเชน’ ที่ว่ากันว่าเป็นเจ้าของโรงงาน ที่ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เอ่ยถึงว่าเป็นเจ้าของโรงงานนั้นคือใคร และจนถึงวันนี้ โรงงานจะรับผิดชอบกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างไร
เป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้
(3)
เรื่องใหญ่อีกเรื่องเกิดขึ้นที่อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ติดกับอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ชาวนาเพิ่งลงข้าวไปในพื้นที่หลายสิบไร่ ก่อนน้ำจะท่วมบ่าลงมาโดยไม่ทันตั้งตัว ไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า รอบนี้น้ำท่วมสูงเป็นประวัติการณ์ ที่ลงทุนไว้หายไปในพริบตา และจนถึงวันนี้น้ำก็ยังท่วมเรือกสวนไร่นาคาไว้ต่อไป เหลือเพียงถนนที่ยังใช้การได้
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เส้นทางระบายน้ำยังมีปัญหา จังหวัดตัดสินใจปล่อยน้ำสีรุ้งปนเปื้อนสารเคมีจากโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมลงมายังนาข้าวที่ดงน้อย หากประเมินด้วยตา ยังไม่พบความผิดปกติในน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ราชสาส์น กลไกของกรมควบคุมมลพิษยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ขณะนี้ ความวิตกกังวลเกิดขึ้นแล้วว่า หากพบสารเคมีปนเปื้อน หากพบสารตกค้าง พวกเขาที่ทำการเกษตรมาทั้งชีวิตจะอยู่กันอย่างไร และพวกเขาที่ทำประมงจะขายปลากันได้ไหม
ถึงวันนี้ ชาวประมงในลุ่มน้ำบางปะกงเริ่มประสบปัญหาปลาขายไม่ออก บ่อปลา บ่อกุ้ง สวนมะม่วงในตำบลดงน้อยเสียหายทั้งหมด แม้ยังไม่มีข่าวว่าจะได้รับเงินเยียวยาเท่าไร และเยียวยาอย่างไร แต่พวกเขารับน้ำปนเปื้อนสารเคมีจากศรีมหาโพธิแล้ว
“ก็คิดว่าจะขายที่ไปทำอย่างอื่น ไปอยู่ที่อื่นดีกว่า แต่ขายตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะขายได้เท่าไร”
พอรู้ว่ามีสื่อมวลชนลงพื้นที่ทำข่าว ทุกคนก็มารวมตัวกันโดยพร้อมเพรียง บอกเล่าความในใจไปพร้อมกับเสียงบริภาษรัฐบาลอย่างเจ็บแสบ
“เขาไม่รู้เรื่องอะไร แล้วเขาก็ไม่ได้สนใจอะไร ใครที่เป็นห่วงประชาชน โวยวายเสียงดังหน่อย ก็โดนย้ายเหมือนนายอำเภอบ้านสร้าง” ชาวบ้านดงน้อยบอกกับเรา
(4)
ถ้าไล่เรียงดูดีๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกับปราจีนบุรีและรอยต่อฉะเชิงเทราไม่ใช่วิกฤตเดียว แต่เป็นวิกฤตที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ
ชั้นแรกคือน้ำท่วม พอจะเรียกได้ว่าเป็นภัยธรรมชาติ แต่ก็เป็นภัยธรรมชาติที่ถูกทำให้หนักขึ้น เมื่อมีโรงงานไปตั้งขวางทางน้ำ ชั้นที่ 2 คือสารพิษที่ไหลออกมาจากโรงงานซึ่งไม่ควรมีอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก ชั้นที่ 3 คือการบริหารจัดการน้ำที่ตัดสินใจระบายน้ำปนเปื้อนไปยังพื้นที่อื่น โดยที่คนปลายน้ำไม่ทันรู้ตัว และชั้นสุดท้ายคือวิกฤตความเชื่อมั่น ปลาขายไม่ออก ที่ดินไม่รู้จะขายได้เท่าไร และผลตรวจที่ไม่รู้ว่าจะออกเมื่อไร
ที่น่าคิดคือ ในทุกชั้นของวิกฤต ชาวบ้านไม่เคยอยู่ในวงของการตัดสินใจเลยสักครั้ง
ตอนที่โรงงานได้รับอนุญาต ไม่มีใครถามพวกเขา ตอนที่จังหวัดตัดสินใจระบายน้ำลงมาที่ดงน้อย ไม่มีใครถามพวกเขา ตอนที่ประกาศว่าปลาปลอดภัย ชวนคนทั้งประเทศมากินปลา ก็ไม่มีใครถามพวกเขาเช่นกันว่าเชื่อหรือไม่ เครื่องมือเดียวที่เหลืออยู่ในมือ คือการปิดถนน เพื่อให้รัฐมนตรียอมลงมารับหนังสือ
ส่วนข้าราชการที่เลือกส่งเสียงแทนประชาชน ราคาที่ต้องจ่ายคือคำสั่งย้าย ส่วนประชาชนต้องอยู่ตรงนี้ต่อไป เพราะถึงอยากย้ายก็ไม่รู้จะย้ายไปไหนอยู่ดี
(5)
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล ว่ารองผู้ว่าฯ คนไหน หรือรัฐมนตรีคนไหน จะขึงขังมากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่โครงสร้างซึ่งอำนาจตัดสินใจเรื่องสำคัญของพื้นที่ ทั้งการอนุญาตตั้งโรงงาน การยกเว้นผังเมือง การบริหารน้ำ ไปจนถึงการประกาศว่าอะไรปลอดภัย ล้วนอยู่ในมือของคนที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อคนในพื้นที่โดยตรง ผู้ว่าฯ และนายอำเภอมาจากการแต่งตั้ง และถูกย้ายได้ทุกเมื่อ ขณะที่โรงงานซึ่งได้อานิสงส์จากคำสั่ง คสช.ยังคงตั้งอยู่ที่เดิม แม้จะอยู่ในสถานะ ‘ปิดปรับปรุงชั่วคราว’ ก็ตาม
คนที่ต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจไปอีกหลายสิบปี กลับเป็นคนที่ไม่มีสิทธิมีเสียงในการตัดสินใจเลย
และนี่ไม่ใช่เรื่องของปราจีนบุรีเพียงแห่งเดียว แม่น้ำกกที่เชียงรายก็เดินมาในเส้นทางคล้ายกัน หลายพื้นที่ในประเทศนี้ก็เช่นกัน ชาวบ้านถูกกดให้อยู่กับวิกฤต ขณะที่ภัยธรรมชาติมีแต่จะรุนแรงขึ้นและถี่ขึ้น น้ำที่ท่วมสูงเป็นประวัติการณ์ในปีนี้อาจไม่ใช่สถิติที่อยู่ได้นาน
สิ่งเดียวที่รัฐหยิบยื่นให้ คือ ‘สิทธิ’ ในการรอรับเงินเยียวยาที่ไม่มีใครบอกได้ว่าเท่าไร และจะมาถึงเมื่อไร
งานชวนกินปลาที่ประจันตคามจบลงไปแล้ว ภาพจากงานถูกแชร์ต่อกันไปทั่ว แต่คำถามที่ชาวหัวหว้าและชาวดงน้อยยังรอคำตอบ ไม่ใช่ว่าปลากินได้หรือไม่
แต่คือว่า ดินผืนนี้จะกลับมาปลูกข้าวได้อีกไหม ใครจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และถ้าน้ำมาอีกในปีหน้า พวกเขาจะมีสิทธิได้รู้ล่วงหน้าบ้างหรือไม่
หรือจะต้องรับเคราะห์ซ้ำ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนที่เป็นมา
Tags: ฉะเชิงเทรา, สิ่งแวดล้อม, น้ำท่วม, การจัดการน้ำ, ปราจีนบุรี, น้ำเสีย, รวมพลคนกินปลา, มลพิษ




