วันนี้ (6 พฤศจิกายน 2569) แกร็บ ประเทศไทย ผนึกพันธมิตรภาครัฐและเอกชน จัดเวทีเสวนาเชิงนโยบาย ‘GrabNEXT 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘The TASTE of THAI: เสริมสร้างเสน่ห์ไทย สู่มิติใหม่ที่ดีกว่า’ มุ่งนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลมาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมไทย สร้างโอกาสและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจใน 5 มิติ ผ่านกลยุทธ์ T.A.S.T.E. ครอบคลุมการท่องเที่ยว เทศกาลและศิลปะ สินค้าชุมชน การขยายตลาดแบรนด์ไทย และอาหารไทย โดยมี ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการชั้นนำร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางขับเคลื่อนวัฒนธรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า วัฒนธรรมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยรายได้จากการท่องเที่ยวรวมมีมูลค่าสูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีมูลค่ากว่า 1.63 ล้านล้านบาท กระทรวงวัฒนธรรมจึงมีทิศทางในปี 2570 ที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและชุมชนนำต้นทุนทางวัฒนธรรมมาพัฒนาสินค้าและบริการ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด ‘Cultural NEXUS-วัฒนธรรมเชื่อมอนาคต’ โดยอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อขยายโอกาสให้วัฒนธรรมไทยเข้าถึงคนทั่วโลก
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล
“การจัดเวทีเสวนา GrabNEXT ในครั้งนี้ นับเป็นพื้นที่ให้ภาครัฐและเอกชนได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง พร้อมนำเสนอแนวทางการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม”
ด้าน จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า แกร็บต้องการใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคทั่วโลกให้เข้าถึงเสน่ห์ของไทย ทั้งแหล่งท่องเที่ยว อาหาร สินค้าชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยในปี 2568 อาหารไทยมียอดสั่งซื้อผ่าน GrabFood ใน 7 ประเทศ รวมกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่การให้บริการเดินทาง สั่งอาหาร และซื้อสินค้าแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ สร้างรายได้ให้ประเทศไทยรวม 1.5 หมื่นล้านบาท ในช่วงปี 2566-2568
“เสน่ห์ทางวัฒนธรรมของไทย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย รสชาติอาหารอันโดดเด่น สินค้าชุมชนและภูมิปัญญาไทย ตลอดจนศาสตร์และศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์ ล้วนเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มาเยือน ซึ่งการเข้ามาของนักท่องเที่ยวก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและชุมชนจำนวนมาก 
“ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แกร็บมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับประเทศไทย พร้อมใช้แพลตฟอร์มเป็นตัวกลางเชื่อมโยงคนจากทั่วโลกให้เข้าถึงวัฒนธรรมไทย”
ทั้งนี้ ภายใต้กลยุทธ์ T.A.S.T.E. แกร็บนำเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลมาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมไทยใน 5 มิติ ได้แก่
T (Travel) พาผู้คนค้นพบเสน่ห์เมืองไทยผ่านแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้วยการพัฒนาบริการเดินทางที่หลากหลาย ฟีเจอร์แปลภาษา ระบบความปลอดภัย ตลอดจนจัดทำไกด์บุ๊กและคอนเทนต์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว โดยข้อมูลพบว่า มีการเรียกรถไปยังแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั่วประเทศกว่า 3.6 ล้านเที่ยว
A (Awake) เปิดประสบการณ์ความเป็นไทยผ่านเทศกาล ศิลปะร่วมสมัย และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางไปยังงานประเพณีสำคัญ เช่น สงกรานต์ แห่เทียนพรรษา และลอยกระทง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยสร้างสรรค์ผลงาน และร่วมฟื้นฟูย่านประวัติศาสตร์ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น Awakening Song Wat 2026 ทั้งนี้ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ยอดเรียกรถจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 20% ขณะที่ตลอดปี 2568 มียอดเรียกรถไปสนามมวย โรงละคร และร้านนวดแผนโบราณรวมกว่า 3 แสนครั้ง
S (Support) ขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและสินค้าชุมชนผ่านช่องทางออนไลน์ โดยร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมนำผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) มาจำหน่ายบน GrabMart เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและกระจายรายได้สู่ชุมชน ปัจจุบัน SMEs และร้านค้าชุมชนมีสัดส่วน 74% ของร้านค้าทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม ขณะที่เครื่องหอมไทย เช่น เทียนหอม ยาดม และก้านไม้หอม มียอดขายรวมกว่า 2.5 แสนชิ้น ส่วนยอดสั่งซื้อสินค้าชุมชนจากชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น 50%
T (Transform) ผลักดันแบรนด์ไทยให้เติบโตในตลาดต่างประเทศ ด้วยเครือข่ายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขยายตลาด ควบคู่กับการจัดรางวัล Grab 5-Star Eats เพื่อยกย่องร้านอาหารไทยในหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย รวมถึงจัดแคมเปญประชาสัมพันธ์เมนูและร้านอาหารไทยผ่านบิลบอร์ดใจกลางไทม์สแควร์ สหรัฐอเมริกา
E (Elevate) มุ่งยกระดับมาตรฐานและเผยแพร่อาหารไทยสู่สายตาชาวโลก ผ่านการจัดงาน GrabThumbsUp Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 พร้อมร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิดชูบุคคลและร้านอาหารที่มีบทบาทในการผลักดันอาหารไทย นอกจากนี้ ยังร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมในโครงการ The Lost Taste เพื่อค้นหาและฟื้นฟูรสชาติอาหารไทยที่กำลังจะหายไป
โดย 3 เมนูที่ครองใจชาวต่างชาติ ได้แก่ ผัดกะเพรา ข้าวผัด และผัดไทย ขณะที่ส้มตำและชาไทยยังคงเป็นเมนูขายดี ด้วยยอดจำหน่ายกว่า 13 ล้านจาน และ 8.6 ล้านแก้ว ตามลำดับ
ภายในงานยังมีเวทีเสวนา ‘ปลดล็อกศักยภาพวัฒนธรรมไทย ผ่านระบบนิเวศบริการดิจิทัล’ โดยมีตัวแทนจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ ปัณณ์ อนันอภิบุตร ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ปาริชาต บุญคล้าย รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. และรัศมี เอื้อนุสรณ์วรกุล ผู้อำนวยการแบรนด์ กู๊ด กู๊ดส์ (Good Goods) กลุ่มเซ็นทรัล มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือถึงแนวทางในการปลดล็อกศักยภาพทุนทางวัฒนธรรม สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันธุรกิจท้องถิ่นให้เติบโตสู่ระดับประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการร้านอาหารไทยจากแบรนด์ Khao-Sō-i และ Emily’s ซึ่งมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ในการขยายธุรกิจอาหารไปต่างประเทศ พร้อมยกระดับแบรนด์ไทยสู่ระดับสากลเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรายอื่นๆ
การจัดงาน GrabNEXT 2026 จึงเป็นเวทีเชื่อมความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือผลักดันทุนทางวัฒนธรรมไทยให้เกิดมูลค่าเพิ่ม กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชน พร้อมสร้างโอกาสให้สินค้า บริการ และอัตลักษณ์ความเป็นไทยเติบโตในตลาดโลก
Tags: แกร็บ, PR News, GrabNEXT 2026, ซาบีดา ไทยเศรษฐ์, Grab




