เมื่อ AI กลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในแทบทุกอุตสาหกรรม การแข่งขันของธุรกิจในโลกอนาคตจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเข้าถึงเทคโนโลยีได้ก่อน แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทิ้งคุณค่าของมนุษย์ไว้ข้างหลัง
ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในมุมมองที่สะท้อนผ่านเวทีเสวนา ‘WOMEN WHO BUILD WHAT’S NEXT: Leading Innovation, Shaping Inclusive Growth’ ซึ่งมี 3 ผู้นำหญิงจากต่างอุตสาหกรรม ได้แก่ มนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด, ณัชชาชนก ณ ตะกั่วทุ่ง CEO บริษัท ซีพี เฟรช และสราณี สงวนเรือง (เฟื่องลดา) CEO และผู้ก่อตั้ง บริษัท โซล เฟิร์สต์ จำกัด มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับธุรกิจ พร้อมสะท้อนบทบาทของผู้หญิงในโลกการทำงานยุคใหม่ ภายในงาน CP Innovation Exposition 2026 มหกรรมนวัตกรรมบัวบาน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ครั้งที่ 9 ณ True Digital Park
เมื่อ AI ช่วยเปลี่ยนบริการทางการเงิน แต่ความเชื่อมั่นยังเป็นสิ่งสำคัญ
สำหรับธุรกิจการเงิน เทคโนโลยีไม่ได้มีหน้าที่เพียงเพิ่มความสะดวกในการให้บริการ แต่ต้องทำให้ผู้คนเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึงและปลอดภัยด้วย มนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจคือการแก้ปัญหาที่ผู้คนต้องเผชิญจากบริการทางการเงินที่มีขั้นตอนซับซ้อน โดยนำเทคโนโลยีมาพัฒนาบริการให้ครอบคลุมทั้งการฝากเงิน สินเชื่อ ประกันภัย และการลงทุน ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร
ปัจจุบัน AI เข้ามามีบทบาทตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การสื่อสารกับลูกค้า ไปจนถึงการจัดการงานเอกสาร ช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อย่างไรก็ตาม ยิ่งเทคโนโลยีมีความสามารถมากขึ้น ความท้าทายสำคัญก็ยิ่งอยู่ที่การสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และการวัดผลการทำงานของ AI รวมถึงการทำให้มนุษย์รู้เท่าทันเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว
ขณะที่การเป็นผู้หญิงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มนสินีมองว่า ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวเป็นจุดแข็งสำคัญ โดยเปรียบผู้หญิงเหมือนน้ำที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามสถานการณ์ บางครั้งต้องมีความแข็งแกร่งเพื่อพาองค์กรผ่านวิกฤต ขณะที่บางสถานการณ์ต้องอาศัยความประนีประนอม เพื่อประคับประคองทีมและนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย
ยกระดับห่วงโซ่อาหารด้วย AI พร้อมสร้างโอกาสให้คนเติบโตไปด้วยกัน
ในอุตสาหกรรมอาหาร AI ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงเฉพาะกระบวนการทำงานภายในองค์กร แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ณัชชาชนก ณ ตะกั่วทุ่ง CEO บริษัท ซีพี เฟรช เล่าถึงการขับเคลื่อนธุรกิจที่มีจุดเริ่มต้นจากโครงการเถ้าแก่น้อย โดยมีเป้าหมายในการส่งมอบอาหารคุณภาพให้แก่ผู้บริโภค ตั้งแต่การคัดสรรและจัดหาผักผลไม้ ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภค
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่นำมาใช้คือ AI ซึ่งช่วยให้ธุรกิจเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น รวมถึงติดตามกระบวนการขนส่งตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความสดใหม่ของผลผลิต ตลอดจนยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สามารถแข่งขันในตลาดส่งออกได้ ซึ่งไม่เพียงเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ณัชชาชนกย้ำว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้ยังเป็นเรื่องของคน โดยเฉพาะการสร้างทีมงานและพัฒนาผู้นำรุ่นต่อไป เพราะความสำเร็จขององค์กรไม่ควรหยุดอยู่ที่ความสำเร็จของคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องส่งต่อโอกาสและสร้างการเติบโตให้กับคนรอบข้างได้
“สิ่งที่ทำให้เราสำเร็จ เป็นเพราะเราไม่ได้คิดแค่ความสำเร็จของตัวเอง สิ่งที่ขับเคลื่อนธุรกิจคือการสร้างคน และสุดท้ายถ้าเราคิดถึงคนอื่น ฝันของเราจะใหญ่ขึ้น”
เมื่อ AI มี Intelligence มนุษย์จึงต้องมี Wisdom
ด้าน สราณี สงวนเรือง หรือเฟื่องลดา CEO และผู้ก่อตั้ง บริษัท โซล เฟิร์สต์ จำกัด ซึ่งมีประสบการณ์ในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์สายเทคโนโลยี มองว่า ในวันที่ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สิ่งสำคัญคือการรู้จักตัวเองให้ชัดเจน ทั้งความต้องการ จุดแข็ง และเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึง เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสร้างผลลัพธ์ใหม่ๆ ได้อย่างเหมาะสม
สำหรับ LDA มีการปรับกระบวนการทำงานโดยนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาในการทำงาน ทำให้ทีมงานมีโอกาสสร้างสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน พร้อมนำเวลาไปพัฒนาคุณค่าในด้านอื่นๆ ได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เฟื่องลดามองว่า สิ่งที่มนุษย์ยังมีความแตกต่างจาก AI คือ Wisdom หรือภูมิปัญญาที่เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ และความเข้าใจในตัวเอง แม้ AI จะมี Intelligence หรือความสามารถในการประมวลผลข้อมูลที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ แต่การเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับบริบท ความคิดสร้างสรรค์ และวิจารณญาณของมนุษย์ยังเป็นสิ่งสำคัญ
ดังนั้นคนที่จะก้าวไปข้างหน้าได้ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงไม่ใช่คนที่พึ่งพา AI ทุกอย่าง หรือปฏิเสธ AI ไปโดยสิ้นเชิง แต่เป็นคนที่เข้าใจทั้งศักยภาพของเทคโนโลยีและคุณค่าของตัวเอง พร้อมนำทั้ง 2 สิ่งมาทำงานร่วมกัน
กล้าลงมือทำ เรียนรู้จากความผิดพลาด คือจุดเริ่มต้นของการเติบโต
นอกจากการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจ อีกหนึ่งประเด็นที่ทั้ง 3 ผู้นำหญิงเห็นตรงกันคือ การกล้าคว้าโอกาสและลงมือทำ เพราะการเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นจากการรอให้ทุกอย่างพร้อม แต่เกิดจากการเรียนรู้ระหว่างทาง
มนสินีมองว่า คนที่ยังลังเลหรือไม่กล้าเริ่มต้นควรลองลงมือทำให้เต็มที่ เพราะไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ได้รับกลับมาแน่นอนคือประสบการณ์และ Wisdom ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการได้เรียนรู้และเข้าใจตัวเองมากกว่าเดิม
ขณะที่ณัชชาชนกมองว่า การกล้าลองผิดลองถูกเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้ เมื่อโอกาสมาถึงควรกล้าที่จะคว้าไว้ แล้วเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น หากทำผิดพลาดก็ต้องนำบทเรียนนั้นมาปรับปรุง และหากทำได้ดีก็ควรต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในครั้งต่อไป
เฟื่องลดากล่าวทิ้งท้ายว่า ‘คำว่าพร้อมไม่มีอยู่จริง’ เพราะหลายครั้งสิ่งที่ทำให้คนไม่กล้าลงมือทำไม่ใช่การขาดความสามารถ แต่เป็นความกลัวต่อผลลัพธ์และสายตาของคนอื่น ท้ายที่สุดแม้การลงมือทำจะไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้ง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือประสบการณ์และบทเรียนที่ทำให้เติบโตขึ้น
มุมมองจากทั้ง 3 ผู้นำหญิงสะท้อนให้เห็นว่า แม้ AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลกธุรกิจยุคใหม่ แต่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความสำเร็จได้ทั้งหมด เพราะเบื้องหลังนวัตกรรมยังต้องอาศัยคนที่กล้าคิด กล้าทำ เข้าใจตัวเอง และพร้อมเรียนรู้จากความเปลี่ยนแปลง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว การเติบโตของธุรกิจอาจไม่ได้วัดจากความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับผู้คนและสังคมไปพร้อมกันด้วย
Tags: Women in Tech, Innovation, Human Intelligence, AI, AI กับธุรกิจ, ปัญญาประดิษฐ์, CP, Wisdom, PR News, ผู้นำหญิง, CP Innovation Exposition 2026, Women in Leadership




