‘สงขลา’ ถือเป็นจังหวัดขนาดใหญ่จังหวัดหนึ่งของภาคใต้ มีประชาชนอาศัยอยู่มากถึง 1.43 ล้านคน และข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ในปี 2567 จังหวัดนี้มีขนาดเศรษฐกิจมวลรวมสูงถึง 2.68 แสนล้านบาท ทำให้สงขลากลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้
ด้วยความสำคัญของจังหวัดนี้จึงทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ทั้งรถไฟ ท่าเรือ หรือแม้แต่สนามบิน โดยปัจจุบันสงขลาเป็นหนึ่งในไม่กี่จังหวัดของไทยที่มีสนามบินมากถึง 2 แห่ง แบ่งเป็น สนามบินเชิงพาณิชย์ 1 แห่ง คือ สนามบินนานาชาติหาดใหญ่ ภายใต้การดูแลของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และสนามบินของทหารอีก 1 แห่ง คือ สนามบินทหารเรือสงขลา ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางอำเภอเมืองสงขลา ภายใต้การดูแลของกองทัพเรือ
ทั้งนี้ บทบาทของทั้ง 2 สนามบินนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยสนามบินนานาชาติหาดใหญ่จะมีบทบาทสำคัญ คือการเชื่อมต่อด้านการคมนาคมของผู้โดยสารและสินค้า ขณะที่สนามบินทหารเรือสงขลามีบทบาททางการทหารเป็นหลัก
โดย ‘สนามบินทหารเรือสงขลา’ ตั้งอยู่ในพื้นที่ของทัพเรือภาคที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานย่อยของกองทัพเรือ ในตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยมีการวางกรอบการปฏิบัติหน้าที่ของทัพเรือภาคที่ 2 ไว้ 9 ประการ ดังนี้
1. ควบคุมทะเลและขัดขวางการปฏิบัติการของกำลังทางเรือข้าศึก
2. สนับสนุนและร่วมมือกับเหล่าทัพอื่น รวมทั้งส่วนราชการอื่นในการป้องกันประเทศ
3. รักษากฎหมายในทะเลตามพระราชบัญญัติบางฉบับที่มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ทหารเรือ
4. คุ้มครองแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติกลางอ่าวไทยและป้องกันสิทธิและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
5. คุ้มครองและช่วยเหลือเรือประมงไทยที่ได้รับภัยคุกคามจากฝ่ายตรงกันข้าม
6. ป้องกันภัยคุกคาม เช่น การแทรกซึมทางทะเล การลักลอบส่งคนและยุทโธปกรณ์ขึ้นฝั่ง
7. ต่อต้านการก่อการร้าย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเลและลำเลียงทางทะเล
8. ป้องกันการอพยพ หลบหนีเข้าเมืองทางทะเล ป้องกันและปราบปรามโจรสลัด และการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศุลกากร การประมงและกฎหมายอื่นๆ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารเรือ
9. ป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ป้องกันและขจัดมลพิษในทะเลและบริเวณชายฝั่ง
กองทัพเปิดพื้นที่สนามบินให้เอกชนใช้งานเชิงพาณิชย์
อย่างไรก็ดี ไม่นานมานี้มีการเปิดเผยโดยคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี เอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ในเรื่องการใช้สนามบินทหารเรือสงขลาของผู้ประกอบการภาคเอกชน
โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้รับรายงานจากประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงสนามบินทหารเรือสงขลาว่า สนามบินดังกล่าวมีการใช้งานเป็นสถานที่ขึ้นลงเฮลิคอปเตอร์ของบริษัทเอกชน ทำให้ประชาชนเกิดความกังวลว่าจะมีผลกระทบเกิดขึ้นแก่ชุมชนโดยรอบ ทั้งเรื่องความปลอดภัย มลภาวะทางเสียง ฝุ่นละออง และผลกระทบต่อการเรียนการสอนของสถานศึกษาในพื้นที่
ในบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการฯ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ระบุว่า “ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเฮลิคอปเตอร์เอกชนประมาณ 2-3 บริษัท ใช้สนามบินดังกล่าวรับส่งพนักงานไปปฏิบัติงานนอกชายฝั่ง โดยมีเที่ยวบินประมาณ 7-8 เที่ยวต่อวัน”
ทั้งนี้ ผู้ร้องเรียนต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงถึงที่มา หลักเกณฑ์ ตลอดจนความถูกต้องในการอนุญาตให้เฮลิคอปเตอร์เอกชนมาใช้พื้นที่สนามบินดังกล่าว นอกจากนั้นยังต้องการให้คณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบการใช้สนามบินในลักษณะดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นการใช้พื้นที่ของกองทัพเรือเพื่อสนับสนุนการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ของเอกชน
จากการตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมพบรายชื่อบริษัทเอกชนอยู่ในพื้นที่สนามบินทหารเรือสงขลา 2 ราย ได้แก่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และบริษัท เดอะ พรอคดิจี เทค จำกัด
ด้านผู้แทนกองทัพเรือชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ว่า การอนุมัติให้เอกชนเข้าใช้พื้นที่นั้น ต้องผ่านการพิจารณาจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมยุทธการทหารเรือ ฐานทัพเรือสงขลาและทัพเรือภาคที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ รวมถึงกองการบินทหารเรือ โดยพื้นที่บริเวณใกล้เคียงสนามบินทหารเรือสงขลานั้น บริษัท เดอะ พรอคดิจี เทค จำกัด เป็นผู้เช่าพื้นที่โดยทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์โดยตรง ตั้งแต่ปี 2563 และได้ต่อสัญญาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569-31 กรกฎาคม 2572 พื้นที่รวม 1.37 หมื่นตารางเมตร เพื่อสนับสนุนการบินสำรวจและการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย
ขณะที่การชำระค่าเช่า ตัวแทนกองทัพเรือระบุว่า บริษัทผู้เช่าชำระโดยตรงกับสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สงขลา พร้อมปฏิเสธว่ากองทัพเรือไม่ได้เป็นผู้รับค่าเช่าโดยตรง เพียงแต่มีหน้าที่ดูแลพื้นที่และกำกับให้การใช้งานเป็นไปตามที่กำหนด ซึ่งกองทัพเรือมีสิทธิให้ราชการเรียกคืนหรือยกเลิกการใช้พื้นที่ได้หากมีความจำเป็น
ทั้งนี้ การใช้งานเฮลิคอปเตอร์ของบริษัทเอกชน ผู้แทนกองทัพเรือเปิดเผยว่า มีภารกิจหลักทั้งหมด 3 เรื่อง ได้แก่
1. การรับส่งและสับเปลี่ยนกำลังพลไปยังแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมในอ่าวไทย
2. การขนส่งกำลังบำรุง อาหาร และอุปกรณ์ไปยังแท่นขุดเจาะ
3. การปฏิบัติภารกิจกรณีฉุกเฉิน เช่น การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหรือการช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุความปลอดภัยบนแท่นขุดเจาะ
ผลประโยชน์ที่กองทัพได้รับมีอะไรบ้าง
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้การเช่าพื้นที่เป็นการทำสัญญาโดยตรงระหว่างเอกชนกับกรมธนารักษ์ และกองทัพเรือไม่ได้เป็นผู้รับผลประโยชน์จากค่าเช่าโดยตรง แต่การที่เอกชนได้รับอนุญาตใช้พื้นที่นั้น อยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพเรือเพื่อสนับสนุนกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ย่อมมีประเด็นที่ต้องพิจารณา เช่น ความเหมาะสม ความเท่าเทียมกับผู้ประกอบการรายอื่น และผลกระทบด้านความมั่นคงและความปลอดภัย
โดยคณะกรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า การที่บริษัทเอกชนใช้สนามบินของกองทัพเรือ อาจทำให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาต ‘ได้เปรียบ’ คู่แข่งรายอื่นที่ต้องใช้สนามบินพาณิชย์ ซึ่งมีต้นทุนและมาตรการด้านความมั่นคงที่ต่างกัน จึงควรมีการตรวจสอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุญาตให้ใช้สนามบินทหารให้มีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้
ส่วนประเด็นผลกระทบต่อประชาชน คณะกรรมาธิการฯ ให้ข้อสังเกตว่า ควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาผลกระทบด้านเสียง ฝุ่นละออง และสิ่งแวดล้อม รวมถึงกำหนดมาตรการลดผลกระทบที่ชัดเจน เช่น กำหนดช่วงเวลาขึ้นลงของเฮลิคอปเตอร์ กำหนดเส้นทางหรือทิศทางการบินให้เหมาะสม และการประสานงานกับสถานศึกษาและชุมชนโดยรอบ
เพราะสนามบินสงขลาอยู่กลางเมืองสงขลา ซึ่งมีบ้านเรือนประชาชน อาคารพาณิชย์ และพื้นที่สาธารณะจำนวนมาก การให้เฮลิคอปเตอร์ขึ้นลงตลอดทั้งวันย่อมอาจส่งผลกระทบถึงความปลอดภัย
นอกจากนั้นในที่ประชุม คณะกรรมาธิการฯ ยังสอบถามไปยังผู้แทนกองทัพเพิ่มเติม 3 ประเด็น ในประเด็นแรกคือมาตรฐานที่ใช้ติดต่อและควบคุมการจราจรทางอากาศสำหรับเที่ยวบินของเฮลิคอปเตอร์เอกชน ว่าใช้มาตรฐานด้านการบินของฝ่ายทหารหรือมาตรฐานการบินพลเรือน โดยผู้แทนกองทัพชี้แจงว่า ใช้มาตรฐานตามหลักเกณฑ์ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)
ขณะที่ประเด็นที่ 2 เป็นประเด็นที่ว่า กองทัพเรือเคยได้รับหรือตรวจสอบสัญญาเช่าพื้นที่ระหว่างเอกชนกับกรมธนารักษ์หรือไม่ โดยผู้แทนกองทัพเรือชี้แจงว่า กองทัพเรือ ‘ไม่ได้รับ’ หรือ ‘เห็นสัญญาเช่าฉบับเต็ม’ เพียงแต่ได้รับหนังสือยืนยันการทำสัญญาเท่านั้น
และประเด็นที่ 3 เป็นเรื่องผลประโยชน์อื่นที่กองทัพเรือได้รับจากบริษัทเอกชนผู้เช่าที่ โดยผู้แทนกองทัพเรือเปิดเผยว่า ภาคเอกชนมีการสนับสนุนในรูปแบบกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ เช่น การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และการมอบทุนการศึกษาผ่านสมาคมภริยาทหารเรือ รวมถึงลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านความร่วมมือในการดูแลความปลอดภัยของแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมของบริษัท ปตท.สผ.
คณะกรรมาธิการฯ ขอดูสัญญา-ลดผลกระทบที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ มีมติเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมาให้จัดทำหนังสือไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 4 ประเด็น คือ
1. มีหนังสือถึงกองทัพเรือ เพื่อขอข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติให้ใช้พื้นที่สนามบินทหารเรือสงขลา รวมถึงสัญญาเช่าระหว่างเอกชนกับกรมธนารักษ์ และหลักเกณฑ์หรือขั้นตอนที่กองทัพเรือใช้ประกอบการพิจารณาอนุญาตให้เช่าพื้นที่
2. มีหนังสือถึงสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ขอให้ตรวจสอบมาตรฐานและหลักเกณฑ์ด้านการบินที่เกี่ยวข้องกับการใช้สนามบินทหารเรือสงขลาโดยผู้ประกอบการภาคเอกชน รวมถึงระบบควบคุมจราจรทางอากาศและมาตรฐานความปลอดภัย
3. มีหนังสือถึงสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 16 (สงขลา) เพื่อให้ตรวจสอบและประเมินผลกระทบจากมลพิษทางเสียงที่เกิดจากการขึ้นลงและปฏิบัติการของเฮลิคอปเตอร์ และให้เสนอแนวทางการลดหรือควบคุมผลกระทบ
4. มีหนังสือถึงฐานทัพเรือสงขลาเพื่อประสานกับบริษัทเอกชนพิจารณาปรับเส้นทางการบินของเฮลิคอปเตอร์ โดยให้ใช้เส้นทางที่ออกทะเลโดยเร็วเท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านเสียงและฝุ่นละอองในชุมชน
ท้ายที่สุด คำชี้แจงว่า กองทัพเรือไม่ได้รับ ‘ค่าเช่า’ ยังไม่ตอบคำถามทั้งหมด เพราะในฐานะผู้ดูแลพื้นที่และร่วมพิจารณาอนุญาตให้เอกชนใช้สนามบิน กองทัพเรือย่อมต้องอธิบายได้ว่า ใช้หลักเกณฑ์ใดในการตัดสินใจ กำกับการใช้พื้นที่อย่างไร และมีหลักประกันใดว่าประชาชนโดยรอบจะไม่ต้องแบกรับผลกระทบจากกิจกรรมเชิงพาณิชย์เหล่านี้
ขณะเดียวกัน การสนับสนุนจากเอกชน ทั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์และทุนการศึกษา ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องเปิดเผยให้ชัดเจนว่า ใครเป็นผู้ให้ ใครเป็นผู้รับ และมีเงื่อนไขหรือความเกี่ยวข้องกับการอนุญาตใช้พื้นที่หรือไม่
คำถามที่กองทัพเรือต้องตอบจึงไปไกลกว่า ‘ใครรับค่าเช่า’ แต่รวมถึงว่า ใครได้รับประโยชน์ ใครรับผลกระทบ และใครต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจใช้พื้นที่ของรัฐ ขณะที่ภารกิจต่อไปของคณะกรรมาธิการฯ คือการติดตามให้คำชี้แจงเหล่านี้มีเอกสารและข้อเท็จจริงรองรับ เพื่อให้สาธารณชนตรวจสอบได้ว่า สาธารณประโยชน์อยู่ตรงไหนในข้อตกลงนี้
Tags: กองทัพเรือ, กองทัพ, คมนาคม, ที่ดิน, ปิโตรเลียม, สนามบินสงขลา, แท่นขุดเจาะ, เฮลิคอปเตอร์, ที่ดินกองทัพ, Feature




