‘Men are trash’ (ผู้ชายคือขยะ) ฟังแล้วแสลงหูใช่ไหม
เมื่อมีข่าวความรุนแรงหรือการล่วงละเมิดทางเพศ คนมักโต้เถียงกันเพราะประโยคนี้ไม่รู้กี่รอบ บ้างว่าทำไมต้องเหมารวม บ้างว่าผู้ชายดีๆ มีอีกเยอะ ทำไมต้องถึงกับบอกว่า ‘Men are trash’ ไม่แรงไปหน่อยหรือ บางคนสนใจเรื่องการเลือกใช้คำจนมองข้ามประเด็นที่ว่า เหยื่อในเรื่องราวนั้นๆ กำลังเผชิญกับความรุนแรงทางเพศอยู่
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกรณีที่นักเขียนหญิงรายหนึ่งถูกนำภาพไปเผยแพร่ในกลุ่ม Facebook โดยไม่ได้ยินยอม จนมีคนมาติดตามโซเชียลมีเดียของเธอเพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกต โดยกลุ่มที่ว่ามีไว้เพื่อโพสต์ภาพผู้หญิง แจกช่องทางติดตาม ใช้ AI ดัดแปลงรูปภาพต้นฉบับ รวมถึงพิมพ์ข้อความในเชิงคุกคามทางเพศ กลุ่มนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2568 และมีสมาชิกกว่า 1.27 แสนคน ซึ่งหลายคนในนั้นเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม ทั้งนักเขียนชายชื่อดัง ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน และอาจรวมถึงคนรู้จักในชีวิตจริงของเราเองด้วย
แม้จะมีสมาชิกที่เป็น Facebook จริงจำนวนมาก แต่คนที่เคลื่อนไหวในกลุ่มมักเป็นบัญชีนิรนามที่ใช้ข้อความคุกคามทางเพศอย่างโจ่งแจ้ง หากกดเข้าไปดู ก็จะพบตั้งแต่การคุกคามเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี วิจารณ์เรือนร่าง ไปจนถึงลดทอนคุณค่าและตีราคาผู้หญิง พฤติกรรมละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นเป็นปกติในกลุ่มที่มีสมาชิกหลักแสนคนเช่นนี้ ทำให้เราต้องมาทบทวนกันว่า หากความรุนแรงระดับนี้พบเห็นได้ทั่วไปในกลุ่ม Facebook แล้วทุกคนยังคงนิ่งเฉย เราจะยังไว้ใจใครได้อีก
“การอยู่ในกลุ่มไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยกับเรื่องที่เกิดขึ้นในกลุ่มนี้ทุกเรื่องสักหน่อย คนในวาร์ปก็เปิด Public กันทั้งนั้น ได้ยอดฟอลเพิ่มวินๆ เมื่อก่อนก็มีเพจเปิดวาร์ปคนสวยคนหล่อเต็มไปหมด”
นี่คือข้อความจาก เสก-ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มคุกคามทางเพศ เสกอธิบายเพิ่มเติมว่า เขาเข้าไปเพราะอยากรู้ความคิดเห็นของคนแต่ละกลุ่มเท่านั้น แม้จะไม่เห็นด้วยเลยก็ตาม แล้วก็มองว่ากลุ่มเปิดวาร์ปช่วยเพิ่มยอดผู้ติดตามให้ผู้หญิงด้วยซ้ำ แม้เจ้าตัวจะสำนึกผิดและออกมาขอโทษในภายหลังเมื่อคนรอบข้างตักเตือน แต่คำอธิบายของเสกกลับสะท้อนว่า ตัวเขาที่เคยอ้างว่าเป็นเฟมินิสต์นั้น ไม่ได้เข้าใจหรือตระหนักรู้เรื่องการคุกคามทางเพศ และขาดความเห็นอกเห็นใจขั้นพื้นฐาน เพราะเขาไม่แม้แต่จะเข้าใจความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตประจำวันของผู้หญิงเลย ถึงได้มองเห็นข้อดีของการมีอยู่ของกลุ่มในลักษณะนี้ได้
ทั้งนี้ มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่เราจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าการนำภาพผู้อื่นมาโพสต์ต่อหรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต ใช้ข้อความสองแง่สองง่าม หาช่องทางการติดต่อ คอมเมนต์รูปภาพ กระทั่งทักแชตไปหานั้น จะสร้างความหวาดระแวงให้ใครสักคนหนึ่ง นั่นคือการคุกคาม ต่อให้ผู้หญิงคนนั้นจะมียอดติดตามมากเท่าไร ก็ไม่มีใครมีสิทธิทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยทั้งนั้น
ขณะที่บัญชี Facebook นิรนาม หรือคนที่ไม่มีชื่อเสียงยังกล้าออกมาแสดงทัศนคติของตัวเอง บ้างว่าพวกเฟมินิสต์ขี้อิจฉา เพราะหน้าตาไม่ดีเลยไม่ได้อยู่ในกลุ่ม บ้างว่าไม่เห็นจะเป็นการคุกคามทางเพศตรงไหน หลายคนที่ใช้ Facebook จริงต่างออกมาอธิบายว่าตนไม่รู้ไม่เห็น ไม่มีส่วนร่วมอะไร กลุ่มนี้อาจเคยมีเนื้อหาอื่นมาก่อนเขาจึงกดเข้าไปอยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่การเพิกเฉยและการมีตัวตนอยู่ในพื้นที่ ย่อมเท่ากับกำลังร่วมสร้างความเป็นปกติให้กับการคุกคามทางเพศ
พฤติกรรมเมินเฉยต่อความรุนแรงทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสังคมไทย แต่เป็นรูปแบบความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลก ก่อนหน้านี้ มีประเด็น Cornell 7 คดีล่วงละเมิดทางเพศที่ Cornell University เมื่อเดือนตุลาคม 2024 เมื่อหญิงนิรนาม ‘Jane Doe’ ร้องเรียนว่าเธอถูกล่อลวงให้ดื่มแอลกอฮอล์และยาจนหมดสติ ก่อนจะถูกนักศึกษาชาย 7 คนข่มขืน ที่น่าตกใจไม่แพ้กันคือ นักศึกษาเหล่านี้อยู่ในแชตกลุ่มที่มีสมาชิก 57 คน ในตอนที่กำลังล่วงละเมิดทางเพศเหยื่อ พวกเขาส่งข้อความคุยกันในแชต เช่น ‘ร้านยังเปิดอยู่ไหม’ ราวกับว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเพียงวัตถุ ไม่ใช่มนุษย์ที่มีหัวจิตหัวใจเหมือนกัน
ทำไมในบรรดาผู้ชาย 57 คน ถึงไม่มีใครสักคนเอะใจขึ้นมาว่าความรุนแรงกำลังดำเนินอยู่ และถึงจะมีคนคิดได้ ก็ไม่มีใครคิดจะทำอะไรเพื่อหยุดมัน ลอเรน มาโฮนี (Lauren Mahoney) อาจารย์ด้านจิตวิทยาจาก City University of New York อธิบายว่า ในกลุ่มเพื่อนผู้ชาย ความภักดีต่อกลุ่มทำให้การท้วงติงเพื่อนกลายเป็นการหักหลัง ความเงียบของคนอื่นๆ ในแชตไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่รู้เรื่อง แต่มันทำหน้าที่เสมือนคำอนุญาต สุดท้ายความเงียบร่วมกันที่ดูเหมือนจะจบอยู่แค่ในหน้าจอ จึงกลายเป็นการสนับสนุนพฤติกรรมที่เป็นอันตรายในชีวิตจริง
ข้อมูลจาก UN Women เผยว่า ในแต่ละปีมีผู้หญิงและเด็กหญิงหลายล้านคนได้รับผลกระทบจากการล่วงละเมิดทางดิจิทัล โดยผู้หญิงประมาณ 16-58% เคยประสบกับความรุนแรงในลักษณะนี้ และพบได้ในทุกภูมิภาค เช่น ยุโรปตะวันออกและเอเชียกลางที่ผู้หญิงกว่า 50% ล้วนเคยเผชิญการล่วงละเมิดดิจิทัลมาก่อน
การล่วงละเมิดทางดิจิทัลเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น ข้อความคุกคามทางเพศ การสร้างสื่ออนาจารด้วย AI Deepfake หรือ Doxing ซึ่งก็คือการเปิดวาร์ปโซเชียลฯ อย่างที่เห็นกันล่าสุดในกรณีกลุ่ม Facebook หรือแม้แต่การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งนำไปสู่ภัยคุกคามในชีวิตจริง อาจถึงขั้นสะกดรอยหรือตามข่มขู่ แม้จะไม่รู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ
ชีวิตบนความเสี่ยงของผู้หญิงไม่ได้จบลงแค่บนหน้าจอ และตราบใดที่เรายังคงเพิกเฉยกันจนเป็นปกติ ความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นจริงนั้นคงเลวร้ายกว่าการใช้คำว่า ‘Men are trash’ เรียกกันเป็นไหนๆ
ที่มา:
– https://www.marieclaire.com.au/news/advocacy/cornell-seven-group-chat-dynamics/
Tags: คุกคามทางเพศ, Men are trash, เปิดวาร์ป, กลุ่ม Facebook, AI Deepfake, Doxing




